HashCorner

พิชิตภูเขาไฟรินจานี รีวิวแบบคนไม่เคยปีนเขามาก่อน ไหวหรือไม่ไหว?

 

เอาจริงๆเลยนะ ก่อนหน้านี้ก็ไม่ค่อยได้สนใจการปีนเขาแบบจริงจังเท่าไหร่ จนกระทั่งได้มาเจอกับอัลบั้มการปีน ภูเขาไฟรินจานี (Mount Rinjani) ในเฟสบุคที่คนแชร์กระฉ่อน เราเห็นรูปถึงกับร้อง “เชรดโด้ว .. สวยอะไรขนาดนั้น” จากนั้นเราก็ลองค้นหารีวิวแบบละเอียดดู ว่ามันโหดขนาดไหน ถ้าเทียบจากประสบการณ์ตัวเองที่ไม่เคยปีนเขามาก่อน คือไม่รู้ยังไง จากที่อ่านในเน็ต มันก็งั้นๆแหละมั้ง ไม่ได้โหดอะไรมากมาย จากนั้นเราก็จองตั๋วไปอินโดนีเซียทันที โดยไม่ได้คิดไรมาก (เหยรดดดด)

มาดูกันดีกว่าว่าเราจะรอดหรือไม่รอดกับการพิชิต ภูเขารินจานี (Mount Rinjani) ความสูง 3,726 เมตร สูงอันดับ 3 ของประเทศอินโดนีเซีย 😲

บินมาปีนเขารินจานี บินมาทางไหน?

สำหรับการซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อมาปีนเขารินจานีนั้น ต้องขอเกริ่นก่อนว่าตัวภูเขาไฟรินจานีนั้นตั้งอยู่บน เกาะลอมบอก (Lombok Island) เกาะนี้มันจะอยู่ข้างบาหลีไม่ไกลเท่าไหร่ ทีนี้เนี่ย ไฟลท์บินตรงจากกรุงเทพมันไม่มี ดังนั้นเราต้อง Transit หรือต่อเครื่องอย่างเดียว อยู่ที่ว่าเราสะดวกต่อเครื่องที่ไหนครับ

 

  1. ผ่านกัวลาลัมเปอร์: ไฟลท์ กรุงเทพ-กัวลาลัมเปอร์-ลอมบอก ของ AirAsia ถ้าเราได้ตั๋วโปร เส้นนี้จะได้ตั๋วถูกสุด ซึ่งผมก็มาทางนี้แหละ ได้ในราคาไป-กลับสองขา แค่ 5,535 บาท แค่นั้น ถูกสุดแล้ววว
  2. ผ่านจาการ์ตา: ไฟลท์กรุงเทพ-จาการ์ตา-ลอมบอก เส้นนี้มีสองสายการบินให้เลือกคือ AirAsia และ Lion Air ทั้งสองขา เส้นทางนี้ก็ไม่แพงนะ ถ้าหาตั๋วถูกในเวลาเหมาะเจาะ
  3. ผ่านบาหลี: ไฟลท์กรุงเทพ-บาหลี-ลอมบอก ขากรุงเทพ-บาหลี มีอยู่เจ้าเดียวคือ AirAsia จากนั้นต่อ บาหลี-ลอมบอก ของ Lion Air ได้เลย

ถามตัวเองว่าจะไปแบบ Shared Group หรือ Private?

จริงๆ แล้วเราจะเดินขึ้นเองโดยที่ไม่ซื้อทัวร์ ไม่มีไกด์ก็ได้นะ แต่ถามใจดูเอาเองว่า จะสะดวกกว่าไหม ถ้าเรามีลูกหาบ หรือ Porter ขนพวกเต็นท์นอน ถุงนอน และทำอาหารให้กินทุกมื้อ อีกทั้งยังมีไกด์นำทางเรา หรือช่วยเหลือเราได้ระหว่างทาง อย่างที่บอกคือ ซื้อทัวร์เถอะจ้าา อย่าเสี่ยงขึ้นไปเองเล้ยยย

หลังจากตัดสินใจได้แล้วว่าชั้นจะไปกับทัวร์แบบมีไกด์ ขั้นต่อไปคือการตัดสินใจว่าเราจะเลือกทัวร์แบบแชร์ หรือแบบส่วนตัว

ทัวร์แบบแชร์ก็จะแชร์กรุ๊ปกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆที่มาจากทั่วโลก นับรวมหัวก็น่าจะสิบคน ทีนี้ก็จะมีพวกฝรั่ง พวกเอเชีย ซึ่งบอกเลยว่าพวกฝรั่งอึดและเดินเร็วชิบหาย .. สุดท้าย ผมเลือกแบบทัวร์ส่วนตัว เพราะกลัวจะเดินตามฝรั่งไม่ทัน แถมเกรงใจด้วยงี้ อีกอย่างคือผมไปกับเพื่อนสองคน ทั้งคู่ไม่มีประสบการณ์การปีนเขาแบบจริงจัง ดังนั้นไปแบบส่วนตัวน่าจะสบายตัวกว่า อยากหยุดก็หยุด อยากเดินก็เดินต่อ หรืออยากยอมแพ้ก็บอกไกด์ โอ้ยยย 555555

 

เลือกเส้นทางและจำนวนวันในการขึ้นรินจานี

แพ็คเกจการปีนเขารินจานีนั้นจะมีหลายแบบ แยกตามเส้นทางและจำนวนวันตามนี้ โดยเราต้องเลือกว่าเราจะเริ่มต้นเดินจากหมู่บ้านไหน ระหว่าง Senaru หรือ Sembalun อะ .. งงอะดิ นี่ตอนแรกผมก็งงเหมือนกัน งั้นจะอธิบายให้ฟังว่ามันแตกต่างกันยังไง รวมถึงจำนวนวันในการเดินขึ้นด้วย

