HashCorner

รีวิว Great Ocean Road x เมลเบิร์น : เที่ยวออสเตรเลียเองแบบคูลๆ

 

ใครที่มาเที่ยว เมลเบิร์น (Melbourne) แล้วอยู่แต่ในตัวเมือง CBD หรือ Suburbs รอบๆนี่ถือว่ามาเที่ยวเมลเบิร์นไม่ครบอย่างแรง นี่ไม่อยากจะบอกเลยว่ารอบๆตัวเมืองเมลเบิร์น มีอะไรให้น่าค้นหาเยอะมาก และทุกที่คือเราสามารถขับรถมาเที่ยวได้อย่างสบาย ถนนดี มาง่าย และสวยสุดๆ ตัวอย่างเช่น Grampiants National Park, Philip Island หรือ Great Ocean Road ซึ่งรีวิวนี้ผมจะมารีวิว Great Ocean Road ให้อ่านกัน เป็นทริปที่ภาพยังติดและตราตรึงอยู่ในหัวสมองจนถึงทุกวันนี้ คือภาพติดตาโคตร ลืมไม่ลงจริงๆ เพราะแม่งสวยเกินกว่าที่คิดไว้มากกกก

เกริ่นภาพรวมทริปออสเตรเลีย 3 รัฐ
Victoria → Tasmania→ New South Wales

จริงๆ ตอนแรกผมอยู่เมลเบิร์นมาก่อน 2 เดือน ทีนี้ด้วยความที่ผมจะกลับไทย ก็เลยเกิดทริปเที่ยวออสเตรเลียทริปใหญ่ก่อนกลับ ใช้เวลาเดินทางเที่ยวทั้งหมด 20 วัน รวม 3 รัฐ คือ Victoria → Tasmania→ New South Wales ก็จะประกอบไปด้วยเมืองใหญ่ๆที่ทุกคนน่าจะรู้จักอย่าง เมลเบิร์น (Melbourne) โฮบาร์ท (Hobart) และ ซิดนีย์ (Sydney) นอกจากสามเมืองใหญ่นี้ ยังมีทริปเมืองเล็ก เมืองน้อยรอบข้างเยอะแยะที่น่าไปอีก ซึ่งผมจะทยอยเขียนรีวิวมาให้ได้ตามรอยกันอย่างแน่นอน ฮิ้วว ❤

 

สารบัญรีวิวลุยออสเตรเลีย
ฉบับ HASHCORNER

นี่คือทั้งหมดที่จะรีวิวในทริปออสเตรเลียทริปใหญ่นี้ โอ้โหว .. แม่งเยอะมาก ซึ่งผมจะทยอยเขียนเรื่อยๆ ให้ได้ตามรอยกันเน้อ จะเสร็จเมื่อไหร่บอกไม่ได้ แต่ถ้ามีเวลาว่าง จะมาเขียนแน่นอน หัวข้อรีวิวสีเทาคือยังไม่ได้เขียนนะ ฮี่ฮี่ 🤓

— SYDNEY SERIES —

รีวิว Sydney / ซิดนีย์ (EP1)
► รีวิว Blue Mountains / บลูเมาเท่น (EP2)

— MELBOURNE SERIES —

► รีวิว Melbourne / เมลเบิร์น (EP1)
► รีวิว Grampiants / แกรมเปี้ยน (EP2)
► รีวิว Phillip Island / ฟิลลิปไอส์แลนด์ (EP3)
รีวิว Great Ocean Road / เกรทโอเชี่ยนโรด (EP4)

— TASMANIA ROAD TRIP SERIES —

► รีวิว Hobart + Bruney Island (EP1)
► รีวิว Mount Field National Park + Lake Pedder (EP2)
► รีวิว Tassman National Park + Freycinet National Park (EP3)
► รีวิว Bay of Fires + Launceston (EP4)
► รีวิว Cradle Mountain National Park (EP5)

Great Ocean Road ไปยังไง? ไปกี่วัน? พักที่ไหน?

Great Ocean Road เป็นถนนเลียบชายฝั่งที่มีระยะทางประมาณ 243 กิโลเมตร ไล่มาตั้งแต่เมืองวอนัมบูล (Warrnambool) ลากยาวจนถึงเมืองเล็กๆที่ชื่อว่าทอร์คีย์ (Torquay) ใกล้ๆเมืองจีลอง (Geelong) ไม่ไกลจากเมลเบิร์น (Melbourne) โดยระหว่างทาง 243 กิโลเมตรนี้ ก็จะมีที่เที่ยวหลายที่และมีหลายเมืองให้เราแวะ ซึ่งที่เที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นการดูหน้าผาและเสาหินที่ตั้งอยู่เลียบชายฝั่งของถนน Great Ocean Road .. คือดูกันจนเอียนหินไปเลย แต่ยอม เพราะมันสวยจริง เอ้ออ

 

ไป Great Ocean Road ยังไง?

การไป Great Ocean Road มีสองตัวเลือก นั่นคือซื้อทัวร์ไป หรือไม่ก็ขับรถไปเที่ยวเอง ซึ่งแน่นอนว่าผมจะแนะนำให้ขับรถไปเที่ยวเองดีกว่า เพราะมันสบาย อยากไปไหนก็ไป ไม่มีเวลามาบังคับ และที่สำคัญ การขับรถในประเทศออสเตรเลียนั้นง่ายมาก พวงมาลัยขวาเหมือนบ้านเรา ถนนดี คนออสซี่มีมารยาทในการขับรถดีมาก กฎจราจรเข้มงวด และ ใบขับขี่ไทยที่มีภาษาอังกฤษสามารถเช่ารถขับได้เลยโดยที่เราไม่ต้องมีใบขับขี่สากล (อันนี้ยืนยัน นั่งยัน นอนยันว่าใช้ได้เลย)

การเช่ารถขับมาเที่ยว Great Ocean Road ยิ่งเพื่อนเยอะ ยิ่งหารกันถูกเด้อ ค่าเช่ารถต่อวัน ตกประมาณ $30-$60 แล้วแต่รุ่น ส่วนค่าน้ำมันตกอยู่ประมาณ $40-$60 ต่อหนึ่งถัง ถึงมากันแค่สองคนก็ยังถูกกว่าซื้อทัวร์ เพราะทัวร์หนึ่งวันตกคนละประมาณ $80-$120 จย้าา

 

หากใครมาเที่ยวคนเดียวแล้วขับรถไม่เป็น คงไม่มีทางเลือกนอกจากซื้อทัวร์จากเมลเบิร์น ราคาต่อคนจะอยู่ที่ราวๆ $80-$120 อย่างที่บอกไป และส่วนมากจะเป็นแบบทัวร์หนึ่งวัน โดยอัดหลายๆที่เที่ยวภายในวันเดียว จะบอกว่าแม่งโคตรฉิ่งฉับและเวลาส่วนมากคือเราจะนั่งอยู่แต่บนรถ เพราะขับรถไป-กลับ จากเมลเบิร์นก็ปาไป 5-6 ชั่วโมงแล้วเว้ยแกร๊ คิดดูว่าเหลือเวลาเที่ยวจริงๆกี่ชั่วโมง

เที่ยว Great Ocean Road กี่วันดี?

