HashCorner

อะบาชิริ-คุชิโระ (Abashiri-Kushiro) : เที่ยวฮอกไกโดคูลๆ ลุยหิมะหน้าหนาว 「Hokkaido Winter Edition」

 

หลังจากที่เราได้เที่ยวเมืองหลวงของเกาะฮอกไกโดอย่างซัปโปโร (Sapporo) จากนั้นเขยิบมาเที่ยวเมืองทางขวาเกือบกึ่งกลางเกาะคือ อาซาฮิกาว่า (Asahikawa) และ บิเอะ (Biei) เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ เราจะย้ายถิ่นมาเที่ยวฟากขวาสุดของเกาะฮอกไกโดคือเมือง อะบาชิริ (Abashiri) และ คุชิโระ (Kushiro) แถมด้วยเมืองทางผ่านระหว่างทางที่ไปท่องเที่ยวคือ คิตาฮามะ (Kitahama) และ Akan (อะกัง) ด้วย เชื่อว่าน้อยรีวิวที่จะมีพูดถึงสองเมืองนี้ HASHCORNER จึงจัดให้เลยครับผม ฮี่ฮี่

รีวิวนี้เราจะพาไปเที่ยวไหนบ้างในฮอกไกโด?

ก่อนอื่นเราจะพาไปเที่ยวเมืองอะบาชิริ (Abashiri) ด้วยการชมพิพิธภัณฑ์เรือนจำอะบาชิริ (Abashiri Prison Museum) และไปขึ้นเรือตัดน้ำแข็งออโรร่า (Aurora) ดูแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกที่ลอยมาจากไซบีเรียหรือรัสเซีย จากนั้นเราจะนั่งรถไฟ Ryohyo Monogatari Train ที่มีเฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น รถไฟสายนี้จะเริ่มจากอะบาชิริ (Abashiri) แวะลงชมวิวที่เมืองคิตาฮามะ (Kitahama) และสิ้นสุดลงที่สถานีชิเรโตโกะชาริ (Shiretoko-shari) จากนั้นเราลงไปทางใต้ไปยังเมืองคุชิโระ (Kushiro) เพื่อดูนกกระเรียนชื่อดังของเมืองนี้ สุดท้ายเราจะขึ้นรถทัวร์ไปยังเมืองอะกัง​ (Akan) แวะดูหงส์ที่ทะเลสาบคุชชะโระ (Kussharo Lake) และดูภูเขาไฟอิโอะ (Mount Iō) ที่ยังประทุอยู่ หูยยย เยอะมั้ยล่ะ แต่ก่อนเราจะไปอ่านที่ท่องเที่ยวที่ผมพึ่งพูดมา อยากให้ลองดูภาพรวมของทริปฮอกไกโดครั้งนี้กันก่อนว่าผมไปไหนบ้าง..

วอร์มอัพด้วยวิดีโอทริปฮอกไกโด

ภาพรวมทริปฮอกไกโด 11 วัน 10 คืน

ก่อนอ่านรีวิว อาซาฮิกาว่า-บิเอะ (Asahikawa-Biei) อยากให้ลองทำความเข้าใจภาพรวมของทริปฮอกไกโดกันก่อน .. ทริปนี้ถือว่าเป็นทริปโคตรอภิมหากาพย์ของปีเลยทีเดียว เพราะว่าไปเที่ยวตั้ง 11 วัน 10 คืน และมีความตั้งใจว่าจะเที่ยวรอบเกาะฮอกไกโดให้ได้ทั้งหมดเท่าที่จะทำได้ เราจะเริ่มต้นทริปด้วยการบินจาก กรุงเทพ-นาริตะ ต่อเครื่องจาก นาริตะ-ชิโตเสะ (ซัปโปโร) และ เริ่มเที่ยวจากเมืองสู่เมืองทั้งหมด 7 เมือง คือ ซัปโปโร / โอตารุ / อาซาฮิกาวะ / บิเอะ / อะบาชิริ / คุชิโระ / ฮาโกดาเตะ จากนั้นจะนั่งรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นจาก ฮาโกดาเตะ เข้าสู่โตเกียวและบินกลับกรุงเทพ

 

รายละเอียดแพลนเที่ยวทั้งหมด ผมทำเป็นตารางไว้ให้เป็นไกด์ไลน์แล้ว หากใครต้องการดู สามารถคลิกที่นี่ หรือรูปด้านล่างแล้วโหลดตารางทริปใน Google Sheet ได้เลย สามารถ export เป็น Excel เพื่อแก้แพลนแล้วแต่ความชอบ หรือจะ export สำเร็จรูปเป็น PDF ก็ยังได้ เริ่ดมั้ยล่ะ นี่ทำเพื่อทุกคนนะเฟร้ย

รีวิว ซัปโปโร (Sapporo) คลิก
รีวิว โอตารุ (Otaru) คลิก
รีวิว อาซาฮิกาวะ-บิเอะ (Asahikawa-Biei) คลิก
รีวิว อะบาชิริ-คุชิโระ (Abashiri-Kushiro) — อ่านอยู่ ณ ตอนนี้

