HashCorner

รีวิว Phillip Island (เกาะฟิลลิป) x เมลเบิร์น : เที่ยวออสเตรเลียเองแบบคูลๆ

 

เกาะฟิลลิป หรือ Phillip Island คือเกาะเล็กๆน่ารัก ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมลเบิร์น ซึ่งถ้าหากใครยังไม่รู้จัก ขอบอกเลยว่าเกาะฟิลลิปเกาะนี้แม่งดีโคตร เป็นเกาะที่เราจะได้เจอสัตว์ท้องถิ่นออสเตรเลียแบบคิ้วท์ๆ ไม่ว่าจะเป็นหมีโคอาล่า เพนกวินที่ตัวเล็กที่สุดในโลก หรือแม้แต่จิงโจ้เองก็ตาม .. นอกจากสัตว์แล้ว ธรรมชาติที่นี่ก็ถือว่าดีงามสวยระดับสิบ ที่ตัวผมเองรู้สึกประทับใจมากเลยทีเดียวชนิดที่ว่าใครที่มาเที่ยวเมลเบิร์นต้องห้ามพลาดเลย .. เชียร์ขนาดนี้ มาอ่านรีวิวแล้วตามไปเที่ยวด้วยกันดีกว่า 🙂

เกริ่นภาพรวมทริปออสเตรเลีย 3 รัฐ
Victoria → Tasmania→ New South Wales

จริงๆ ตอนแรกผมอยู่เมลเบิร์นมาก่อน 2 เดือน ทีนี้ด้วยความที่ผมจะกลับไทย ก็เลยเกิดทริปเที่ยวออสเตรเลียทริปใหญ่ก่อนกลับ ใช้เวลาเดินทางเที่ยวทั้งหมด 20 วัน รวม 3 รัฐ คือ Victoria → Tasmania→ New South Wales ซึ่งจะประกอบไปด้วยเมืองใหญ่ๆที่ทุกคนน่าจะรู้จักอย่าง เมลเบิร์น (Melbourne) โฮบาร์ท (Hobart) และ ซิดนีย์ (Sydney) นอกจากสามเมืองใหญ่นี้ ยังมีทริปเมืองเล็ก เมืองน้อยรอบข้างเยอะแยะที่น่าไปอีก ซึ่งผมจะทยอยเขียนรีวิวมาให้ได้ตามรอยกันอย่างแน่นอน ฮิ้วว ❤

 

สารบัญรีวิวลุยออสเตรเลีย
ฉบับ HASHCORNER

นี่คือทั้งหมดที่จะรีวิวในทริปออสเตรเลียทริปใหญ่นี้ โอ้โหว .. แม่งเยอะมาก ซึ่งผมจะทยอยเขียนเรื่อยๆ ให้ได้ตามรอยกันเน้อ จะเสร็จเมื่อไหร่บอกไม่ได้ แต่ถ้ามีเวลาว่าง จะมาเขียนแน่นอน หัวข้อรีวิวสีเทาคือยังไม่ได้เขียนนะ ฮี่ฮี่ 🤓

— SYDNEY SERIES —

รีวิว Sydney / ซิดนีย์ (EP1)
► รีวิว Blue Mountains / บลูเมาเท่น (EP2)

— MELBOURNE SERIES —

► รีวิว Melbourne / เมลเบิร์น (EP1)
► รีวิว Grampiants / แกรมเปี้ยน (EP2)
รีวิว Phillip Island / ฟิลลิปไอส์แลนด์ (EP3)
รีวิว Great Ocean Road / เกรทโอเชี่ยนโรด (EP4)

— TASMANIA ROAD TRIP SERIES —

► รีวิว Hobart + Bruney Island (EP1)
► รีวิว Mount Field National Park + Lake Pedder (EP2)
► รีวิว Tasman National Park + Freycinet National Park (EP3)
► รีวิว Bay of Fires + Launceston (EP4)
► รีวิว Cradle Mountain National Park (EP5)

เกาะฟิลลิป (Phillip Island) ไปยังไง? ไปกี่วัน?

ไปเที่ยวเกาะฟิลลิป (Phillip Island) ยังไง?