ก่อนที่ผมจะไปเที่ยว Great Ocean Road เพื่อนผมที่เมลเบิร์นบอกไปแค่วันเดียวพอ มันไม่ค่อยมีอะไร ซึ่งนี่ก็ไม่เชื่อว่ะ เพราะถ้าเราเที่ยววันเดียวนี่ขับรถไป-กลับ จากเมลเบิร์น 6 ชั่วโมงเลยนะมึ้งง เหนื่อยตายดิ อีกอย่างคือผมได้อ่านจากบอร์ด Tripadvisor ทุกต่างบอกว่า ..

การไปเที่ยว Great Ocean Road อย่างต่ำควรใช้เวลา 2 วัน 1 คืน ดังนั้นรีวิวทริปนี้เราจะใช้เวลาทั้งหมด 2 วัน 1 คืน เก็บได้เกือบหมด ตกหล่นนิดหน่อยบางที่ ถือว่าไม่เป็นไร เพราะไฮไลท์ทุกที่ไปหมด ไทม์มิ่งได้ ขับรถไม่เหนื่อย มีเวลาเอ็นจอย ทุกอย่างลงตัว เชื่อผม ฮี่ฮี่

เที่ยว Great Ocean Road แบบค้างคืน ควรพักเมืองอะไร?

อย่างที่บอกว่าถนนเส้นนี้มันผ่านหลายเมืองมาก แต่ถ้าเมืองที่อยากแนะนำมากที่สุดคือ เมืองพอร์ทแคมป์เบล (Port Campbell) เป็นเมืองเล็กๆ น่ารักและอบอุ่นที่อยู่กึ่งกลางระหว่างทาง Great Ocean Road อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับแลนด์มาร์คอันดับหนึ่ง นั่นคือ Twelve Apostle // อ่านว่า ทเวลฟ์ อะพอสเซิล .. ตอนแรกอ่านไม่ออก ต้องให้ฝรั่งออสซี่สอนออกเสี่ยง 55555

รูท Great Ocean Road 2 วัน 1 คืน

เกริ่นมาเยอะมาก เริ่มต้นเที่ยวกันเหอะ ❤
วันแรก Great Ocean Road PANTIP

เริ่มแรกก่อนการไปเที่ยว คือเราต้องไปรับรถเช่าก่อนเลย การเช่ารถในอสสคือเราควรจองรถออนไลน์ล่วงหน้านะ ยิ่งจองล่วงหน้านานยิ่งถูก ซึ่งร้านรถเช่าส่วนมากในเมลเบิร์นจะเปิดกัน 8 โมงเช้า โดยทริป Great Ocean Road ทริปนี้เราไปกันทั้งหมด 4 คน และด้วยความที่อยากนั่งแบบสบายๆหน่อย นี่เลยจัด Compact SUV ขนาดเล็กที่ราคาไม่แรงมาก โดยเช่ากับร้าน Budget ตรงสถานีรถไฟ Southern Cross สุดท้ายได้รถ Mitsubishi ASX วันละ $30 (ถือว่าได้ถูก) แล้วนี่คือไม่ได้ซื้อประกันแบบ Excess Reduction กับ Budget เพราะแม่มชาร์จแพงเว่อร์ ตกวันละ $25 เกือบดับเบิ้ลค่าเช่ารถ สุดท้ายผมไปเจอเว็บไซต์ชื่อว่า Tripcover.com.au ที่ให้เราซื้อประกันแบบ Excess ในราคาแค่วันละ $13.6 เท่านั้นเองแกร คุ้มครองโดย Allianz ใครสงสัยเรื่องเช่ารถนี่ถามได้เลย

 

เช่ารถขับเที่ยวเองให้สบายใจ ยังไงอยากให้ซื้อประกันแบบ Excess Reduction เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุในเรื่องของตัวรถขึ้นมา คือเราไม่ต้องจ่ายอะไรเลย เพราะประกันจ่ายให้หมด ทีนี้ถ้าเราเช่ารถขับในออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์ แนะนำว่าไม่ต้องซื้อประกันจากร้านเช่ารถ ให้ซื้อจากเว็บ Tripcover.com.au แทน เพราะถูกกว่าเกือบครึ่ง

 

อันนี้คือขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้เป็นตัวแทนขายประกันแต่อย่างใดเด้อ คือผมเจอเพราะรู้สึกว่าประกันที่ร้านเช่ารถแม่งโหดสึส เลยเจอเว็บนี้นี่แหละ ส่วนตัวที่เช่ารถขับเที่ยวในออสเตรเลีย ยังไม่เคยมีอุบัติเหตุกับตัวเอง เลยไม่สามารถรีวิวเรื่องการเคลมประกันอุบัติเหตุกับตัวรถยนต์ได้แบบ 100% เท่าที่อ่านมาคือ ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วร้านเช่ารถเรียกเก็บเงินค่าเสียหาย เราต้องออกเงินเองไปก่อน แล้วนำเอกสารและหลักฐานไปเคลมกับเว็บ tripcover.com.au อีกทีนึง ประมาณนี้ครับผม

 

พูดเรื่องเช่ารถเยอะมาก ฮ่าๆ เอาเป็นว่า ร้านเช่ารถเปิดเมื่อไหร่ ให้เรารีบไปเอารถแล้วเหยียบคันเร่งออกทันที เพราะ Great Ocean Road รออยู่แล้วโว้ย .. ส่วนเส้นทางการไปนั้น แนะนำให้กดปักหมุดแผนที่ Google Map เป็นจุดๆที่เราจะไปเรื่อยๆเลย เช่น เริ่มแรกเราจะไป Bells Beach ก่อน ก็ปัก Bells Beach ไปซะ .. ปักยังไงก็ได้ให้มันเลือกเส้นทางทีมันเป็นถนนชื่อ Great Ocean Road อะแกรเอ้ยยย 55555

การขับรถเที่ยวโซนนี้ที่มุงหน้าไป Great Ocean Road แนะนำให้เปิดเพลงที่ชอบแล้วร้องเพลงไปด้วยกันกับเพื่อน โอ้โหว แม่งดีย์มาก เพราะนอกจากฟีลลิ่งโรดทริปของการขับรถไปเที่ยวแบบฟรีดอมแล้ว วิวข้างถนนบอกเลยว่าสวยมากกกก ❤