จองเที่ยวบินกับโรงแรมที่ Expedia.co.th

เครื่องบินขาไป ดอนเมือง-นาริตะ บินด้วย Scoot Airlines จากนั้นต่อเครื่องจาก นาริตะ-ชิโตเสะ (ซับโปโร) บินด้วยสายการบิน Jetstar Japan ซึ่งเป็นสายการบินโลวคอสแอร์ไลน์ของญี่ปุ่น และขากลับจาก นาริตะ-ดอนเมือง บินด้วย AirAsia ครับ การจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมทั้งหมดนั้น ผมได้ใช้ Expedia ทั้งหมด เพราะว่า ดีลโรงแรมของ Expedia คือถูกกว่า OTA เจ้าอื่นนะ ถ้ารู้จังหวะ ดูโค้ดลับ รู้ดีล หรือถ้าเราจองเครื่องบินและโรงแรมพร้อมกัน บอกเลยว่าถูกกว่าเจ้าอื่นแน่นอน หากใครยังไม่เคยใช้ Expedia ลองเข้าไปกดเลือกเมืองที่จะไปกับวันที่เข้าพักดู แล้วจะรู้ว่า .. ราคาของ Expedia นั้นถูกและดีงามขนาดไหน ฮี่ฮี่

 

สำหรับใครที่อยากรู้ว่าในทริปฮอกไกโดนี้พักโรงแรมไหนบ้าง เชิญตามรอยรีวิวที่พักที่แยกเป็นอีกรีวิวนึงได้เล้ย บอกหมดว่าแต่ละโรงแรมเป็นยังไง ดีมั้ย น่าพักหรือเปล่า ตามลิงค์ด้านล่างโลด

รีวิวที่พักฮอกไกโด ทุกโรงแรมที่ได้ไปใน Sapporo, Hakodate, Asahikawa,
Abashiri และ Kushiro พร้อมบอกเคล็ดลับการจองโรงแรมกับ Expedia (คลิก)

เมืองอะบาชิริ (Abashiri)

อะบาชิริ (Abashiri) เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องเรือนจำที่โด่งดังที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งสถานที่เที่ยวที่แนะนำเลยก็คือ พิพิธภัณฑ์เรือนจำอะบาชิริ (Abashiri Prison Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์โอเพ่นแอร์ที่โคตรดี กับอีกอันที่เราจะไปคือ เรือตัดน้ำแข็งออโรร่า (Drift Ice-breaking Ship Aurora) สองอันนี้แหละที่เราจะรีวิว เพราะที่แพลนไว้คือจะอยู่ที่เมืองอะบาชิริแค่คืนเดียว ดังนั้น สองที่นี้ก็เต็มวันแล้วแจ้

 

สำหรับการมาเมืองอะบาชิริ ง่ายสุดก็คือการนั่งรถไฟมา ถ้ามาจากซัปโปโร (Sapporo) จะใช้เวลาทั้งหมด 5 ชั่วโมง 30 นาที แต่ถ้ามาจากอาซาฮิกาว่า (Asahikawa) ตามรีวิวทริปฮอกไกโดนี้ ก็จะใช้เวลานั่งรถไฟ 4 ชั่วโมง 20 นาที … ไม่นานเท่าไหร่เล้ยยยย … แต่เอาน่า มาเถอะ มันดีเว้ยแกร

พิพิธภัณฑ์เรือนจำอะบาชิริ (Abashiri Prison Museum)

ยุคสมัยนี้ คนอาจจะคิดว่าเมืองอะบาชิริ (Abashiri) ดังเรื่องการเที่ยวล่องเรือตัดน้ำแข็ง แต่จริงๆแล้ว รากลึกของเมืองอะบาชิรินั้นขึ้นชื่อเรื่องสถานที่เรือนจำที่อยู่คู่เมืองอะบาชิริมาตั้งแต่เมืองอะบาชิริก่อตั้งมาเกือบจะ 130 ปีแล้ว!

(1) การเดินทางมายัง พิพิธภัณฑ์เรือนจำอะบาชิริ (Abashiri Prison Museum) ให้นั่งรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์หมายเลข 2 ตั้งอยู่ทางซ้ายของป้ายรถเมล์หมายเลข 1 แถวหน้าร้าน Sukiya
(2) ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ จะอยู่ที่ 1,080 เยน ราคาอาจจะดูแพงแต่บอกเลยว่าโคตรคุ้ม แนะนำให้มา!
(3) พิพิธภัณฑ์เรือนจำอะบาชิริ (Abashiri Prison Museum) นี้ เราจะได้เห็นวิถีชีวิตของการเป็นนักโทษทั้งหมด ตั้งแต่การไต่สวนคดี ห้องขังทั้งแบบเก่าแบบใหม่ ข้าวปลาอาหาร รวมถึงอาชีพ หรือกิจกรรมที่นักโทษอยู่ในเรือนจำ คือดีย์มากก

 