 

เลือกก่อนว่าจะไปกี่วัน 2D/1N, 3D/2N หรือ 4D/3N

ถ้ามีเวลาน้อยและต้องการขึ้นถึง Summit หรือจุดสูงสุดของรินจานีที่ 3,726 เมตร ก็เลือกแบบ 2D/1N โดยมีตัวเลือกเดียวคือขึ้นทาง Sembalun ตัวเลือกนี้จะบอกว่าเหนื่อยชิบหาย เพราะเราต้องไต่เขาขึ้นจาก Sembalun จากความสูง 1,156 เมตร ขึ้นไปยัง Crater Rim ฝั่ง Sembalun ที่ความสูง 2,639 เมตร คืนแรกก็นอนตรงนั้นและ จากนั้นตื่นตีสองเพื่อขึ้นไปยัง Summit เสร็จแล้วก็กลับมายังทางเดิม สู่หมู่บ้าน Sembalun ตรงจุดเริ่มต้น

 

แบบ 3D/2N และ 4D/2N เส้นทางจะเหมือนกันไม่ว่าจะเริ่มจาก Senaru หรือ Sembalun

สำหรับ 3D/2N และ 4D/3N เส้นทางนั้นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเส้น Senaru และ Sembalun โดยตัวเลือกนี้ เราจะได้เจออะไรที่มากกว่าการขึ้น Summit อย่างเช่น การได้ไปทะเลสาปลงเล่นน้ำ หรือการได้เห็นวิวธรรมชาติ และมีเวลาซึมซับธรรมชาติได้มากกว่า ฮ่าๆ จุดเริ่มต้นก็จะเริ่มต้นที่หมู่บ้านที่เลือก และจะไปสิ้นสุดที่อีกหมู่บ้านนึง เช่น เริ่มเดินที่ Sembalun สุดท้ายเราจะไปจบที่ Senaru เป็นต้น ส่วนเรื่องความแตกต่างระหว่าง 3D/2N และ 4D/3N คือ แบบ 4 วัน 3 คืนนั้น เขาจะถ่างวันที่สองออก เพื่อให้เราได้มีเวลาพักมากขึ้น อย่างเช่น คืนแรกพักที่ Crater Rim ฝั่ง Sembalun วันที่สองก็จะขึ้น Summit ตอนไหนก็ได้ในวันที่สอง อาจจะไม่ต้องขึ้นเช้ามืด จากนั้นก็ลงมาพัก Crater Rim ที่เดิมหรืออาจะเดินไปตั้งแคมป์ต่อที่ทะเลสาป เพราะมีเวลาเยอะ มันก็แล้วแต่เราตกลงกับไกด์นั่นแหละครับ

 

สำหรับคนมือใหม่ที่พึ่งปีนเขา

จากประสบการณ์ส่วนตัวเลยคือ เลือกไปแบบ 4D/3N เถอะ จากใจจริงๆ ส่วนตัวที่ผมไปคือ 3D/2N คือแม่งโหดมาก ถ้าเลือกได้อีกครั้งนี่จะเลือก 4D/3N เพราะเราจะเหนื่อยน้อยกว่ามาก แถมมีเวลาเยอะในการซึมซับและเห็นธรรมชาติด้วย แต่ถ้าใครฟิตปั๋งและรีบละก็ เอา 3D/2N ก็ได้ ไม่ว่ากัน

มีเว็บฝรั่งเว็บนึงเค้าบรรยายความรู้สึกของตัวเองระหว่างทริปการปีนเขารินจานีไว้อย่างนี้ ตลกมาก แม่งใช่เลย 5555 (เครดิทตามภาพครับ planetbell.me)

ข้อดี ข้อเสีย เส้นทาง Senaru และ Sembalun

ข้อดีของเส้นทาง Sembalun

  1. ความสูงของจุดเริ่มต้นอยู่สูงกว่า Senaru (1,156 เมตร)
  2. ปีนน้อยกว่า เพราะทางราบเยอะกว่า ทางขึ้นก็โหดน้อยกว่า
  3. เริ่มปีน Summit ในวันที่ 2 นั่นแสดง เราน่าจะเหลือแรงเยอะกว่าการไปปีนวันที่ 3 หากไปเส้น Senaru

ข้อเสียของเส้นทาง Sembalun

  1. ตอนปีนขึ้นวันแรกร้อนกว่าเส้น Senaru มาก ด้วยความที่จุดเริ่มต้นไปยัง POS II เป็นทุ่งหญ้าสะวันนาสะส่วนใหญ่
  2. เส้นนี้เป็นที่นิยมกว่า Senaru เราก็จะเจอคนเยอะมาก เดินเป็นขบวนเลยจ้า 555

ข้อดีของเส้นทาง Senaru

  1. ตอนปีนขึ้นวันแรก เย็นสบายกว่าเส้น Sembalun มาก (มากจริงๆ) เพราะเส้นทางเป็นป่าดิบชื้น ต้นไม้ใหญ่ เราจะอยู่ในร่มเงาตลอด
  2. คนขึ้นทางนี้น้อย แต่คนลงก็เยอะ 555

ข้อเสียของเส้นทาง Senaru

  1. ความสูงของจุดเริ่มต้นอยู่ต่ำกว่า ที่ความสูง 601 เมตร
  2. เราจะได้ขึ้น Summit วันที่ 3 หรือ 4 ดังนั้น เราอาจจะไม่เหลือแรงขึ้นแล้วก็ได้ เพราะวันก่อนหน้าทางโคตรชัน และเหนื่อยจนขาจะไม่มีแรง