แค่วิวข้างทางก็ฟินแล้วโว้ยยยยย ฮ่าๆ ขับรถแล้วสบายตา สบายใจมาก

Bells Beach

หลังจากขับรถมาจากเมลเบิร์นมามากกว่า 100 กิโลเมตร ที่แรกที่เราลงแวะจอด นั่นคือ Bells Beach เดินยืดเส้นยืดสายกันหน่อย จากตอนแรกที่อยู่เมลเบิร์น บอกเลยว่าอากาศกำลังดี แต่เมื่อลงมาจากรถตรง Bells Beach เจอเซอร์ไพรส์ขั้นสุด แดดแรงแต่ลมพัดปลิวและหนาวมากกกก แทบกรี๊ดเลย (ช่วงที่ผมไปเที่ยวคือเดือนพฤศจิกายน สปริงกำลังจะเข้าหน้าร้อนเต็มตัว)

ไฮไลท์เด็ดของ Bells Beach คือการมาดูคนเล่นเซิร์ฟแบบโปรๆ ที่นี่เค้าฮิตสำหรับนักเล่นเซิร์ฟขนาดไหน .. แหม ก็มีจัดแข่งเสิร์ฟของ Ripcurl Pro ที่นี่ทุกปีแล้วกัน ฮ่า

 

จอดรถเสร็จ เราสามารถเดินลงไปเรื่อง ทางเดินจะมีจุดชมวิวที่เราสามารถดูคนเล่นเซิร์ฟได้แบบเพลิน ดูหนำใจแล้ว เรายังสามารถเดินต่อเพื่อลงไปยังชายหาด Bells Beach ได้ ผมก็เดินเล่นกันนิดหน่อยแบบเพลินๆ แปปๆก็กลับเข้ารถ เพราะแดดแรงแต่หนาวลมพัดจนตัวสั่น ถ่ายรูปกลางแดดก็ไม่ค่อยสวย ใช้ตาดูแล้วจำ จากนั้นไปที่อื่นต่อดีกว่า 55555

 

Eastern View

เมื่อเรามาถึง Eastern View หากเราเจอประตูเกททางเข้าที่เขียนว่า Great Ocean Road อยู่ ตรงนี้ถือว่าเราได้เข้าสู่ถนนเส้นที่สวยติดอันดับโลกอย่างเป็นทางการ ซึ่งเกททางเข้าอันนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงผู้ก่อสร้างถนน Great Ocean Road โดยคนสร้างทั้งหมดคือทหารมากกว่า 3,000 คนที่กลับมาจากศึกสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งโปรเจ็ค Great Ocean Road นี่แหละ คือโปรเจ็คสร้างงานที่จะทำให้เหล่าทหารที่บอบช้ำจากสงคราม กลับมาตั้งตัวและใช้ชีวิตแบบมีความสุขได้ โดยได้รับการเลี้ยงดูและได้รับเงินค่าแรงสูงลิ่วเลย ดังนั้น ถนนเส้นนี้จึงมีความหมายกับประเทศออสเตรเลียค่อนข้างมากเลยทีเดียว

 

ตรงจุดเดียวกับกับเกทประตู Great Ocean Road มันจะมีทางที่เราสามารถเดินลงไปชายหาด Eastern View Beach ได้ จะบอกว่าทะเลสวยชิบหาย เป็นชายหาดยาวสุดลูกหูลูกตา มีคนเดินเลียบมหาสมุทรคนสองคน แต่ลมแรงสุด ด้วยความที่อยากทำเวลาเลยไม่ได้ใช้เวลามากมายตรงนี้ รีบกลับเข้ารถ ตรงดิ่งเข้าสู้ถนนต่อเลย ฮ่า

Princetown Wetlands Boardwalk

บ่ายแก่ๆ ขับรถมาเรื่อยจนถึง Princetown Wetland ตรงนี้ จะบอกว่าไม่เคยเห็นรีวิวที่ไหนเขียนมาก่อน คือนี่เจอรูปใน Instagram เช็คอินอยู่ที่นี่ แล้วบอกว่าอยู่ในเส้นถนน Great Ocean Road ด้วย ก่อนมาเที่ยวเลยรีบปักแผนที่ว่าต้องมาให้ได้ และหลังจากขับรถเข้ามา .. โอ้โหว แม่งสวยเกินบรรยาย ของจริงสวยกว่าในรูป IG ที่เค้าถ่ายกันอีกหลายๆเท่าด้วย เห้ย อันนี้ต้องมาว่ะ ถือเป็นสปอตที่เราสามารถขับเข้ามาเที่ยวแล้วพักกินข้าวชิลๆได้ เพราะเค้ามีโต๊ะนั่งแบบปิคนิคที่มีวิวทะเลสาบสวยๆ ให้สำหรับคนที่แวะเวียนเข้ามาด้วย

 

ดูวิวตรงทะเลสาบเสร็จ แนะนำให้เดินมาตรง Broadwalk ที่เป็นทางเดินทอดยาวไปไกล ตรงนี้คือ Hero Shot ที่ IG หลายๆคนชอบมาถ่ายรูปตรงนี้

Twelve Apostles

ออกจาก Princetown Wetlands ให้รีบตรงดิ่งมายัง 12 Apostles จุดไฮไลท์ของการมาเที่ยว Great Ocean Road ทริปนี้เว้ย ซึ่งต้องพูดตามตรงว่า ถ้าเราขับรถเที่ยว Great Ocean Road แล้วไม่ได้มาเที่ยว 12 Apostles คือเราจะเสียทริปนี้ไปฟรีๆ โดยที่เราไม่สามารถอวดใครได้เลยว่าเรามาถึง Great Ocean Road แล้ว // ช่วงที่ผมมาถึง 12 Apostles คือราวๆสี่โมงเย็น ซึ่งแสงกำลังดีมาก แดดไม่แรง ถ่ายรูปสวย

 

12 Apostles คือ เสาหินปูนที่เกิดจากการกัดเซาะหน้าผาหินของลมและคลื่นมหาสมุทรจนกลายเป็นถ้ำ จากนั้นส่วนเพดานของถ้ำพังทลายลงมาจนเหลือแต่เสาหินปูนขนาดใหญ่ 9 ต้น ซึ่งตอนนี้เหลือแค่ 8 ต้นแล้วจย้า เพราะมีต้นนึงที่พังลงมาเมื่อปี 2005 จากการโดนคลื่นซัดที่กร่อนหินลงทุก 2 เซนติเมตร ต่อปี ดังนั้น เราควรมาเที่ยวที่นี่ก่อนที่มันจะพังกันไปหมดนะ อันนี้จริงจัง

บางคนอาจจะสงสัย คือออริจินอลมันมีเสาหิน 9 ต้น แล้วทำไมดันตั้งชื่อว่ามี 12 .. ถ้าเอาเหตุผลจริงๆคือคนออสซี่แม่งตั้งชื่อให้มันดูเก๋และมีกิมมิคในเชิงการท่องเที่ยว โดยให้เหตุผลว่าชื่อนั้น มาจากสาวกทั้ง 12 คนของพระเยซูที่ร่วมโต๊ะเสวยมื้อสุดท้ายหรือ The Last Supper เอากับเค้าสิ เอ้อออออ 555555

 