ด้วยความที่รัฐบาลของฮอกไกโดนั้นต้องรีบเร่งพัฒนาพื้นที่ฮอกไกโดให้เจริญ เพื่อกันรัสเซียเข้ามาแผ่อิทธิพลในพื้นที่นี้ (ฮอกไกโดมันอยู่ใกล้รัสเซียมาก เผื่อใครไม่รู้) รัฐบาลได้เกณฑ์นักโทษเพื่อสร้างถนนยาวกว่า 724 เมตร บ้านพักสำหรับทหารและชาวนากว่า 1,474 หลัง และปรับปรุงพื้นที่ในฮอกไกโดให้เป็นพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูกมากกว่า 17 ล้านตารางเมตร หลังจากความสำเร็จของเหล่านักโทษที่ได้พัฒนาเกาะฮอกไกโด คนญี่ปุ่นจากเกาะใหญ่ก็เริ่มย้ายถิ่นฐานเข้ามายังเกาะฮอกไกโด

 

จากนั้นในปี 1890 นักโทษจำนวน 50 คน ได้ย้ายมาจากเมืองคุชิโระ (Kushiro) มายัง อะบาชิริ (Abashiri) ที่ตอนนั้นเมืองอะบาชิริยังมีคนอยู่อาศัยแค่ 631 คน นักโทษ 50 คนนี้ก็ได้สร้างเรือนจำอะบาชิริขึ้นมา หลังจากนั้นอีกหนึ่งปี เรือนจำนี้มีนักโทษอาศัยอยู่มากกว่า 1,200 คนเลยแกร นักโทษที่นี่ก็ยังต้องพัฒนาพื้นที่ของฮอกไกโดต่อ อย่างการสร้างถนนจากคิตามิ (Kitami) มายังอะบาชิริ (Abashiri) ระยะทาง 163 กิโลเมตร เสร็จภายใน 8 เดือน ทีนี้ด้วยสภาพอากาศที่มันหนาวโหดร้ายติดลบ นักโทษเลยตายไปมากกว่า 200 คน คนที่นี่จึงยกย่องนักโทษมาก เพราะถ้าไม่มีนักโทษ ณ ตอนนั้น ฮอกไกโดก็จะไม่พัฒนามามากถึงตอนนี้ยังไงล่ะ

 

 

ในปี 1983 เรือนจำใหม่ของอะบาชิริเปิดขึ้น เรือนจำเก่าแห่งนี้เลยเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เรือนจำอะบาชิริ (Abashiri Prison Museum) ขึ้น โดยตึกและสถานที่ต่างๆนั้น เป็นของจริงที่อยู่ตรงนี้มาตั้งแต่ต้น อีกทั้งยังมีสถานที่เรือนจำที่ย้ายมาจากที่อื่น โดย 8 สิ่งก่อสร้างในพิพิธภัณฑ์นี้นับเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติญี่ปุ่นเลยนาาา

 

จะบอกว่า พิพิธภัณฑ์เรือนจำอะบาชิริ (Abashiri Prison Museum) ใหญ่มากกกกกก! ทีนี้มันจะมีอยู่สองเส้นทางในการเดิน คือ standard tour ใช้เวลา 90 นาที กับ short tour ใช้เวลา 60 นาที อันนี้ให้เลือกแล้วแต่เวลาที่เรามีอยู่เลย เส้นทางนั้นจะมีอยู่ในแผนที่ที่เราได้มาตอนจ่ายค่าเข้า

สิ่งที่ห้ามพลาดของการมาที่นี่คือ เรือนจำไม้ห้าแฉก (Prison House and Central Guard House of the original Abashiri Prison) ที่ถูกใช้มาตั้งแต่ปี 1912 ถึง 1984 สร้างเลียนแบบมาจากเรือนจำลูเวน (Louvain Prison) ประเทศเบลเยี่ยม

นั่งเรือตัดน้ำแข็งออโรร่า (Drift Ice-breaking Ship Aurora)

การนั่งเรือตัดน้ำแข็งออโรร่า (Drift Ice-breaking Ship Aurora) เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของการมาเมืองอะบาชิริเลยแหละ เชื่อว่าหลายคนที่มาเมืองอะบาชิริ ก็คงจะมานั่งเจ้าเรือออโรร่า ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นหรอก ฮ่าๆๆ สำหรับการมาที่ท่าเรือ ถ้าหากเรามาจากพิพิธภัณฑ์เรือนจำอะบาชิริ (Abashiri Prison Museum) เราสามารถนั่งรถเมล์ต่อเดียวมายังท่าเรือนี้ได้เลย ดังนั้น แนะนำให้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์เรือนจำอะบาชิริก่อน ค่อยมาเที่ยวเรือตัดน้ำแข็งออโรร่า (Drift Ice-breaking Ship Aurora) เนาะ

เรือตัดน้ำแข็งออโรร่า จะพาเราไปยังกลางทะเล Okhotsk ที่มีแผ่นน้ำแข็งลอยมากจากขั้วโลกเหนือ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ราคาค่าขึ้นเรือ 3,300 เยน แนะนำให้มาวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ของช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เพราะจะมีรอบพิเศษเวลา 15.30น. ดูพระอาทิตย์ตกดิน

คือโชคดีมากที่นี่มาเมืองอะบาชิริในวันเสาร์พอดี ก็เลยมารอบบ่ายสามโมงครึ่งเพื่อดูพระอาทิตย์ตก การซื้อตั๋วนั้นคือเดินวอร์คอินเข้ามาซื้อได้เลย แนะนำให้มาล่วงหน้าซักประมาณครึ่งชั่วโมงกำลังดี ทีนี้ก็ได้เวลาขึ้นเรือไปกับเรือออโรร่ากันล้าววว ..