หาทัวร์และไกด์

ดังนั้น เมื่อได้คำตอบแล้วว่าจะไปกี่วัน เส้นทางไหน แบบทัวร์ส่วนตัวหรือแชร์ นี่ก็ร่อนเมลถามทัวร์เกือบสิบเจ้าว่าราคาเท่าไหร่ แพ็คเกจรวมอะไรบ้าง ซึ่งหลายๆเจ้าที่ถามมาก็แทบจะเหมือนกันหมดเลยจริง ทีนี้ก็อยู่ที่รีวิว และราคาแล้วล่ะ ที่เป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ

สำหรับใครที่อยากดูตารางเปรียบเทียบราคา และแพ็คเกจของแต่ละทัวร์ คลิกที่นี่เลย ผมรวมให้ไว้ใช้อ้างอิงได้ ตารางเปรียบเทียบนี้สำหรับทัวร์แบบ Private เท่านั้น

สุดท้ายผมเลือกทัวร์ของ Rinjani Expedition ที่มีเจ้าของนั้นชื่อ Madil โดยเลือกทัวร์แบบ 3 วัน 2 คืน เริ่มต้นขึ้นจากหมูบ้าน Sembalun จบราคาที่ 2,300,000 IDR หรือประมาณ 6,050 บาท .. บอกเลยที่เลือกเจ้านี้เพราะ ราคาถูกกว่าเจ้าอื่น และตอนนั้นก็อ่านรีวิวจากพวก Tripadvisor ด้วย รีวิวฝรั่งเค้าเขียนก็โอเคอยู่ คิดว่าน่าจะดีและไว้ใจได้ ก็เลยเลือกทัวร์ Madil ตามภาษาคนงบไม่เยอะ ซึ่งจากที่ไปกับเขามา บริการดี ดูแลเราดี น่ารัก อันนี้ก็อยากแนะนำ

ลองสอบถามราคาเค้าได้ บอกว่ารู้จักมาจากก๊อต (Got) ไทยแลนด์ 5555
Rinjani Expedition : เจ้าของชื่อ Madil (มาร์ดิล)
Email: madilexpedition2@gmail.com
Website: http://www.rinjaniexpedition.net/

ราคาทัวร์เราจ่ายควรรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามนี้ :

  1. รถรับจากสนามบินไปหมู่บ้าน Senaru
  2. รถไปส่งเราที่สนามบินหรือท่าเรือไปเกาะกิลิหลังจากเราปีนเขาเสร็จ
  3. ค่าที่พักคืนแรกที่ Senaru ก่อนปีนเขา Rinjani
  4. ค่าเข้าอุทยานรินจานี 150,000 IDR
  5. เต็นท์ เครื่องนอนทั้งหมด เช่น เบาะรองนอน ถุงนอน
  6. อาหารทุกมื้อตลอดการปีนเขารินจานี

 

สิ่งต้องเตรียมตัวเอาไปเอง !!

  1. รองเท้าปีนเขา (อันนี้ก็ต้องเลือกดีๆ เพราะระหว่างทาง คือปีนหินชันมาก ถ้ารองเท้าไม่ดี หินตำเข้ามา งานเข้าเลยนะ ของผมใช้ KEEN Versatrail ใช้ดีอยู่นะ แต่ไม่กันน้ำ ส่วนเพื่อนผมใช้ North Face)
  2. ไฟคาดหัว (ใช้ตอนเดินกลางคืน ผมซื้อแบบถูก Energizer ในโฮมโปร 300 กว่าบาท)
  3. ไม้เดินปีนเขา (อันนี้ช่วยได้มากจริงๆ)
  4. เสื้อกันลม (โคตรสำคัญ เพราะทางขึ้น Summit ลมแรงและหนาวมาก)
  5. ยาหม่อง หรือ เค้าเตอร์เพน (เผื่อไว้ตระคริวกิน วันแรกที่ผมขึ้น ตระคริวกินช่วงท้าย ทรมาณโคตร)
  6. ของใช้ส่วนตัว (เอาไปให้น้อยที่สุด วันที่เราปีนเขาคือเราจะไม่ได้อาบน้ำเลย เอาไปแต่ที่จำเป็นพอ เพราะถ้าหนัก มันจะทรมาณเรามากตอนปีน)
  7. ทิชชู่เปียก (สำคัญมาก เราสามารถใช้มันเช็ดได้ทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นกิจธุระส่วนตัว เช็ดตัว เช็ดเหงื่อ แนะนำให้ซื้อจากมินิมาร์ทในอินโด ถูกโคตรๆ)

ห้องน้ำบนเขาไม่มีนะจ๊ะ หาที่หาทาง หรือหาหลุมแถวนั้นเพื่อปลดปล่อยเองจ๊า .. ถ้าเป็นจุดเต๊นท์ที่พัก เค้าจะมีผ้าขึงกั้นเป็นสี่เหลื่ยมไว้ให้เราเข้าไปทำธุระได้ (ตอนผมไปบอกไกด์ว่าไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องเอาที่กั้น 5555)

เตรียมตัวก่อนไป ออกกำลังกายขาที่ฟิตเนสเล้ย

พอจองตั๋ว ได้ทัวร์และไกด์เรียบร้อยแล้ว แนะนำว่าให้เตรียมตัวออกกำลังกายทันที ไม่ว่าจะเป็นคาร์ดิโอ และเวทเทรนนิ่ง แต่เนื่องจากผมแม่งจองกระทันหันมาก เลยได้เตรียมตัวแค่อาทิตย์เดียว (อ้าว เห้ย … สรุป อาทิตย์เดียวไม่ค่อยได้ช่วยอะไรเท่าไหร่เลย ) 555555