คือจริงๆ ตอนแรกที่นี่มันไม่ได้ชื่อนี้ไง ซึ่งตรงบริเวณ 12 Apostles มันเคยชื่อ Sow and Piglets (แม่หมูกับลูกหมู) หรือ The Pinnacles มาก่อน พอมันดังขึ้นมาก็เปลี่ยนเป็นชื่อนี้ โดยให้เหตุผลมาลอยๆเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ

 

 

ต้องบอกก่อนว่า.. ก่อนหน้าที่ผมจะมาเที่ยว Great Ocean Road คือเราจะเห็นรูป 12 Apostles บ่อยมากตามเว็บไซต์ โปสเตอร์สื่อโฆษณาเชิญชวนให้มาเที่ยว รวมถึงคำบอกเล่าจากเพื่อนในออสเตรเลีย คือแบบเราเห็นบ่อย ฟังบ่อยจนชินชาและรู้สึกเฉยๆมาก แต่พอเราได้มาเห็น Twelve Apostles ของจริงที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกตอนนั้นคือแม่งสวย ยิ่งใหญ่ และประทับใจ ของจริงมันสวยกว่าในรูปมาก ขนาดความใหญ่ของเสาหินรวมกับบรรยากาศตอนสี่โมงเย็น แสงเป็นสีทองอ่อนๆ พร้อมกับคลื่นที่กำลังซัดชายฝั่งที่ทอดยาวออกไป ทุกอย่างรวมกันมันลงตัวสุดๆ ภาพโมเมนต์ตอนนั้นมันยังติดอยู่ในหัวจนถึงทุกวันนี้

 

จุดชมวิวนั้นมันอยู่ตรงกลางระหว่างเสาหิน 12 Apostles ซึ่งมุม Hero Shot ที่ทุกคนถ่ายคือฝั่งรูปด้านบน ทีนี้มันจะมีทางเดินยาวต่อมาอีกฝั่ง จะเป็นฝั่งเสาหินอีกชุด ซึ่งเป็นชุดเดียวกับเสาหินที่เราสามารถมองได้จาก Gibson Steps ที่ๆเราเก็บไว้ไปวันพรุ่งนี้  ❤

 

Port Campbell

เที่ยวจนเหน็ดเหนื่อยแล้ว เราจะมายังเมืองที่อยู่ไม่ไกลจาก 12 Apostles  นั่นคือเมือง Port Campbell เมืองที่เราจะซุกหัวนอนในคืนนี้ ถ้าหากใครเที่ยวแบบผมที่ต้องค้างคืน เมืองที่ดีสุดในการมาพักค้างคืนคือเมือง Port Campbell เน้อ เมืองเล็กๆน่ารักที่ตั้งอยู่ตรงกลางรูทที่เราเที่ยว Great Ocean Road

 

 

จริงๆ เมืองนี้มีที่พักค่อนที่เป็นโรงแรมข้างเยอะเหมือนกัน หากใครโนไอเดียและอยากให้ผมแนะนำโรงแรม สามารเลื่อนไปอ่านด้านล่างสุดได้เลย ส่วนที่พักที่ผมได้ไปพักในเมือง Port Campbell นั้น คือที่พักในรูปแบบของ Airbnb เหตุผลเพราะทริปนี้ผมไปกัน 4 คน เที่ยวกันวันเสาร์-อาทิตย ์ แล้วตอนจองห้องพักคือจองล่วงหน้าแค่ 3-4 วันล่วงหน้าไป โรงแรมส่วนมากเลยเต็มเกือบหมด สุดท้ายเลยเลือก Airbnb เพราะคุ้มค่ากว่าในแง่ของราคานั่นเอง ซึ่งมันก็ไม่ผิดหวังจริงๆ

ที่พัก Airbnb: Palm Tree Cottage, Port Campbell

กว่าจะถึงที่พักก็สามทุ่มกว่า แต่โฮสก็ยังเรารอต้อนรับเราอยู่ โดยจุดสังเกตของบ้านหลังนี้คือต้นปาล์มหน้าบ้านตามชื่อที่พักใน Airbnb ว่า Palm Tree Cottage เอ้ออออ เค้าตั้งชื่อบ้านง่ายดี โดยโฮสของเรานั้นจะเป็นฝรั่งออสซี่ ชื่อว่าซูซาน อายุ 60 กว่าๆ ที่ย้ายตัวเองจากซิดนีย์มาอยู่ที่เมืองเล็กๆ แห่งนี้

Palm Tree Cottage หรือ บ้านต้นปาล์มที่นี่ โอสเค้าแบ่งส่วนหน้าบ้านของเค้ามาทำ Airbnb ตกแต่งสไตล์บูทีคแบบฮิปปี้เบาๆ แบ่งเป็นห้องนอนใหญ่ ห้องนั่งเล่นที่มีเตียงนอนอีกห้อง รวมถึงห้องน้ำ ลานนั่งชิลหน้าบ้าน และห้องครัวที่ใช้ร่วมกับป้าซูซาน ทุกอย่างคือเก๋ไก๋ บรรยากาศชิล แต่สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม

 

 

จริงๆ ความพิเศษของทริป Great Ocean Road ครั้งนี้คือ มันเป็นวันเกิดของตัวผมและพี่ร่วมอีกคนนึง คือเกิดวันเดียวกัน แต่พี่อีกคนเค้าก็อายุประมาณ 2 เท่าของผม พี่เค้านิสัยน่ารัก และความคิดทุกอย่างยังเป็นวัยรุ่นอยู่เลย ทริปนี้เลยฟีลเหมือนเที่ยวกับเพื่อน ไม่เหมือนเที่ยวกับผู้ใหญ่ ทริปนี้เราเลยแบกหลายสิ่งมาเยอะมาก ทั้งเบียร์ ไวน์ เค้ก อาหาร ขนมกรุบกริบ  เพื่อมาฉลองวันเกิดที่นี่เนี่ยแหละ 555555

 

ซึ่งเราก็บอกกับป้าซูซานว่า วันนี้เป็นวันเกิดเราสองคนแหละยูว พวกเราเอาเบียร์ ไวน์มาเยอะมาก เราเลยอยากเชิญชวนยูวมากินด้วยกัน ซึ่งป้าซูซานก็มาแฮปปี้เบิดเดย์พวกผม และอวยพรวันเกิด แล้วเราก็นั่งคุยกันเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งป้าเค้าก็เล่าเรื่องของป้าเอง รวมถึงบอกว่า ป้าเคยตกหลุมรักกับหนุ่มไทยด้วย คือเราคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเยอะมาก จนมาคุยเรื่องดนตรียุคเก่าๆ ซึ่งพี่ที่เกิดวันเดียวกับผมนั่นแหละ เซียนเรื่องเพลงยุค 80-90 มาก ทีนี้คุยกับป้าซูซานกันยาว ชวนกันฟังเพลง ชวนกันเต้นไปด้วย ยาวกันจนเกือบตีหนึ่งเลยแกร๊ ครั้งนี้เลยเป็นการพัก Airbnb ที่มีคุณค่า มีโมเมนต์ให้จดจำ และประทับใจในตัวโฮสมากกก