 

 

โปรแกรมมันก็ไม่มีอะไรซับซ้อน มันคือการนั่งเรือไปดูแผ่นน้ำแข็งที่ลอยมาจากขั้วโลกเหนือ ซึ่งสำหรับเรา เราว่ามันเจ๋งดีเพราะไม่เคยเห็นมาก่อนไง อีกทั้งเมืองไทยไม่มีแผ่นน้ำแข็งให้ดูแงะ นี่ก็เลยตื่นตาตื่นใจสุดๆ เห็นน้ำแข็งลอยมาขนาดนี้ บอกเลยว่าโคตรหนาว โดยเฉพาะตอนเรือล่องไปในทะเล ลมพัดแบบแรงสุด ดังนั้นเตรียมเสื้อผ้าให้ดีๆ หูชา หน้าชาแน่นอน อ้อ.. ถ้าเราโชคดี เราอาจจะได้เห็นบนแผ่นน้ำแข็งด้วยล่ะ ส่วนรอบที่ผมไป คือได้เจอนกบินควบคู่ไปกับเรือด้วย ทุกคนร้องว้าวกันใหญ่ โคตรน่ารัก 🙂

 

 

และนี่คือหนึ่งวันของเมืองอะบาชิริ (Abashiri) กับสองสถานที่คือ พิพิธภัณฑ์เรือนจำอะบาชิริ (Abashiri Prison Museum) และ นั่งเรือตัดน้ำแข็งออโรร่า (Drift Ice-breaking Ship Aurora) จากนั้นวันต่อไปเราจะออกจากเมืองอะบาชิริโดยการนั่งรถไฟ Ryohyo Monogatari Train ไปยังเมืองอื่นต่อกันเลย!

นั่งรถไฟฤดูหนาว Ryohyo Monogatari Train

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี รถไฟ JR ของเกาะฮอกไกโดฝั่งตะวันออกนั้นจะมีขบวนรถไฟพิเศษสำหรับเทศกาลฤดูหนาวคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ ไม่ว่าจะเป็น Ryohyo Monogatari Train ที่กำลังจะรีวิวนี้ กับรถไฟหัวจักรไอน้ำเรโทรสไตล์  SL Fuyu-no Shitsugen Train ดังนั้นถ้าเราอยากเที่ยวกับรถไฟพิเศษพวกนี้ อาจจะต้องคอยติดตามข่าวจากเว็บ JR Hokkaido เอาว่าเค้าจะมีรถไฟขบวนพิเศษในปีนั้นๆหรือเปล่าล่ะ

Ryohyo Monogatari Train นั้นเป็นรถไฟที่เปิดวิ่งเฉพาะช่วงหน้าหนาวเดือนกุมภาพันธ์ โดยชื่อของขบวนรถไฟ Ryohyo Monogatari นั้นแปลว่า “เรื่องราวของธารน้ำแข็ง” นั้นแสดงว่าขบวนรถไฟนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้นั่งรถไฟและดูวิวข้างทางที่เป็นน้ำแข็งดริฟที่ลอยมาตามชายฝั่งทะเล Okhotsk นั่นเอง

 

พักชมวิวที่สถานีคิตาฮามะ (Kitahama)

ระหว่างทางที่เรานั่งรถไฟ Ryohyo Monogatari Train นั้น เราจะได้แวะพักที่สถานีคิตาฮามะ สถานีที่มีโครงสร้างเป็นไม้ทั้งหลัง ข้างในสถานีจะมีแค่ห้องเล็กๆและร้านกาแฟ ผนังไม้ด้านในสถานีจะมีแต่นามบัตรและตั๋วรถไฟติดเต็มผนังไปหมดจากคนที่แวะเวียนผ่านไปมาที่สถานีนี้ เห้ย.. แม่ม โคตรคลาสสิกเลย ด้วยความที่สถานีรถไฟคิตาฮามะ (Kitahama) มันเล็กมากขนาดนี้ เค้าเลยว่าที่นี่จะไม่มีพนักงานประจำสถานีอยู่ อีกทั้งยังไม่มีตู้หรือคนจำหน่ายตั๋วรถไฟด้วย นี่ก็ยังงงว่า ถ้าจะขึ้นรถไฟที่นี่คือยังไง ไม่มีตั๋วแล้วทำยังไงวะ ก็ยังสงสัยอยู่จนถึงตอนนี้

 

ไฮไลท์เด็ดของที่นี่คือการดูวิวจากจุดชมวิวข้างสถานีคิตาฮามะ เราจะเห็นดริฟไอซ์ หรือแผ่นน้ำแข็งลอยอยู่บนทะเล Okhotsk พร้อมฉากหลังที่เป็นภูเขาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่เมืองชิเรโตะโกะ (Shiretoko)

 