การไป เกาะฟิลลิป มีสองตัวเลือก นั่นคือซื้อทัวร์ไป หรือไม่ก็ขับรถไปเที่ยวเอง ซึ่งแน่นอนว่าผมจะแนะนำให้ขับรถไปเที่ยวเองดีกว่า เพราะมันสบาย อยากไปไหนก็ไป ไม่มีเวลามาบังคับ และที่สำคัญ การขับรถในประเทศออสเตรเลียนั้นง่ายมาก พวงมาลัยขวาเหมือนบ้านเรา ถนนดี คนออสซี่มีมารยาทในการขับรถดีมาก กฎจราจรเข้มงวด และ ใบขับขี่ไทยที่มีภาษาอังกฤษสามารถใช้ยื่นเพื่อเช่ารถขับได้เลยโดยที่เราไม่ต้องมีใบขับขี่สากล (อันนี้ยืนยัน นั่งยัน นอนยันว่าใช้ได้เลย)

การเช่ารถขับมาเที่ยว เกาะฟิลลิป ยิ่งเพื่อนเยอะ ยิ่งหารกันถูกเด้อ ค่าเช่ารถต่อวัน ตกประมาณ $30-$60 แล้วแต่รุ่น ส่วนค่าน้ำมันตกอยู่ประมาณ $40-$60 ต่อหนึ่งถัง ถึงมากันแค่สองคนก็ยังถูกกว่าซื้อทัวร์ เพราะทัวร์หนึ่งวันตกคนละประมาณ $80-$120 จย้าา

เที่ยวเกาะฟิลลิป (Phillip Island) กี่วันดี?

เรื่องนี้ไม่ต้องคิดมาก แนะนำให้ไปเที่ยวแบบวันเดย์ทริป ไปเช้า-เย็นกลับก็พอ เพราะที่เที่ยวมันไม่ได้มีเยอะถึงขนาดต้องค้างคืน และเราสามารถขับรถไปเที่ยวจากเมลเบิร์นแบบชิลๆ ใช้เวลาขับแค่ 2 ชั่วโมงเอ๊ง ฟีลเหมือนขับรถไปเที่ยวพัทยาอ่ะ ฮ่าๆ

ซื้อบัตร Park Pass

ก่อนจะไปเที่ยวเกาะฟิลลิป แนะนำให้ลิสต์สถานที่ที่เราจะไปเที่ยวก่อนว่าเราจะไปที่ไหนบ้าง เพราะที่เที่ยวเกือบทั้งหมดบนเกาะนี้คือเราต้องเสียค่าเข้านาจา แล้วค่าเข้าไม่ใช่ถูกๆ ราคาค่อนข้างแรงเลยแกร๊ ซึ่งวิธีที่เราจะประหยัดได้มากขึ้น คือการซื้อ Park Pass ที่ขายบัตรหลายที่มัดรวมกันจ่ายทีเดียวนั่นเอง ราคาลดลงแถมเรายังไม่ต้องไปเสียเวลาซื้อบัตรแยกแต่ละที่อีกด้วย

สำหรับรีวิวนี้ นี่ตั้งใจจะไปทั้งหมด 3 ที่ นั่นคือ เกาะฟาร์มเชอร์ชิล, ศูนย์อนุรักษ์โคอาล่า และดูเพนกวินพาเหรด ถ้าเราซื้อแยกแต่ละสถานที่ ราคาค่าเข้าจะอยู่ที่ $51 โชคดีที่เค้ามีขายบัตรมัดรวมแบบ 3 Parks Pass เหลือราคา $43 เท่านั้น ลดไปตั้ง $8 แน่ะ เยอะอยู่นะ // บัตรเพนกวินนี่ซื้อแบบถูกสุดนะ คือบัตรแบบ General Viewing

 

 

นอกจาก 3 ที่นี้แล้ว จริงๆบนเกาะฟิลลิปยังมีที่เที่ยวที่เค้าโปรโมทหนักๆ อีก 2 ที่ นั่นคือ Antarctic Journey กับ EcoBoat Tour ซึ่งทั้งหมดมีขายบัตร Park Pass แบบมัดรวมเหมือนกัน ถ้าอยากไปทั้งหมด ก็ซื้อแบบ 5 Parks Pass แม่มเลย ใครอยากรู้รายละเอียดพวกนี้เพิ่มเติม ให้ไปดูที่เว็บเค้าที่นี่ penguins.org.au/buy-tickets/ (เว็บเค้าซื้ออนไลน์ได้ แต่ส่วนตัวคิดว่าไปซื้อหน้าประตูทางเข้าที่แรกที่เราจะไปดีกว่า เผื่อแผนเที่ยวเราเปลี่ยนนู่นนี่นั่น ราคามันเท่ากันทั้งออนไลน์และหน้าทางเข้าเด้อ)

เกาะฟาร์มเชอร์ชิล (Churchill Island Heritage Farm)