 

จากเมื่อคืนปาร์ตี้วันเกิดกัน รุ่งเช้าต่อมาเราเลยตื่นสายกันหน่อยๆ พร้อมเก็บของลุยต่อในวันที่สอง ซึ่งก่อนออกจากบ้าน เราขอป้าซูซานถ่ายรูปด้วยกันเป็นที่ระลึก ก่อนจากลา ป้าซูซานบอกว่า ถ้าเราจะมาพักอีก ไม่ต้องจองผ่าน Airbnb แล้วนะ โทรหาป้าโดยตรงได้เลย ป้าบอกให้พักฟรีด้วย 555555

สำหรับใครสนใจเข้าพักบ้าน Palm Tree Cottage ของป้าซูซาน คลิกที่นี่ได้เลย
ส่วนใครที่ยังไม่เคยจอง Airbnb มาก่อน แนะนำสมัคร Airbnb ผ่านลิงค์นี้ ได้ส่วนลดการจองครั้งแรกไปเลย 1,100 บาทจ้า ส่วนผมก็จะได้เครดิตสำหรับจองห้องพักนิดหน่อยเอาไว้เที่ยว แล้วเอามารีวิวต่อ ฮ่าๆ ช่วยๆกันน่า ❤

วันที่สอง Great Ocean Road / Port Campbell

วันที่สองของการเที่ยว Great Ocean Road เราจะสโลวไลฟ์หน่อย ไปแบบช้าๆ เอื่อยๆ โดยเริ่มแรกเราจะหาอะไรกินกันก่อนใน Port Cambell นี่แหละ ร้านกาแฟเล็กๆที่เราไปกินคือร้าน Focus on Beauty ที่หันหน้าออกไปยังชายหาดเล็กๆ มองออกไปไกลๆ จะมีท่าเรืออยู่ แถวนี้ดูท่าทางเหมือนจะเป็นย่านที่คนของเค้าจะมาชิลๆนั่งกินกาแฟ ปิคนิก หรือเดินเล่นกัน บรรยากาศมันดีมากเลยล่ะ

 

อาหารเบาๆมื้อเช้าที่สั่งกันก็มี ขนมปังปิ้ง + Poached Eggs (ไข่ดาวน้ำ) กับเครื่องเคียงแล้วแต่จาน ฮ่าๆ อย่างของผมก็เบคอน ส่วนอีกจานเป็นเห็ดและอโวคาโด่ อร่อยเฮลตี้เว่อร์ กินกับกาแฟแบบ Flat White คือฟิน

 

 

นั่งเอื่อยกันตรงนี้ซักพักใหญ่ๆเลย เพราะวันนี้จะเป็นวันขี้เกียจ ฮ่าๆ หลังจากเรากินข้าวเช้าพร้อมจิบกาแฟเสร็จเรียบร้อย เราขอเดินไปทางท่าเรือเพื่อย่อยอาหารซักนิด เดินไปถึงท่าเรือ ลมคือแรว๊งงง คลื่นซัดถาโถมเข้ามา ที่เซอร์ไพรส์คือคนออสซี่เค้าลงกันไปเล่นน้ำว่ะ แถมมีคนว่ายตะเกียกตะกายออกนอกฝั่งไปเล่นเซิร์ฟด้วย โหดสึสสสส 5555555

 

The Arch + London Bridge + The Grotto

เดินเล่นใน Port Campbell เสร็จ ขับรถไปเที่ยวที่อื่นกันต่อดีกว่า ที่เที่ยวในวันนี้เราจะขับรถแวะตามจุดหน้าผาที่มีชื่อเสียงต่างๆที่เรียงรายไปตามถนน Great Ocean Road เรื่อยๆ กลุ่มแรกที่เราจะไปดูคือเป็นสถานที่จะออกจะคล้ายกันหน่อยๆ นั่นคือ The Arch, London Bridge และ The Grotto ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมือง Port Campbell มากนัก

 

โดยหินพวกนี้มันจะเป็นภูเขาหน้าผาหลายที่มีช่องโหว่ มีรู มีคาน ซึ่งพวกนี้มันคือลักษณะหน้าผาก่อนจะถล่มคล้ายเสาหิน 12 Apostles นั่นแล ถ้าใครสนใจหรือรู้เรื่องธรณีวิทยา น่าจะสนุกและอินมาก ที่แน่ๆ .. บอกเลยว่าดูหิน ดูหน้าผากันจนเอียน แต่มันสวยนะแกร 5555555

The Arch

ที่แรกที่เราแวะมาคือ The Arch (เดอะ อาร์ช) เป็นหินผาที่ยื่นออกไป แต่ด้วยความที่มันโดนคลื่นเซาะถาโถมหลายร้อยหรือพันปี มันเลยกลายเป็นโพรงที่มีรูปร่างตามชื่อ คือ หน้าตาเหมือนประตูซุ้มโค้ง ซึ่งการเกิดเสาหินแต่ละอันของ 12 Apostles มันก็จะเป็นหินผาแบบนี้มาก่อน จนเพดานซุ้มโค้งมันถล่มแล้วเหลือแต่เสาอีกฝั่งหนึ่ง กลายเป็นเสาหินโดดๆนั่นเอง

 

London Bridge

มาต่อกันที่ London Bridge (ลอนดอนบริดจ์) คืออันนี้มันก็จะคล้ายๆกับ The Arch แต่อันนี้จะดูไม่เหมือนซุ้มประตู แต่จะดูเหมือนเป็นสะพานมากกว่า ซึ่งเมื่อก่อนนั้นตัวหิน London Bridge มันเชื่อมกับแผ่นดินใหญ่ด้วยแหละ จนกระทั่งเมื่อเดือนมกราคม ปี 1990 ตรงหินที่เชื่อมกันเสาหินอีกแรกที่อยู่ใกล้กับชายฝั่งดันถล่มลงมา จะกลายเป็นสะพานด้วนๆจนถึงตอนนี้ // เค้าบอกว่า ถ้ามา London Bridge ให้ถูกเวลา ควรมากช่วงบ่ายแก่ที่แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องไปยัง London Bridge แหละ

 

The Grotto

ตอนที่ผมขับมาถึง The Grotto (เดอะกรอตโต้) แดดเริ่มออกแรง เมื่อเราจอดรถเสร็จ มันจะเป็นทางเดินลงไปเรื่อยๆจนถึงผาหินอันนึงที่มีรูเป็นช่องโหว่ตรงกลาง คือคนเยอะมากจ้าาา .. คือคนเค้ายืนรอต่อแถวกันข้ามรั้วแพลตฟอร์มไปถ่ายรูปตรงรูนั่นกัน ด้วยความที่แดดร้อน คนก็เยอะ นี่ก็เลยดูๆกันแปป แล้วเดินออก ฮ่าาา

 