สำหรับใครที่จะเตรียมตัวปีนเขา แนะนำเล่นขา 2 วัน/สัปดาห์ ที่ฟิตเนสเลย
วันที่ผมเล่นขานั้นผมก็จะเล่นพวก Squats / Dead Lifts / Leg Presses / Lunges เพื่อเพิ่มกำลังขา
วันนึงก็อาจจะ 4-5 ท่า ท่าละ 4 เซ็ต เซ็ตละ 12 ครั้งครับผม ฮี่ฮี่

เอาจริงๆ คือผมพึ่งมาได้เมมเบอร์กับ Virgin Active Thailand นี่แหละ อุปกรณ์ฟิตเนสที่นี่ครบมาก สะดวกสบาย ทีนี้ก็เลยได้มีเวลาเตรียมตัวเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อขาและพละกำลัง บอกเลยว่าถ้าเตรียมตัวเป็นเดือน แม่งโคตรช่วยได้เยอะ .. อ้อ อย่าลืมคาร์ดิโอด้วยนาจา

 

วันที่ 00 : เตรียมก่อนปีนเขารินจานี

ทำไมเป็นวันที่ 00? ที่เป็นศูนย์เพราะว่าเราจะเริ่มนับวันปีนเขาเป็นวันแรก แต่วันนี้คือวันก่อนขึ้นเขาที่เราต้องไปนอนที่ Senaru ก่อนนั้นเอง หลังจากที่เราแลนด์ดิ้งลงสนามบินลอมบอก มาร์ดิล ก็มารับผมกับเพื่อนตามที่นัดหมายกันไว้ มาร์ดิลเจ้าของ Rinjani Expedition นี่แหละ มารับผมเองกับมือ อีกทั้งตัวเค้าเองจะเป็นไกด์ให้เราในการปีนเขารินจานีอีกด้วย โห้ววว เจ้าของบริษัทมาเอง วันแรกของการเหยียบลอมบอกคือ การนั่งรถไปยังหมู่บ้าน Senaru ใช้เวลานั่งรถกว่า 3 ชั่วโมง (ไกลชิบหาย)

 

ไม่ว่าเราจะเลือกขึ้นเขารินจานีทางไหน Senaru หรือ Sembalun เราก็ต้องมาพักคืนแรกที่ Senaru ก่อนนา

และนี่คือที่พักคืนแรกของผมกับเพื่อน .. เห้ยย แม่ง ดีกว่าที่คิดไว้เยอะเลย แต่ .. ไม่มีน้ำอุ่นนะ อาบน้ำแล้วหนาวมว๊ากกกก นี่ขอแนะนำว่าให้รีบอาบน้ำ นอนให้เร็วแต่หัววัน เพราะความโหดในวันถัดไปรออยู่ ฮ่า 😩

 

วันที่ 01 : วันแรกของการปีนเขารินจานี

ในที่สุด วันแรกของการปีนเขา ‘รินจานี’ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดติดอันดับโลกก็เริ่มขึ้น ตอนเช้าเราก็ยังเอ็นจอยพร้อมหัวเริงร่ากันได้อยู่ โดยที่ผมกับเพื่อนก็ไม่รู้เลยว่าจะเจออะไรต่อข้างหน้า จนไกด์ Madil แซวว่า

ตอนนี้ยูยังยิ้มได้ ยิ้มเข้าเยอะๆ เพราะถ้าเราเริ่มปีเขาขึ้นไป ยูจะไม่ได้ยิ้มแน่ๆ
บีคอสอิทส’ฟัคกิ้งฮาร์ด (ทำไมต้องขู่ขนาดนี้ล่ะ 555555 😩)

ทริปนี้เรามีกระเป๋า NIXON ไปด้วยสองใบ ใบแรกอันที่วางพื้นคือ NIXON SCRIPPS BACKPACK ช่องเก็บของโคตรเยอะ และอีกอันคืออันสะพายหลังอยู่ (ลองดูรูปต่อไปเรื่อยๆ ผมจะสะพายเป้สีดำ) คือ NIXON LANDLOCK II BACKPACK อันนี้จุดของได้เยอะมากเลยล่ะ

วันแรกของการปีนเขา ไกด์จะมารับเราจากที่พักที่ตั้งอยู่ Senaru ไปยังหมู่บ้าน Sembalun เพื่อลงทะเบียนกับอุทยานและเริ่มต้นการปีนเขา ทีนี้ตอนลงทะเบียนเนี่ย คนที่ปีนเขารินจานีต้องเสียค่าเข้า 150,000 IDR ค่าใช้นี้ควรจะรวมอยู่ในทัวร์แล้ว ดังนั้น เราแค่เข้าไปเซ็นชื่อเฉยๆเท่านั้นพอ จากนั้นเราก็เริ่มเดินทันทีประมาณ 8 โมงเช้า ..

 

หมวก NIXON PREP STRAPBACK

 

ช่วงแรกของการเดินนั้น เราจะเดินบนทางราบแบบทุ่งหญ้าสะวันน่าเลย วิวข้างหน้าจะเป็นภูเขาไฟรินจานีที่เราสามารถมองเห็นซัมมิทแบบลิบๆ .. โอ้ว .. นี่เราต้องขึ้นไปถึงจุดยอดบนนั้นจริงหรอวะ? เอาน่าาา .. แม่งดูไม่สูงเลย เราทำได้อยู่แล้ว 5555555555

 

เดินไปชั่วโมงกว่า .. (เชี่ย) เริ่มไม่ไหวละ คือด้วยความเส้นทางเป็นทางราบแบบโล่งแจ้ง มีแต่ทุ่งหญ้าด้านข้างตลอดเส้นทางและแดดถาโถมลงหัว ทำให้โคตรร้อน กระเป๋าแม่งก็หนัก จนผมเริ่มเดินช้าลงเรื่อยๆ และบอก Madil ขอหยุดเป็นพักๆ Madil เริ่มมองหน้าว่า ‘มึงจะไหวมั้ย? นี่เพิ่งเริ่มต้นเองโว้ย’