หลังจากพักชมวิวที่เมืองคิตาฮามะ (Kitahama) ประมาณ 20 นาที จากนั้นรถไฟจะวิ่งไปจนสุดที่สถานี Shiretoko-shari ซึ่งถ้าหากใครอยากไปเที่ยวเมืองชิเรโตโกะ (Shiretoko) ต่อ ก็สามารถนั่งรถบัสต่อไปได้เล้ย แต่สำหรับผมนั้นขอรถรถไฟขบวนถัดไปเพื่อไปยังเมืองคุชิโระ (Kushiro) ต่อแล้วกัน

เมืองคุชิโระ (Kushiro)

เมืองคุชิโร (Kushiro) นั้น เป็นเมืองที่ใหญ่อันดับ 4 ของฮอกไกโดเลยล่ะ แต่ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าใหญ่อันดับ 4 แต่คุชิโระ (Kushiro) ก็ยังคงรู้สึกได้ถึงความเป็นชนบทอยู่ดี ฮ่าๆ คือเมืองเค้าก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดน้าน ส่วนเรื่องการเดินทางก็ไม่ได้สะดวก ไม่ได้มีรถไฟใต้ดิน มีเพียงแต่รถเมล์ในการเดินทาง งั้นเค้ามาเที่ยวเมืองคุชิโระกันทำไมน่ะหรอ ส่วนมากเค้าจะมาดูนกกระเรียนญี่ปุ่นหรือนกกระเรียนหงอนแดงกัน (Japanese Red Cranes) ซึ่งเป็นนกที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์ นอกจากการมาดูนกกระเรียนแล้ว นักท่องเที่ยวยังนิยมไปเที่ยวทะเลสาบอะกัง (Lake Akan) กันอีกด้วย ทีนี้ผมจะเที่ยวยังไงบ้าง มาดูกันต่อเลย

 

เที่ยวด้วยรถทัวร์อะกัง (Akan Bus)

ด้วยความที่เรามีเวลาหนึ่งวันในเมืองคุชิโระ (Kushiro) และเป็นการยากถ้าเราจะเที่ยวด้วยรถบัส เพราะมันไม่มีไง๊ หรืออาจจะมีก็ไม่รู้ เซิร์จในเนตมาก็เจอกับทัวร์ของรถบัสอะกัง (Akan Bus) ชื่อทัวร์ว่า White Piriga Gou (ตามลิงค์นี้: https://goo.gl/yncItG) เห็นว่าโปรแกรมมันฟิตกับเวลาที่เรามีพอดี คือไปเช้า-เย็นกลับ นี่เลยจองไปกับแม่เลย คนละ 4,600 เยน จองล่วงหน้าจากไทยไป แล้วจ่ายตังค์ก่อนขึ้นรถ

 

ตามโปรแกรม White Piriga Gou เค้าจะพาเราไปสถานที่ต่างๆตามนี้เลย

(1) ดูนกกระเรียนญี่ปุ่น (Japanese Red Cranes) ที่สึรุมิได (Tsurumidai) เป็นสถานที่ให้อาหารนกกระเรียนแดงญี่ปุ่นเฉพาะช่วงหน้าหนาว – 20 นาที
(2) ดูหงส์ที่ทะเลสาบคุชชะโระ (Lake Kussharo) – 20 นาที
(3) ภูเขาไฟอิโอะ (Mount Iō) – 30 นาที
(4) จุดชมวิวทะเลสาบมาชู (Lake Mashu) – 30 นาที
(5) ทะเลสาบอะกัง (Lake Akan) – ฟรีไทม์ 60 นาที

 

 

ผลปรากฎว่า .. ด้วยความโชคร้าย และความย่ำแย่ของสภาพอากาศในวันนั้น สรุป.. ไม่เจอนกกระเรียนจ้า อันนี้คือความเฟลอันแรก ส่วนการดูหงส์ที่ทะเลสาบคุชชะโระ (Lake Kussharo) โชคดีที่ยังเจอหงส์ฝูงใหญ่ว่ายน้ำเล่นอยู่ แต่อากาศคือย่ำแย่จริงจัง หิมะตกหนัก ลมพัดแบบถลาถาโถมจนสภาพอากาศเหมือน -20 แบบจริงจัง ตอนที่ไปภูเขาไฟอิโอะ (Mount Iō) คือเกือบตาย เพราะสภาพอากาศเนี่ยแหละ

รูปที่สึรุมิได (Tsurumidai) ในวันที่นกกระเรียนไม่มา 😩

 

จุดชมวิวทะเลสาบมาชู (Lake Mashu) คือมองไม่เห็นอะไรเลย ฟ้าปิด.. สุดท้าย ทะเลสาบอะกัง (Lake Akan) สภาพอากาศแย่ คือหิมะตกหนักรุนแรง เราเลยนั่งเก็บตัวอุ่นๆในมินิมาร์ทแทน ฮ่าๆ สรุป การไปเที่ยววันนี้กับทัวร์รถบัสอะกังอันนี้ คือเราเฟลว่ะ แต่โทษทัวร์ไม่ได้ อยู่ที่สภาพอากาศของวันนั้นจริงๆ 🙁