Bay Of Martyrs + Bay of Islands

เสร็จจากกลุ่นหินที่มีรูโหว่ ต่อไปเราจะไปดูเขาหน้าผาที่อยู่กลางทะเลกันบ้าง ฮ่าๆๆ .. ให้เราขับรถตรงต่อไปเรื่อยๆ บนถนน Great Ocean Road เดี๋ยวเราจะเจอกับ Bay of Islands ซึ่งเป็นสถานที่สุดปลายทางของถนน Great Ocean Road ที่เราจะเที่ยวในทริปนี้ แต่ถ้าใครอยากไปต่อ ถนน Great Ocean Road เส้นนี้มันสามารถขับรถเที่ยวไปจนสิ้นสุดถนนที่เมือง Warrnambool แล้วถ้าใครไม่หนำใจ อยากฟูลฟิลความเป็น Road Trip ยาวๆ เราสามารถขับรถต่อไปเรื่อยๆ จนถึงเมือง Adelaide (แอดีเลด) เมืองหลวงของรัฐ South Australia ได้เลย 55555

Bay Of Martyrs

Bay Of Martyrs (เบย์ออฟมาร์เทอร์) เป็นที่ๆพวกเราแวะจอดเพราะเห็นแล้วแม่มสวยจนต้องบอกแฟนที่ขับรถอยู่ว่า “จอดรถหน่อยสิ มันสวยอ๊าา” ซึ่งมันก็สวยจริงๆ Bay Of Martyrs นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Bay of Islands ที่มีลักษณะเป็นอ่าวและมีภูเขาลักษณะเป็นหน้าผากลางมหาสมุทรเต็มไปหมด โดย Bay Of Martyrs นั้น จะมีส่วนที่เป็นชายหาดติดทะเลที่เราสามารถเดินลงไปข้างล่างได้ แล้วคือเป็นหาดที่เงียบสงบ และสวยโคตรรรร

Martyr แปลว่าผู้ที่ได้รับความทุกข์ทรมาน ผู้เสียสละ ซึ่งสถานที่แห่งนี้เค้ามีเรื่องเล่าจนกลายมาเป็นชื่อ Bay Of Martyrs ที่ชนเผ่าพื้นเมืองอะบอริจินโดนฆ่าตายจำนวนมากโดยคนยุโรปที่พึ่งอพยพเข้ามาในดินแดนออสเตรเลีย

Bay of Islands

Bay of Islands (เบย์ออฟไอส์แลนด์) เป็นจุดชิมวิวอ่าวที่เต็มไปด้วยเกาะหน้าผา และเสาหินที่คล้ายกับเสาหินที่ 12 Apostles แต่ที่นี่ไม่ค่อยดังเท่าไหร่ เพราะเสาหินมันเตี้ยกว่า และดูไม่อลังการงานสร้างเท่า 12 Apostles นั่นเอง คนก็เลยไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ซึ่งนี่ก็ชอบเพราะเดินดูวิวแบบชิลๆ เอื่อยๆ ดีจะตายยย

 

 

นอกจากเสาหินและหน้าผาที่สวยแล้ว ที่นี่คือเต็มไปด้วยพุ่มไม้เล็กๆเต็มไปหมด ซึ่งมันเป็นพืชที่มีเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่อ่ะ เมืองไทยก็หาดูไม่ได้แบบนี้ เพราะสภาพดินและภูมิอากาศไม่เหมือนกัน

Gibson Steps

เสร็จจาก Bay of Islands ที่อยู่สุดปลายของทริปเราทริปนี้ เราจะขับรถย้อนมาตามถนน Great Ocean Road แล้ว ทีนี้เราจะแวะมายัง Gibson Steps ใกล้ๆกับ 12 Apostles ถ้ายังจำจุดชมวิวสุดท้ายตรง 12 Apostles ที่มองเห็นเสาหินสองอัน ตรง Gibson Steps จะเป็นบันไดลงไปด้านล่างตรงชายหาดที่เราสามารถมองเห็นเสาหินสองอันจากอีกมุมบนชายหาด คือถ้าเรามาเที่ยว Great Ocean Road นอกจาก 12 Apostles แล้ว Gibson Steps ก็ต้องมาด้วย เหมือนเป็นของคู่กัน

Gibson Steps เป็นทางเดินบันไดที่ขนาบหน้าผาลงไปเรื่อยๆจนถึงชายหาดประมาณ 86 ขั้น ซึ่งเสาหินที่เราจะเห็นได้จากจุดนี้มีสองต้นคือ Gog และ Magog สองชื่อนี้เป็นชื่อเล่นของมันแหละ 55555 // ตอนเราไปเที่ยวอาจจะโชคร้ายลงไปเที่ยวไม่ได้ด้วย เพราะน้ำทะเลขึ้นสูง อันนี้แล้วแต่ดวงจริงๆ

 

เมื่อเราเดินไปลงถึงชายหาด เราจะเห็นเสาหิน Gog และ Magog ไกล คือแม่มเอ้ย สวยอีกแล้ว เป็นอีกสถานที่ที่ประทับใจมาก บรรยากาศเหมือนเราอยู่อีกโลกหนึ่งในหนัง sci-fi มันเป็นฟีลนั้นจริงๆ ตรงจุดนี้เราสามารถถ่ายรูปเล่นสบายมาก พื้นที่เยอะเพราะเป็นหาด และไม่ใช่แพล็ตฟอร์มดูวิวที่มีคนเยอะแยะพลุกพล่านเหมือนตรง 12 Apostles

 

Loch Ard Gorge

ที่สุดท้ายของการมาเที่ยวทริป Great Ocean Road นั่นคือ Loch Ard Gorge จย้า ซึ่งที่นี่เค้ามีประวัติที่น่าสนใจโดยย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 1878 มีเรือสำเภาขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า Loch Ard แล่นมาจากอังกฤษเพื่อเดินทางมายังเมลเบิร์นเป็นเวลาสามเดือนกว่า ได้ชนกระแทกกับเกาะ Mutton Bird ตรงบริเวณนี้เนี่ยแหละ คนทั้ง 54 คนบนเรือตายเกือบหมด เหลือเด็กวัยรุ่นรอดชีวิตอยู่ 2 คน ผู้ชายชื่อ Tom Pearce กับผู้หญิง Eva Carmichael

 

Tom Pearce เกาะอยู่กับเรือชูชีพที่พลิกคว่ำแล้วโดนพัดเข้าชายฝั่ง ส่วน Eva Carmichael ถูกผูกติดกับเสากระโดงเรือนานกว่า 5 ชั่วโมง Pearce ได้ยินเสียงร้องไห้จนต้องกลับลงไปช่วยจนรอดชีวิตมาได้ ต่อมา Pearce ปืนหุบเขาขึ้นมาแล้วร้องขอให้คนช่วยจนรอดนั่นแล โหดสึส จะบอกว่าหุบเขาสูงมาก ที่นี่ติดอยู่ตรงนั้น สาบานเลยว่าตัวเองไม่สามารปีนขึ้นมาได้ 555555