ด้วยความที่ว่าวันที่จะมาเที่ยวเกาะฟิลลิปนั้น ตื่นค่อนข้างสายและขี้เกียจอยู่หน่อยๆ กว่าจะขับรถจากเมลเบิร์นมาถึงที่เที่ยวแรก เกาะฟาร์มเชอร์ชิล (Churchill Island Heritage Farm) เล่นเอาไปเกือบ 11 โมง ก่อนเข้าไปด้านใน ให้เราซื้อบัตร Parks Pass จากที่นี่ได้เลย คอนเซ็ปการซื้อบัตรคือไปที่ไหนก่อนให้ซื้อ Park Pass ที่นั่น มีขายทุกที่

 

อีฟาร์มเกาะเชอร์ชิลนี่มันจะเป็นติ่งเกาะเล็กๆที่เคยเชื่อมกับเกาะฟิลลิป ถือเป็นเกาะที่มีคนยุโรปช่วงแรกๆอพยพเข้ามาในรัฐวิคตอเรีย แล้วเริ่มทำเกษตรกรรมที่นี่จนตอนนี้กลายเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย เปิดเป็นฟาร์มเกษตรให้คนเข้ามาเยี่ยมชมซะเลย ซึ่งฟาร์มเค้าจะมีสถานที่หลักๆอยู่ตรงกลาง ตรงที่เราซื้อตั๋วนั่นแหละ ทีนี้ .. ฟาร์มเค้าจะมีกิจกรรมเกี่ยวกับฟาร์มให้เราดูอย่างพวก รีดนมวัว ไถขนแกะ ขี่ม้าอะไรประมาณนี้ ถือเป็นที่ท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวที่พาเด็กๆมาอย่างแท้จริง

 

 

แต่ด้วยความงง คือตอนแรกไม่รู้ว่ามันจะมีแค่ฟาร์มที่คนส่วนมากเค้าเที่ยวกันแค่ตรงกลาง เออ .. เดินไปไหนไม่ถูกว่ะ นี่เลยเดินงงๆ มาตรงเส้นทางให้เดินรอบเกาะที่เรียกว่า Island Churchill Walk จากตอนแรกที่คิดว่าจะเดินแปปๆ นี่เลยเดินไปเรื่อยๆประมาณ 20 นาทีจนเจอแผนที่ทางเดินบอกว่า ใช้เวลาเดินชั่วโมงครึ่ง ตอนนั้นฟีลประมาณว่า กูเดินมาแล้ว เดินแม่งไปเลยแล้วกัน โอ้ย จำใจเดินต่อจ้า 555555555

Island Churchill Walk มันจะเป็นทางเดินรอบเกาะให้เราเดินดูธรรมชาติ และสัตว์ที่อยู่รอบๆ ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง ไฮไลท์ทางเดินนี้คือการมาส่องนกแหละ ใครมีเวลาก็เดิน ถ้ารีบก็ไม่ต้องเดินก็ได้ ฮ่าๆ // เค้าแนะนำว่าให้เอากล้องส่องทางไกลมาดูนกด้วย ซึ่งนี่ก็ไม่มีป่ะ 55555

 

เดินไปเรื่อยๆ มันก็ชิลๆดี มีลมพัด อากาศไม่ร้อน แต่แดดแรงมาก .. วิวไม่ได้พีค แต่ก็ไม่ได้แย่ แต่ที่ผมชอบคือ เราจะได้เห็นสัตว์เยอะอยู่ อย่างพวกเป็ด (ไม่รู้เป็ดสายพันธ์ไหน) นก หรือแม้แต่วัวไฮแลนด์ (Highland Cow) เป็นวัวขนยาวมีเขาซึ่งอันนี้เซอร์ไพรส์มากกก มันกำลังนอนเคี้ยวหงึบๆอยู่เป็นฝูง ซึ่งหาดูวัวแบบนี้ในไทยไม่ได้แน่นอน น่ารักมากกกก

 

หลังจากเดินรอบเกาะเสร็จ แล้วเดินกลับมายังตรงฟาร์มตรงกลาง ณ ตอนนั้นคือเหลือกิจกรรมในฟาร์มแค่อันเดียวคือ โชว์ถอนขนแกะ ซึ่งนี่ก็ไปนั่งดู เพราะเสียตังค์เข้ามาแล้ว หมดจากนี้ก็ไม่มีไรโชว์และ เพราะมันหมดแล้ว ทีนี้ก็เดินเล่นในฟาร์มอีกนิดหน่อยดูม้า ดูแกะ ดูกระต่าย 555555 .. จากนั้นไม่นานก็ออกไปที่อื่นต่อ

 

ศูนย์อนุรักษ์โคอาล่า (Koala Conservation Centre)