จากความเฟลของทัวร์ครั้งนี้ ถ้ารู้ตั้งแต่ต้นว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ถ้าขับรถแข็งแนะนำให้เช่ารถขับเอง เพราะถึงแม้เราจะไม่เจอนกกระเรียนที่แรก เรายังขับไปยังที่ที่สอง สาม หรือสี่ได้ เพราะไฮไลท์คุชิโระ (Kushiro) คือการมาดูนกกระเรียนแดงญี่ปุ่นเว้ย! สถานที่อื่นๆตามโปรแกรมทัวร์เราจะยังไปหมดยกเว้นทะสาบอะกัง (Lake Akan) เพราะเสียเวลา ถ้าจะไปแค่ชั่วโมงเดียว อันนี้แนะนำไว้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่จะแพลนเที่ยวเนาะ 😅

เข้าใจกันตามนี้ งั้นเราจะรีวิวแค่การดูหงส์ที่ทะเลสาบคุชชะโระ (Lake Kussharo) และ ภูเขาไฟอิโอะ (Mount Iō) ละกันน้อวววว เพราะสถานที่อื่นๆที่เราบอกมา คือเฟลไม่เห็นอะไรเลย ฮืออออ 😭

ทะเลสาบคุชชะโระ (Lake Kussharo)

ทะเลสาปคุชชะโระ (Lake Kussharo) เป็นทะเลสาบรอบปล่องภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นเลยนะ ด้วยความที่ทะเลสาบนี้อยู่ล้อมรอบปล่องภูเขาไฟ พื้นที่รอบทะเลสาบจึงเต็มไปด้วยน้ำพุร้อนจนเกิดเป็นรีสอร์ทน้ำพุร้อนเยอะแยะเลย แต่เดี๋ยว.. เราไม่ได้จะมาน้ำพุร้อน แต่เราจะมาดูหงส์กู่หรือหงส์ฮูปเปอร์ที่บินจากรัสเซียมาพักเป็นฝูงอยู่ริมทะเลสาปคุชชะโระในฤดูหนาวที่นี่

 

 

ในวันที่ได้ไปที่นี่ ลมแรงเหมือนพายุเข้ามากจ๊าาา หนาวหน้าชา หูชา และฟ้าปิดมาก ดังนั้นเราจะเห็นแต่หงส์กู่ว่ายน้ำเล่นโดยไม่มีแบล็คกราวด์ด้านหลังที่เป็นภูเขาสวยงาม เสียดายย แต่เราประทับใจกับที่นี่นะ ถึงแม้อากาศจะแย่ แต่ทุกอย่างยังเลอค่า

 

ภูเขาอิโอะ (Mount Iō)

อีกหนึ่งจุดหมายที่ทัวร์ได้พาเรามาลงคือภูเขาอิโอะ (Mount Iō) จริงๆแล้วภูเขาไฟนี้ชื่อว่าภูเขาอาโตะซะนุปุริ (Mt. Atosanupuri) แต่ภายหลัง คือเค้ามาทำเหมืองเพื่อขุดแร่กำมะถันกัน เค้าเลยเปลี่ยนชื่อเป็น ภูเขาอิโอะ (Iō) แปลตรงตัวจากคำว่ากำมะถันในภาษาญี่ปุ่นนั่นเองแจ้ เมื่อเราไป เราก็จะเห็นควันซัลเฟอร์ลอยพุ่งมาจากรอยแยกของภูเขาไฟที่นี่ ซึ่งแน่นอน ว่ากลิ่นกำมะถันต้องมา แต่ไม่ได้แรงอะไรมากถึงขนาดต้องใส่หน้ากากมาส์ก

 

 

ด้วยความที่เรามาหน้าหนาว สภาพอากาศไม่ค่อยดี นี่เลยเดินไปนิดหน่อย ไม่ได้เดินไปถึงสุดที่ควันกำมะถันออกมา เพราะลมแรงม๊ากแกร๊ ไม่ไหวว่ะ .. ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ ถามว่าสวยมั้ย ก็โอเคดี แต่ถ้าถามว่าควรมามั้ย? บอกเลยว่าไม่ควรมาหน้าหนาว.. คือมาหน้าร้อนดีกว่า เพราะเค้ามาทางเดินเทรลขึ้นไปสำรวจด้วยนั่นเอง

 

ที่พักในทริปฮอกไกโด

หลังจากอ่านที่เที่ยวในสองเมืองนี้มาแล้ว เราจะมาดูที่พักกันทั้งในเมืองอะบาชิริ (Abashiri) และเมืองคุชิโระ (Kushiro) ที่ผมได้ไปนอนมาทั้ง 2 โรงแรมเนาะ เราสามารกดลิงค์จองจาก Expedia ได้เลยตรงนี้ ส่วนใครที่อยากอ่านที่พักของทริปนี้ทั้งหมดในฮอกไกโด กดลิงค์ข้างล่างนี้ได้เล้ยย

รีวิวที่พักฮอกไกโด ทุกโรงแรมที่ได้ไปใน Sapporo, Hakodate, Asahikawa,
Abashiri และ Kushiro พร้อมบอกเคล็ดลับการจองโรงแรมกับ Expedia (คลิก)