Loch Ard Gorge รวมๆจะมีจุดที่น่าสนใจอยู่ 4 จุด โดย 3 จุดอยู่บนหน้าผานั่นคือ Tom and Eva Lookout, The Razorback และ Mutton Bird Island Lookout ส่วนอีกหนึ่งจุดอยู่ข้างล่าง ชื่อหลักของที่นี่ นั่นคือ Loch Ard Gorge นั่นเอ๊ง

Tom and Eva Lookout

ก่อนจะลงไปยังหุบเขา Loch Ard Gorge ด้านล่าง ด้านบนหน้าผาก็มี 3 จุดที่น่าสนใจให้เราเดินไปดู ที่แรกคือ Tom and Eva Lookout ที่เป็นเสาหินตั้งโด่ๆ อยู่สองอัน โดนชื่อของเสาหินสองอันนี้ก็มาจากชื่อเด็กสองคนที่รอดชีวิตบริเวณนี้นั่นแหละจ๊า น่าเสียดาย จริงๆมันมีหินโค้งที่เชื่อมระหว่างเสาหินสองอันนี้ด้วย แต่ตอนนี้ถล่มไปแล้ว // ไปส่องใน Google Map ดู หินสองอันมันยังเชื่อมอยู่เลย

 

The Razorback

อันที่สอง คือหน้าผา The Razorback ที่เป็นหน้าผาขนาดใหญ่ด้านหน้าที่มีความกว้างโครตแคบเป็นแนวยาวออกไปยังมหาสมุทร วิวโดยรวมของจุดนี้คือสวยโคตรๆ มองลงไปยังมหาสมุทรด้านล่างคือมันสวยแต่น่ากลัวชิบหาย

 

Mutton Bird Island Lookout

อันที่สามจะเป็นจุด Mutton Bird Island Lookout ที่เรามองออกไปเห็นเกาะ Mutton Bird โดยเค้าจะลูกศรชีจุดสันเกาะที่เรือชนแล้วอับปางลงมหาสมุทร ตามท้องเรื่องที่ได้อ่านกันไปแล้ว

 

Loch Ard Gorge

จุดสุดท้ายคือ Loch Ard Gorge ที่เราต้องเดินลงไปข้างล่าง นี่เราเที่ยวดูหินกันทั้งวันเกือบค่ำจนพระอาทิตย์ใกล้ตกล้าว แสงมันก็เริ่มคล้อยจนทำให้ที่นี่แม่งสวยขึ้นไปอีก ตรงจุดก่อนที่เราจะลงไปยัง Loch Ard Gorge มันจะมีที่นึงที่เหมาะกับการดูพระอาทิตย์ตกมาก นี่อยากไปนั่งปักหลักดูมาก แต่โดนฝรั่งจองที่นั่งรอถ่ายรูปเรียบร้อยแล้ว จะเข้าไปก็ไม่ค่อยสะดวกเพราะที่มันเล็กและค่อนข้างแคบง่ะ ฮือ .. ว่าแล้วก็เดินลงไปดูข้างล่างดีกว่า

 

ด้านล่างมันก็จะเป็นชายหาดที่เราสามารถลงไปเล่นได้ (แต่ไม่มีใครลงเล่น 5555) แต่ที่สวยคือภาพข้างหน้าที่เป็นแนวเขายาวออกไปเกือบจะปิด เหลือแต่ช่องเล็กให้น้ำเข้ามาแบบเบาๆ ไร้คลื่นซัดแรงๆ

และนี่คือที่สุดท้ายจริงๆ แบตกล้องจะหมด แรงตัวเองก็จะหมดกับการเที่ยวเต็มสองวันของทริป Great Ocean Road ซึ่งจำได้เลยว่าการเดินขึ้นจาก Loch Ard Gorge แม่งจะตายให้ได้ 5555555

โอ้ยยยยย จบทริป Great Ocean Road แล้ว ❤

สุดท้าย .. อยากบอกว่า ทริปนี้โครตดีย์และประทับใจทุกโมเมนต์ หากใครมีโอกาสให้รีบไปเที่ยว อีกไม่กี่ปี ชีวิตนี้เราอาจจะไม่มี 12 Apostles ให้เราดูอีกแล้วก็ได้ เพราะทุกอย่างมันพังลงเรื่อยๆตามธรรมชาติ

ที่พักแนะนำใน Port Campbell
สำหรับทริป Great Ocean Road

อย่างที่บอกตั้งแต่ตอนกลางรีวิว เมืองที่ผมคิดว่าสะดวกที่สุดของการมานอนค้างในทริป Great Ocean Road ส่วนตัวขอแนะนำเมือง Port Campbell ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจาก 12 Apostles มากนัก แถมเรายังสามารถขับไปเที่ยวต่อที่อื่นอย่างพวก The Arch, London Bridge, The Grotto และ Bay of Islands ได้ง่ายอีกด้วย นอกจากโลเคชั่นดีงาม สะดวกสบายแล้ว ถ้าเทียบกับเมืองอื่นๆ Port Campbell มีทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร รวมถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตครบที่สุดแล้วววว เชื่อสิ ฮ่าๆ

ตอนเลือกที่พักในออสเตรเลีย แนะนำว่าให้เลือกแบบที่มีห้องครัว หรืออย่างน้อยมีไมโครเวฟก็ยังดี เพราะอาหารตามร้านอาหาร จะบอกว่าแพงมากเว่อร์ ขั้นต่ำคือ $15-$40 บอกเลย ถ้าอยากประหยัด ให้ซื้อของจากซุปเปอร์มาเก็ตแล้วมาทำกินเอง จะประหยัดขึ้นเยอะมาก ตกมื้อละ $3-$10 แล้วแต่สิ่งที่เราทำกิน

ทีนี้ ถ้าใครสนใจ Airbnb ให้เลือกที่พักของป้าซูซานที่ผมรีวิวไปแล้วได้เลย นี่รับประกันความดีงาม แต่ถ้าที่พักของป้าซูซานเต็มล่ะก็ ลองหาตัวเลือกจากโรงแรม 3 เจ้า ที่คัดมาแล้วว่าดีที่สุดตามบัตเจทของแต่ละคนที่มี อ่ะ เลื่อนลงต่อไปเลย 🙂

บอกไว้ สำหรับใครที่จะจองห้องพักลิสข้างล่างนี้
Expedia มีส่วนลดคูปองสูงสุด 20% ลดกระจายไปเลย

คูปองนี้ใช้กับเชนโรงแรมใหญ่พวก Marriott / Four Seasons / Sofitel / Starwoods ไม่ได้ ส่วนโรงแรมหรือที่พักส่วนใหญ่ในออสเตรเลีย ใช้ได้เกือบหมด ไม่มีขั้นต่ำ และไม่มีเพดานส่วนลดสูงสุด อันนี้ดีมากเว่อร์