 

นี่งาน ผมสะพาย NIXON LANDLOCK II แถมห้อยหมวก NIXON CLASSIC SNAPBACK ด้วย ฮ่า 😚

 

หลังจากเดินๆ พักๆ อยู่หลายรอบ และหลายคนที่เดินตามหลัง แซงเราไปเรื่อยๆ นี่คิดในใจว่า ‘กูแม่งเลือกถูกและที่เอาทัวร์แบบส่วนตัว ไม่งั้นกดดันกว่านี้อีก เพราะถ้าเราไปแบบแชร์กรุ๊ป หลายคนคงต้องรอเรา’ เดินไปอีกซักพัก Madil เจอมอเตอร์ไซค์แท็กซี่อยู่แถวนั้น เค้าก็ฝากกระเป๋าของเขาให้คนขับมอเตอร์นำขึ้นไป .. เราก็งงๆ  เออ แม่งมีมอไซค์รับจ้างสำหรับคนที่เดินไม่ไหวด้วย เราสามารถนั่งซ้อนมอไซค์เค้าขึ้นไปได้ แต่ก็ไปได้ไม่ไกลหรอกนะ แค่ตรงพื้นราบแค่นั้น

 

 

จากนั้น Madil ก็หันมาหาผมพร้อมบอกว่า ‘เฮ้ เดี๋ยวไอสะพายกระเป๋าให้ จะได้เดินเร็วๆขึ้น’ ผมนี่แทบกราบเลย ส่วนเพื่อนผมก็เดินได้สบายๆ กราบเพื่อนอีกรอบ ฮ่าๆ จากนั้นเราก็เดินเรื่อยๆจนเราถึงจุดพักแรก POS 1 : Rest Camp Area Pemantuan ที่พักทานข้าวมื้อแรก นับรวมเวลาเดิน 2 ชั่วโมงจากจุดเริ่มต้น

 

ณ จุดพัก เราถึงกับนอนตาย เพราะแม่งเหนื่อยมากจากการเดินสองชั่วโมงเมื่อกี้ ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนเราเริ่มไม่ค่อยมั่นใจแล้วว่าเราจะไปถึงแค่ไหน เราจะยอมแพ้หรือเปล่า .. แต่ก็โอเคอยู่ในระดับนึงนะ เพราะ Madil ไกด์ของเรา กำลังทำอาหารให้กิน ซึ่งหน้าตาอาหารมื้อแรก หน้าตาโคตรดี ซึ่งคิดว่ามื้อต่อไปๆก็ต้องโอเคแหละ อีกทั้ง Madil เห็นผมเดินไปค่อยไหว มีความช่วยแบกเป้ (จริงๆ ไม่ได้อยากลำบากเค้านะ ฮือ) มีความใส่ใจลูกค้า ทำให้เรามั่นใจในระดับนึงว่า ไกด์ Madil สามารถพาเราเดินได้ตลอดรอดฝั่ง ฮ่าๆๆ

สรุป อาหารมื้อแรกของการปีนเขาคือ ข้าว + ผัดผัก + ไก่ทอด + มันบดกลิ่นเหมือนเนยถั่ว
ไม่แย่นะเว้ย อร่อยเลยล่ะ หรือเพราะแม่งเหนื่อยและหิวมากไม่รู้ว่ะ 555

 

หลังจากกินข้าวเสร็จ อิ่มหนำสำราญกับข้าวมื้อแรกเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินต่อ เส้นทางหลังจากนี้จะเริ่มชันมากขึ้นเรื่อยๆ มีความต้องปีนป่าน ที่ดีคือช่วงนี้จะไม่ค่อยร้อนเหมือนตอนแรกแล้ว เพราะว่าเราเริ่มเดินเข้าป่าหน่อยๆ มีต้นไม้ปกคลุมแบบโอเค อีกทั้งเมื่อเราเดินไป เราจะเห็นวิวยอดเขารินจานีแบบลิบๆตลอดเวลา ซึ่งแม่งก็สร้างกำลังใจมากพร้อมพูดบ่นในใจ ‘อี!@#$% นั่นกูต้องขึ้นไปตรงนั้นหรอ สูงชิบหาย ขึ้นไหวหรอ ที่ตั้งแคมป์อยู่ไหน เมื่อไหร่จะถึง 5555’ บอกเลย เมื่อเรากำลังปีนเขาอยู่ ในหัวเราก็จะคิดนู่นคิดนี่ พร้อมบ่นและเกินคำถามได้ตลอดเวลา ฮ่า

 

สุดท้ายของวันแรก ผมถึงที่ Plawangan 2 Crater Rim เกือบประมาณ 6 โมงเย็น ตรงจุดเราจะอยู่ที่ความสูง 2,639 เมตร และจะเป็นที่พักที่เราจะตั้งแคมป์นอนคืนนี้ สรุปวันแรกใช้เวลาในการปีนเขาทั้งหมด 10 ชั่วโมง! แต่เมื่อมาถึงที่ตั้งแคมป์ตรงนี้ บอกเลยว่าหายเหนื่อย เพราะวิวที่เราจะได้เห็นด้านหน้าคือ ทะเลหมอก (หรือก้อนเมฆ) ก็ไม่รู้ .. รู้แต่ว่า สวยโว้ยย

จากจุดตั้งแคมป์ตรงนี้ เราสามารถเห็นซัมมิทรินจานีได้ลิบๆไกลๆ ดูจากตรงนี้ก็ .. น่าจะไหวมั้ง 555

รางวัลของการปีนเขาวันแรกคือ วิวตรงหน้าเต็นท์ หู้วว

 