Expedia มีส่วนลดให้สูงสุด 15% นะ

สำหรับการจองโรงแรมนั้น แนะนำให้จองกับ Expedia เพราะถ้าเราเป็นเมมเบอร์กับเค้าจะได้ส่วนลดเพิ่ม อีกทั้งให้ใส่โค้ดลดท็อปอัพของบัตรเครดิตเพิ่มตอนหน้าจ่ายตัง ราคาที่ถูกกว่า OTA เจ้าอื่นแล้ว จะยิ่งถูกมากขึ้นอีก ยังไงลองเทียบราคาดูอีกที ระหว่าง Expedia / agoda / Booking.com เจ้าไหนถูกสุด ก็เอาอันนั้นเลย อันนี้นำมาบอกเพื่อเป็นตัวเลือก เพราะส่วนตัวผมใช้ Expedia แหละ

คลิกที่ปุ่มสีส้มด้านล่างเพื่อดูโค้ดส่วนลดแต่ละบัตรเครดิตได้เลย บอกเลยว่า ประหยัดค่าใช้จ่ายไปเยอะมาก
สมมุตเราจ่ายค่าโรงแรมทั้งทริป 15,000 บาท แล้วใช้โปรบัตร KTC Mastercard ลด 15% เราจะประหยัดไป 2,250 บาท ถือว่าลดเยอะมาก เอาเงินไปทำอย่างอื่นได้เยอะแยะเลย ส่วนบัตรเครดิตเจ้าอื่นๆ จะลดอยู่ที่ 10% ก็ยังถือว่าเยอะอยู่ดี

โค้ดส่วนลดโรงแรม สูงสุด 15% เมื่อจองผ่าน Expedia.co.th

KTC MASTERCARD ลด 15%

KTC ลด 10%

Citibank ลด 10%

UOB ลด 10%

KBANK ลด 10%

SCB ลด 10%

KRUNGSRI ลด 10%

Thanachart ลด 10%

Standard Chartered ลด 10%

หาโรงแรมที่พักใน อะบาชิริ บนเว็บ Expedia คลิกที่นี่ได้เลย ❤️
หรือจะเลือกพักตามโรงแรมที่ผมไป กดลิงค์ด้านล่างของแต่ละโรงแรมได้เด้อ

ที่พักเมืองอะบาชิริ (Abashiri)
Toyoko Inn Hokkaido Okhotsk Abashiri Ekimae

จุดเด่น: อยู่ติดสถานีรถไฟ JR Abashiri เพียงแค่ข้ามถนนมา อาหารเช้าฟรี ไม่ต้องจ่ายตังค์เพิ่ม
ราคาที่ผมได้: ห้อง Economy Double Room : 1,941 บาท/คืน
ช่วงราคาห้องพัก: 1,600-2,300 บาท/คืน
🚩 คลิก ดูราคาและจอง Toyoko Inn Hokkaido Okhotsk Abashiri Ekimae กับ Expedia

หากใครมาเที่ยวญี่ปุ่นบ่อย อาจจะรู้จักโรงแรมเครือ Toyoko Inn เพราะมีมากกว่า 200 แห่งในญี่ปุ่น หน้าตาตึกจะเหมือนๆกันทุกที่ โรงแรมเครือนี้ขึ้นชื่อความเป็น business hotel ในเรื่องราคาถูกและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อีกอย่างฟรีอาหารเช้าด้วย! ที่เห็นผมรีวิวบุฟเฟต์อาหารเช้าแต่ละโรงแรม นี่คือจ่ายตังค์เพิ่มนาาา .. แต่ ..

Toyoko Inn Hokkaido Okhotsk Abashiri Ekimae นั้น อาหารเช้าจะมีให้ฟรี ไม่มีบวกราคาเพิ่ม แถมวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ยังมีข้าวแกงกะหรี่เสิร์ฟให้คนละจานฟรีอีกตอนเย็น ทำไมใจดีจังงง ฮ่าๆ

Toyoko Inn Hokkaido Okhotsk Abashiri Ekimae นั้นอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟอะบาชิริ (Abashiri) เลย และมีป้ายรถเมล์สำคัญอยู่หน้าโรงแรม ที่เราสามารถไปท่าเรือเพื่อขึ้นเรือตัดน้ำแข็ง Aurora ได้ ดังนั้นในเรื่องของโลเคชั่นที่นี่ บอกเลยว่าชนะเลิศ

 

 

การมาพักที่นี่ผมได้พักห้องแบบ Economy Double Room โดยห้องพักของเครือ Toyoko Inn จะมีสีส้มเป็นเอกลักษณ์ คือเหมือนกันทุกที่ ฟีลลิ่งห้องพักจะมีความรู้สึกแบบ อบอุ่นเหมือนอยู่บ้านอ่ะ ไม่เชื่อแกรลองดูรูป สีโทนห้อง การจัดระเบียบดิ มันดูเหมือนบ้านจริงๆ ส่วนขนาดพื้นที่ห้องนั้นก็ไม่ได้ใหญ่ตามสไตล์โรงแรมญี่ปุ่น ถ้าเราเอากระเป๋าเดินทางอันใหญ่มา หลายโรงแรมในญี่ปุ่นคือแทบจะไม่ค่อยมีที่ให้กางกระเป๋าบนพื้นเท่าไหร่ แต่ที่นี่เค้าบอกว่า ถึงจะกางลำบาก แต่เค้าก็ยังมีที่ให้เก็บใต้เตียง ซึ่งช่องว่างใต้เตียงแม่มก็ใหญ่จริงจัง ถือเป็นเรื่องดี