สำหรับการจองโรงแรมนั้น แนะนำให้จองกับ Expedia เพราะถ้าเราเป็นเมมเบอร์กับ Expedia เราจะได้ส่วนลดเพิ่ม 10% อีกทั้งให้ใส่โค้ดลดท็อปอัพของบัตรเครดิตเพิ่มตอนหน้าจ่ายตัง  ราคาจะยิ่งถูกมากขึ้นอีก ยังไงลองเทียบราคาดูอีกที ระหว่าง Expedia / agoda / Booking.com เจ้าไหนถูกสุด ก็เอาอันนั้นเลย อันนี้นำมาบอกเพื่อเป็นตัวเลือก เพราะส่วนตัวผมใช้ Expedia แหละ

คลิกที่ปุ่มสีส้มด้านล่างเพื่อดูโค้ดส่วนลดแต่ละบัตรเครดิตได้เลย บอกเลยว่า ประหยัดค่าใช้จ่ายไปเยอะมาก
สมมุตเราจ่ายค่าโรงแรมทั้งทริป 25,000 บาท แล้วใช้โปรบัตร JCB ลด 15% เราจะประหยัดไป 3,750 บาท จ่ายแค่ 21,250 บาท ถือว่าลดเยอะมาก เอาเงินไปทำอย่างอื่นได้เยอะแยะเลย ส่วนบัตรเครดิตเจ้าอื่นๆ จะลดอยู่ที่ 10% ก็ยังถือว่าเยอะอยู่

โค้ดส่วนลดโรงแรมทั่วโลก สูงสุด 20% เมื่อจองผ่าน Expedia.co.th

JCB ลด 20% (เฉพาะโรงแรมในญี่ปุ่น)

UOB ลด 10%

KTC ลด 10%

ลูกค้า True ลด 10%

JCB ลด 15%

KBANK ลด 10%

SCB ลด 10%

ลูกค้าใหม่ Expedia ลด 15%

KRUNGSRI ลด 10%

Thanachart ลด 10%

Citibank ลด 10%

Port Campbell Hostel

สำหรับคนงบน้อย ไม่ว่าจะมาเที่ยวคนเดียวเก๋ๆ หรือมากับเพื่อนแบบงบจำกัด Port Campbell Hostel น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะเค้ามีห้องนอนรวม และห้องซิงเกิ้ลสำหรับตัวคนเดียวที่ราคาจับต้องได้อยู่ แต่ถ้ามาเป็นคู่หรือมากกว่านั้น แนะนำว่าจองที่อื่นดีกว่า ส่วนตัวกว่าและจะได้ราคาถูกกว่าด้วย (บอกแบบจริงใจ)

 

ข้อดีของ Port Campbell Hostel คือมีพื้นที่ส่วนกลางที่ดีมากตามสไตล์โฮสเทลฝรั่ง คือ มีห้องครัวขนาดใหญ่ที่เราสามารถทำอาหารกินได้เอง ห้องอาหาร และ ห้องนั่งเล่นส่วนรวม ถ้าใครชอบเจ๊าะแจ๊ะ หาเพื่อนใหม่ หรือพูดคุยกับคนต่างชาติ ที่นี่แหละดีย์

 

ราคาห้องพัก สำหรับ 1 คน เริ่มต้น 1,000 บาท/คืน
ดูเรทและจอง Port Campbell Hostel สามารถคลิกลิงค์ด้านล่างเพื่อดูเรทราคาและจองผ่าน OTA ที่ชอบได้เลย ถ้าจองผ่าน Expedia อย่าลืมใช้โค้ดส่วนลดด้านบน 🚀
ดูผ่าน Expedia.co.th // ดูผ่าน Booking.com // ดูผ่าน agoda.com

Portside Motel

สำหรับคนบัตเจทปานกลาง ให้มาเลือก Portside Motel ห้องพักแต่ละห้อง ลักษณะเหมือนเป็นห้องแถวสีฟ้าน่ารักที่มีทุกอย่างครบทั้งทีวี ตู้เย็น ไมโครเวฟ จานชามมีให้ และมีที่ล้างชามอีกด้วย ถ้าเลือกเป็นห้องใหญ่ เตาแก๊สทำอาหารก็มีให้เสร็จ ถือเป็นที่พักที่ดีงามและรีวิวของแต่ละคนที่ไปพักมาแทบไม่มีคนด่าเลย ฮ่าๆ

 

ราคาห้องพัก สำหรับ 2 คน เริ่มต้น 3,300 บาท/คืน
ดูเรทและจอง Portside Motel สามารถคลิกลิงค์ด้านล่างเพื่อดูเรทราคาและจองผ่าน OTA ที่ชอบได้เลย ถ้าจองผ่าน Expedia อย่าลืมใช้โค้ดส่วนลดด้านบน 🚀
ดูผ่าน Expedia.co.th // ดูผ่าน Booking.com // ดูผ่าน agoda.com

Anchors Port Campbell

ใครที่อยากพักแบบโมเดิร์น ลักชัวรี่ ให้จอง Anchors Port Campbell เลยจ๊า ราคามันก็จะแรงหน่อย เริ่มต้นที่คืนละ 8,000 กว่าบาท แต่เงินที่เสียไปนั้นเราก็จะได้ที่พักขนาด 50 กว่าตารางเมตรกลับคืนมา คือได้เหมือนเป็นห้องคอนโดวิวดี สิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกอย่าง ทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัวที่เราสามารถทำอาหารได้เอง และส่วนที่นั่งเล่นเก๋ๆ มีไฟผิงให้เรานั่งกอดกันแบบอุ่นๆ ถ้ามีตังค์ คือจองอันนี้เหอะ 5555

 

ราคาห้องพักเริ่มต้น 8,250 บาท/คืน
ดูเรทและจอง Anchors Port Campbell สามารถคลิกลิงค์ด้านล่างเพื่อดูเรทราคาและจองผ่าน OTA ที่ชอบได้เลย ถ้าจองผ่าน Expedia อย่าลืมใช้โค้ดส่วนลดด้านบน 🚀
ดูผ่าน Expedia.co.th // ดูผ่าน Booking.com // ดูผ่าน agoda.com

รีวิวออสเตรเลียอื่นๆ
— SYDNEY SERIES —

รีวิว Sydney / ซิดนีย์ (EP1)
► รีวิว Blue Mountains / บลูเมาเท่น (EP2)

— MELBOURNE SERIES —

► รีวิว Melbourne / เมลเบิร์น (EP1)
► รีวิว Grampiants / แกรมเปี้ยน (EP2)
► รีวิว Phillip Island / ฟิลลิปไอส์แลนด์ (EP3)
รีวิว Great Ocean Road / เกรทโอเชี่ยนโรด (EP4)

— TASMANIA ROAD TRIP SERIES —

► รีวิว Hobart + Bruney Island (EP1)
► รีวิว Mount Field National Park + Lake Pedder (EP2)
► รีวิว Tassman National Park + Freycinet National Park (EP3)
► รีวิว Bay of Fires + Launceston (EP4)
► รีวิว Cradle Mountain National Park (EP5)

 

PANTIP

kotzhul@gmail.com

A world explorer and a gym addict who was born in 1990

NO COMMENTS

POST A COMMENT