เรื่องการนอน ตอนกลางคืนที่ตั้งแคมป์บนความสูง 2,639 เมตร บอกเลยว่าหนาว อุณหภูมิจะอยู่ที่ 10 องศา แคมป์ที่ทาง Madil จัดให้ ก็จะเป็นเต็นท์ขนาดใหญ่ที่สามารถนอนสองคนได้แบบสบายๆ มีเบาะรองและมีถุงนอนให้คนละอัน

วันที่ 02 (1) : ปีนขึ้นจุดสุดยอดซัมมิท รินจานี

วันที่ของการของปีนเขา บอกเลยว่าจะเป็นที่หนักที่สุด วันแรกที่ว่าหนักแล้ว วันที่สองคือหนักจนแทบจะร้องขอชีวิตเลยก็ว่าได้ อย่างแรกเลยคือเราต้องปีนขึ้นยอดซัมมิทและลงจากยอดมาที่แคมป์ ใช้เวลาเกือบ 6 ชั่วโมง จากนั้นเราจะเดินลงไปยังทะเลสาบใช้เวลาอีก 3 ชั่วโมง สุดท้ายคือการปีนขึ้นจากทะเลสาบไปยังจุดที่ตั้งแคมป์คืนที่สองใช้เวลาอีก 3 ชั่วโมงกว่า บอกเลยว่า เหนื่อยสัสรัสเซีย วันนี้เราจะใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมงในการเดิน และขอบอกว่าเส้นทางการเดินวันนี้ โหดกว่าวันแรกหลายเท่า ฮือออ

 

เวลาตีหนึ่งครึ่ง ผมลืมตารีบเตรียมตัวเพื่อเดินขึ้นยอดสูงสุดบนเขารินจานี กว่าจะได้ออกจากเต็นท์ก็ตีสองและ แทบจะออกเดินเป็นกลุ่มสุดท้าย ฮ่าๆ อีนี่ชิลเกินน

เค้าบอกว่าคนเอเชียอย่างเรา ถ้าอยากขึ้นสู่ยอดซัมมิทให้ทันดูพระอาทิตย์ขึ้น ให้เราออกจากแคมป์ประมาณเที่ยงคืน อย่าเกินตีหนึ่ง

ผมเดินขึ้นยอดแบบเนิ่บๆ ช้าๆ ขาเริ่มชินชากับการเดินขึ้นแล้ว แต่การเดินขึ้นเขา ณ เวลาตีสอง แม่งไม่ง่ายเลย .. ทุกอย่างมันมืดสนิท มีเพียงแต่แสงของไฟคาดหัวที่คอยให้แสงเพื่อให้เราเดินตามไกด์ Madil ของเราได้ ฮ่าๆ

อุปสรรคของการปีนขึ้นยอดซัมมิท คือ พื้นมันเป็นทรายภูเขาไฟที่ทางขึ้นแม่งชัน เมื่อเราเดินขึ้นสองก้าว เราจะไถลลงมาหนึ่งก้าว อากาศก็ไม่ธรรมดา หนาวและลมแรง แสงจากไฟคาดหัวทำให้ผมเห็นฝุ่นหรืออะไรซักอย่าง พัดเขาหน้าเยอะแยะไปหมด .. ระหว่างทาง ทุกความคิดในหัวมันเยอะและตีกันไปหมดว่าเราทำอะไรอยู่ตรงนี้วะ ??

 

ผมกับเพื่อนเดินขึ้นกันไปได้เกือบสามชั่วโมง ระหว่างสามชั่วโมงนั้นก็นั่งพักอยู่บ่อยๆ เพราะมันเหนื่อยบวกกับกำลังใจที่ลดลงเรื่อยๆ ยิงเดินสูงขึ้นเท่าไหร่ ลมยิ่งแรงและหนาวขึ้นเท่านั้น ตัวผมกับเพื่อน ก่อนที่จะมาปีนเขาที่นี่บอกเลยว่าเราประมาทไปหน่อย เพราะเราดูการแต่งตัวของคนที่มาปีนเขารินจานี และถ่ายรูปบนยอด ดูทุกคนแต่งตัวชิลมาก เราเลยไม่คิดว่ามันจะลมแรงและหนาวขนาดนี้ โอ้โหววว แม่งพลาดแล้วจริงๆ !! ขอเขียนบอกให้ทุกคนรู้ตรงนี้เลยว่า เอาเสื้อกันหนาวและเสื้อกันลมมาด้วย สำคัญมากกกก เราเริ่มบอกกับ Madil ว่าไม่ไหวแล้วว่ะ ..

ไกด์ Madil บอกว่า ขอให้อดทนอีกนิด ไม่ต้องถึงยอดซัมมิทไม่เป็นไร ขอให้ขึ้นให้ถึงจุดชมวิวที่ความสูงประมาณ 3,300 เมตรก็พอ

กำลังใจแม่งหมดจริง สุดท้ายผมกับเพื่อนขอหยุดและนั่งหนาวหงึกๆ อยู่ระหว่างช่องหินก่อนถึงจุดชมวิว เพราะเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เราจะเดินไปดูวิวและดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน .. และแล้วก็ไม่ผิดหวังที่ยอมขึ้นมา แม่งสวยจริงโว้ยยยยยย

 

จุดนี้ที่ผมยืน วิวไม่ได้ต่างกับยอดซัมมิทมาก ต่างกันแค่จุดยอดซัมมิทคือมองเห็นวิวเกาะลอมบอกได้ทั่วเกาะ ต่างกับตรงนี้ที่อาจจะมองได้ฝั่งเดียว แต่ยังคงเห็นวิวทะเลสาบ Segara Anak และภูเขาไฟบารูจารี (Mt. Barujari) ลูกเล็กอยู่ด้านล่าง

 