 

 

อย่างที่บอกไปว่า อาหารเช้าของที่นี่นั้นไม่ได้จ่ายตังค์เพิ่มเหมือนโรงแรมทั่วไป ดังนั้นอาหารเช้าของที่นี่คือเรียบง่ายมากๆแล้วก็กินกันตรงโซนล็อบบี้ชั้นหนึ่งเลยงี้ ส่วนอาหารคือเป็นข้าวโปะด้วยถั่วหมัก พร้อมซุปมิโซะผักดองเป็นเครื่องเคียง .. เห้ย มีขนมจีบด้วยนะเฟร้ย อร่อยนะ ตอนที่ผมกินคือแบบ นึกถึงชินจังเลย ชินจังชอบกินถั่วหมัก ฮ่าาาาาา 🙂

 

ฟีลโรงแรมมันดูอบอุ่นจริงๆนะ มันเหมือนเราไปพักบ้านเพื่อนอ่ะ ฮ่าๆ

 

🚩 คลิก ดูราคาและจอง Toyoko Inn Hokkaido Okhotsk Abashiri Ekimae กับ Expedia

ที่พักเมืองคุชิโระ (Kushiro)
Hotel Crown Hills Kushiro

จุดเด่น: อยู่ใกล้สถานีรถไฟ JR Kushiro อาหารเช้ามีให้เลือกกินเยอะดี
ราคาที่ผมได้: ห้อง Twin Room : 1,942 บาท/คืน
ช่วงราคาห้องพัก: 1,600-3,500 บาท/คืน
🚩 คลิก ดูราคาและจอง Hotel Crown Hills Kushiro กับ Expedia

โรงแรมสุดท้ายกับเมืองคุชิโร โรงแรม Hotel Crown Hills Kushiro เป็นโรงแรมที่เกินคาดมาหน่อยจากตอนที่คิดไว้ ตอนแรกคิดว่าโรงแรมนี้ต้องเกินไกลจากสถานีรถไฟ JR Kushiro แต่จริงๆแล้วคืออยู่เยื้องๆเลยแจ้ แค่เดินข้ามถนนมาก็เจอโรงแรมแล้ว หาไม่ยากเลย

 

สำหรับห้องพัก ผมนั้นพักแบบ Twin Room โดยเตียงคู่นั้นค่อนข้างโอเคในเรื่องของขนาด คือไม่ได้แคบ สามารถนอนได้สบายเล้ย เรื่องการตกแต่งที่นี่คือเรียบๆ เรียบง่ายจริงจัง และทีวีจอก็เล็กอย่างกับจอคอมพิวเตอร์ ส่วนห้องน้ำก็เล็กกะทัดรัด เล็กแบบจัดเรียงกันแน่นเป็นแถวทั้งโถส้วม อ่างล้างมือ และอ่างอาบน้ำ 5555

 

 

อาหารเช้าบุฟเฟต์ที่นี่คือเกินคาดมากๆ ตอนแรกแทบจะไม่ได้หวังอะไรเลยเท่าไหร่ แต่พอขึ้นมาชั้นห้องอาหารคือแบบ ของกินให้เลือกเยอะมากเหมือนกัน แต่ที่นี่จะไม่เน้นปลาดิบหรืออะไรที่เป็นญี่ปุ่นมากนัก เน้นสไตล์ตะวันตก เว้นแต่ข้าวแกงกะหรี่ที่เห็นที่โรงแรมนี้ที่แรกที่โรงแรมอื่นไม่มี บอกเลยว่าอร่อยสุดๆ ถ้ามาพักที่นี่คือต้องลอง แนะนำเลย

 

🚩 คลิก ดูราคาและจอง Hotel Crown Hills Kushiro กับ Expedia

พาร์ทนี้เป็นพาร์ทเมืองอะบาชิริ-คุชิโระ (Abashiri-Kushiro) หากใครยังไม่ได้อ่านรีวิวเมืองอื่นๆในฮอกไกโด สามารถอ่านต่อได้เลย 🙂

รีวิว ซัปโปโร (Sapporo) คลิก
รีวิว โอตารุ (Otaru) คลิก

รีวิว อาซาฮิกาวะ-บิเอะ (Asahikawa-Biei) คลิก
รีวิว อะบาชิริ-คุชิโระ (Abashiri-Kushiro) คลิก
รีวิว ฮาโกดาเตะ (Hakodate) คลิก

kotzhul@gmail.com

A world explorer and a gym addict who was born in 1990

1 COMMENT
  • a.nat October 5, 2017

    ย้ายหลายเมืองกระเป๋าเดินทางไปยังไงครับ

POST A COMMENT