การขึ้นซัมมิทแม่งอยู่ที่ใจล้วนๆเลย ถ้าเราจะขึ้นไปยังยอดซัมมิท ต้องใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมง ซึ่งคิดว่าไม่ไหวว่ะ อีกอย่าง กว่าเราจะลงมา เราจะไปไม่ทันจุดตั้งแคมป์คืนนี้แน่ๆ ก็เลยตัดสินว่าหยุดอยู่ตรงนี้แหละ สำหรับใครที่ขึ้นถึงยอดซัมมิทของยอดเขารินจานี บอกเลยว่า คุณแม่งสุดยอด

สรุปคือ อยากให้เราลองปีนขึ้นมาก่อน เราต้องคิดว่านี่เป็นการทดสอบเพื่อเอาชนะใจตัวเอง จะถึงยอดซัมมิทหรือไม่ ถือว่าเราได้ชนะใจตัวเองและได้ลองแล้ว 😚

หลังจากพระอาทิตย์ขึ้นได้เต็มที่พอที่เราจะมองเห็นข้างหน้าได้โดยที่เราไม่ต้องใช้ไฟคาดหัว ผมกับเพื่อนก็เดินลง จากตอนแรกที่คิดว่าเดินลงจะง่าย โอ้โหวแม่ม .. ยากไม่แพ้ตอนขึ้น แทบจะสไลด์กลิ้งลงเขา ดินมันร่วนแล้วก็โคตรลื่นเลย

Madil เก็กท่าให้เราถ่ายรูป 55555
นางจะอวดพวกเราว่า นางเคยปีนเขารินจานีมามากกว่า 800 ครั้งแล้ว!
#กราบบบบบบบ

แถบสีๆ ยาวๆ บนสันภูเขาด้านขวาในรูปด้านบน นั่นคือเต็นท์ที่เรานอนเมื่อคืนนั่นเอง ไกลลิบเลยแกร๊ ไม่น่าเชื่อว่าเราจะมาไกลขนาดนี้ ฮ่า

 

วันที่ 02 (2) : ทะเลสาบ Segara Anak + จุดตั้งแคมป์ 2

หลังจากเราลงมาจากยอดซัมมิทและเดินมายังจุดตั้งแคมป์เดิม เพื่อเตรียมตัวพร้อมเดินต่อไปยังทะเลสาบ Segara Anak โดยเส้นนี้จะเป็นการเดินลงที่มีแต่หิน ปีนลงไปเรื่อยๆท่ามกลางหมอก เหนื่อยมั้ย ก็เหนื่อยดิ เข่าจะพัง ฮ่า หลังจากหมดทางหินแล้ว ก็จะเป็นทางกลางทุ่งหญ้าก่อนจะลงไปยังทะเลสาบ ช่วงนี้เราจะใช้เวลาเดินประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า

 

ในที่สุดก็ถึงทะเลสาบ Segara Anak โว้ย! ทะเลสาบที่มีภูเขาไฟลูกใหม่ ภูเขาไฟบารูจารี (Mt. Barujari) อยู่ตรงกลาง ทะเลสาบนี้เราสามารถลงไปว่ายเล่นได้นาจา ถือโอกาสล้างตัวได้ หลังจากเมื่อวานไม่ได้อาบน้ำ

 

ลูกหาบและไกด์จะหาที่ให้เราได้นั่งและทำอาหารให้กินท่ามกลางวิวทะเลสาบ ถือเป็นรางวัลชีวิตหลังจากปีนเขาที่โหดชิบหาย .. ตอนแรกก็อยากจะลงเล่นน้ำในทะเลสาบอ่ะนะ แต่รู้สึกว่ามันไม่สะอาดเท่าไหร่ เพราะพวกทัวร์ทุกเจ้านั้น ล้างของ ล้างจานทุกสิ่งอย่างโดยใช้น้ำ สรุปคือนั่งอยู่ริมขอบดูวิวดีกว่าจ้าา

 

 

กินข้าวและพักชิลๆ ได้ซักแปปก็ต้องออกเดินต่อไปยังจุดตั้งแคมป์ Plawangan 1 Crater Rim ที่นอนของเราคืนนี้ จากตอนแรกที่คิดว่าแม่งจะสบายแล้ว แต่ของจริงคือเราต้องปีนขึ้นเขาอีกแล้วโว้ย แล้วทางไม่ธรรมดา โอ้โหวแม่ม .. ถึงขนาดต้องปีนแบบปีนผาจริงจัง บางอันปีนหินสูงแบบตั้งฉากเลยด้วย โคตรโหดดดด กว่าจะถึงนี่ ขาชาไม่มีความรู้สึกใดๆ ต้นขานี่เกร็งแล้วเกร็งอีกโว้ย 5555555

 

ให้นึกภาพว่าเมื่อเรายังอยู่ริมขอบทะเลสาบ แล้วตอนนี้เดินมาอยู่ด้านบน สูงพอที่จะเห็นวิวทะเลสาบรอบๆ ลองคิดว่าเส้นทางการปีนนั้นแม่งชันขนาดไหน

นั่งพักแล้วหันหลังกลับไปดูวิว ก็พอหายเหนื่อยไปบ้าง (หรอวะ?) 5555

 

จากจุดทะเลสาบ Segara Anak จนถึง Crater Rim จุดตั้งแคมป์ ใช้เวลาปีนขึ้นมาประมาณ 3 ชั่วโมง ถึงประมาณ 6 โมง โมเมนต์ปีนขึ้นถึงจุดตั้งแคมป์แทบล้มตัวนอนตายตรงนั้น ฮือออ .. คือดีใจมาก รีบเดินหาจุดตั้งเต็นท์ตัวเอง กินข้าว แล้วก็ดูวิวภูเขาที่มีแต่หมอกไกลๆ ฟินสาดดด แต่ตัวกูก็จะล้มลงตายแล้วเหมือนกัน .. โอเค๊ ยังไหวอยู่

 

วันที่ 03 : เดินลง สิ้นสุดการวัดใจภูเขารินจานี

ในที่สุดก็ถึงวันสุดท้ายของการปีนเขารินจานี .. เมื่อเรามาถึงจุดนี้ ความคิดผมตอนนั้นคือ ‘เห้ย ไม่น่าเชื่อเราจะมาถึงจุดนี้ได้!’ รู้สึกชีวิตมีความหมายมากขึ้น มีความภูมิใจกับตัวเองเล็กๆ

หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ ผมกับเพื่อนก็เก็บของพร้อมลงเขารินจานีตอนแปดโมงเช้า เรารู้สึกได้ถึงต้นขาที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง มันปวดๆเหมือนเล่นขาในฟิตเนสมาแบบจัดหนัก ทางลงช่วงแรกก็โหดใช่เล่น มันคือการลงเขาแบบพื้นหินลาดลง นี่ต้องเกร็งและจิกเท้าสุดแรงเพื่อให้เราไม่กลิ้งลงไป 5555

 

อีทางตรงนี้ คือแม่งลื่นมากนะเว้ย ผมลื่นไปสองสามรอบ ไถลตูดลงพื้นจริงๆ รองเท้าโคตรสำคัญ .. ต้องเลือกรองเท้าดอกยางดีๆ ให้มันยึดติดเกาะพื้น ไม่งั้นลื่นกลิ้งลงเขาแน่ๆจ้าาา

พอเดินไปซักพักจะกลายเป็นป่าดิบชื้น ตรงช่วงนี้ค่อนข้างเดินง่าย และไม่ร้อน ถือเป็นการเดินที่ยังไหวอยู่ เดินไปเรื่อยๆแบบชิลๆ ตั้งแต่ POS 3 ไปเรื่อยๆจนสุดท้าย เราถึงทางออกเขารินจานีบ่ายโมงตรง รวมเบ็ดเสร็จของการเดินในวันสุดท้าย 5 ชั่วโมง ในที่สุดก็สำเร็จ เย่!

 

และนี่คือสภาพตัวเองตอนใกล้ตาย ตอนเกือบจะถึงประตูเส้นชัย 5555
ให้ดูละกันว่าหน้ากับแขนผมมันไปแล้วจ๊าา ไหม้ไปเลย

ได้อะไรบ้างจากการปีนเขารินจานีครั้งนี้?

โคตรเยอะเลย สิ่งสำคัญที่สุดคงจะเป็นการเอาชนะใจตัวเอง และอีกเรื่องคือการกล้าลองอะไรใหม่ๆที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน ถือเป็นการออกจากคอมฟอร์ทโซนอย่างหนึ่งในชีวิต เพราะเอาจริงๆว่า ผมและเพื่อนนั้นไม่เคยปีนเขาแบบจริงจังอย่างนี้ที่ไหนมาก่อน ในไทยพวกภูกระดึงยังไม่เคยเลย นี่ก็งงเหมือนกันว่าทำไมถึงตัดสินใจมาปีนเขารินจานีแบบไม่กลัวสะทกสะท้าน .. เพราะตอนแรกดูจากรูป นึกว่ามันง่ายๆไง เป็นการเข้าใจผิดอย่างรุนแรงมาก 555555

อย่างไรก็ตาม หลังจากปีนเขารินจานีที่นี่เสร็จ ผมก็เริ่มหลงรักการปีนภูเขาขึ้นมาแล้วล่ะ 😊

หาซื้อเป้ หมวก NIXON ได้ที่ไหนบ้าง?

อย่างที่เห็นว่ารีวิวทริปนี้ใช้ NIXON เยอะมาก หากใครอยากได้ NIXON มาใส่แบบนี้บ้าง
ลองไปเลือกและซื้อได้ที่ NIXON SHOP หรือ WATCHELSE ได้ตามห้างชั้นน้ำหรือเว็บด้านล่างนี้เล้ย
www.watchelseshop.com

เสร็จจากการปีนเขารินจานี ไปไหนต่อได้บ้าง?

หลายคนบินมาเพื่อปีนเขารินจานีอย่างเดียว ซึ่งทางไกด์จะขับไปส่งเราที่สนามบินลอมบอกเลยทันที แต่ถ้าเรายังอยากอยู่เที่ยวอินโดนีเซียต่อ นี่อยากแนะนำให้ไปเกาะกิลี ต่อเลย ถือเป็นการพักผ่อนสโลวๆ ชิลๆ หลังจากการปีนเขาแบบหนักหน่วงมาก

 

เกาะกิลีนั้นอยู่ไม่ไกล เป็นเกาะสามเกาะเล็กๆ อยู่ข้างซ้ายบนเกาะลอมบอก ถ้าเราสนใจไปต่อ.. ก็ตกลงกับไกด์ได้เลยว่า หลักจากเราปีนเขาเสร็จ ให้เขาพาเราไปส่งที่ท่าเรือ Bangsal เพื่อนั่งเรือไปยังเกาะกิลีได้ ถ้าใครสนใจยังไง อ่านรีวิวเกาะกีลีต่อได้เลย เพราะผมก็ไปมาหลังจากปีนเขารินจานีแหละ ฮี่ฮี่

รีวิวเกาะกีลี ลอมบอก 3 วัน 2 คืน เกาะสวรรค์ย่อมๆไม่ไกลจากบาหลี อินโดนีเซีย คลิก

รีวิวเที่ยวอินโดนีเซียอื่นๆ พวกนี้ก็ตามรอยได้ 😚

kotzhul@gmail.com

A world explorer and a gym addict who was born in 1990

NO COMMENTS

POST A COMMENT