ขับรถออกจากเกาะฟาร์มเชอร์ชิล รีบไปกันต่อที่ ศูนย์อนุรักษ์โคอาล่า (Koala Conservation Centre) ซึ่งชื่อมันบอกอยู่แล้วว่าที่นี่เป็นที่สำหรับอนุรักษ์และเพาะพันธุ์โคอาล่าไม่ให้สูญพันธ์ โดยเมื่อเราเข้าไปในตัวตึกจะมีห้องนิทรรศการที่ให้ความรู้กับเกี่ยวกับโคอาล่า ซึ่งเป็นสัตว์ท้องถิ่นที่เราสามารถหาเจอได้ในออสเตรเลียเท่านั้นแหละ

 

มันมีสองอย่างที่เป็น Must Things To Do ใน Koala Conservation Centre ที่นี่คือการเดินใน Wood Land Boardwalk และ Koala Boardwalk นอกนั้นไม่มีอะไรและ เสร็จจากสองที่นี้แล้วออกจากที่นี่ได้ 55555

สองอันนี้มันเป็นทางเดินดูโคอาล่าที่ถูกจัดอยู่ในที่เลี้ยงไว้สำหรับเพาะพันธุ์โคอาล่าโดยเฉพาะ นอกจากโคอาล่าแล้ว ที่นี่ยังมีวัลลาบีด้วย แต่นานๆจะออกมาให้เห็น ฮ่าๆ ส่วนทางเดินอยู่ตรงไหนนั้น หลังจากเราออกมาจากห้องนิทรรศการที่เป็น Visitor Center จะเจอกับแผนที่ เดินตามนั้นเลยเด้อ

Wood Land Boardwalk

Wood Land Boardwalk คือทางเดินที่ยกระดับให้เราสามารถเดินดูโคอาล่าได้แบบใกล้ชิดมากกกก คือทางเดินมันยกสูงจนเกือบเท่ากับกิ่งไม้ที่โคอาล่ามันนอนเกาะกิ่งไม้อยู่ จำได้ลางๆว่าในนี้จะมีอยู่ 5 ตัว ให้เราเดินมองหาโคอาล่ากัน

 

โคอาล่าแม่มน่ารักมากก หลายคนอาจจะไม่รู้ว่ามันไม่ใช่สัตว์พวกเดียวกับหมี จริงๆแล้วมันเป็นสัตว์ประเภทเดียวกับจิงโจ้และวัลลาบีที่มีกระเป๋าหน้าท้อง แล้วโคอาล่ามันจะนอนอย่างนั้นทั้งวัน จะตื่นก็ต่อเมื่อมันหิว แล้วหาใบยูคาลิปตัสมากินแค่นั้น พอนี่เจอโคอาล่ามันนอนนิ่งอยู่ คือน่ารักมาก ขนาดนอนหลับยังน่ารักเลย ❤

Koala Boardwalk

อีกทางเดินหนึ่งคือ Koala Boardwalk ที่เป็นคอกสำหรับเพาะพันธ์โคอาล่าโดยเฉพาะ โดยคอกนี้จะมีโคอาล่าตัวผู้ 1 ตัว และโคอาล่าตัวเมียอีก 4 ตัว โอ้โหว .. ฮาเร็มสึสๆ 555555555 // ทางเดินอันนี้เราจะเห็นโคอาล่าแบบไกลๆ เพราะทางมันไม่ค่อยยกระดับ แถมมันยังเกาะอยู่บนกิ่งต้นไม้ที่สูงมาก

 

 

นอกจากโคอาล่าแล้ว Koala Boardwalk ยังมี Wetland ที่เหมือนเป็นบึงที่เป็นที่อยู่อาศัยของนกหลากหลายชนิดด้วย ฝรั่งออสซี่หลายคนที่มาเที่ยว เค้าพกกล้องส่องทางไกลมาดูนกกันแบบจริงจังมากเว้ย

 

 

สรุปคือ ค่อนข้างชอบที่นี่นะ ได้ดูโคอาล่าแบบเพลินๆ เพราะมันน่ารักมาก เสร็จจากการเดินสองที่นี้ เราจะขับยาวตรงไปจุดที่เรียกว่า เดอะน็อบบี้ (The Nobbies) กันต่อ

เดอะน็อบบี้ (The Nobbies)

เดอะน็อบบี้ หรือ The Nobbies คือจุดที่อยู่ทางฝั่งซ้ายสุดของเกาะ เป็นจุดที่สวยพีคมากกกก ตรงนี้มันจะเป็นทางเดินดูวิวยาวๆ มองออกไปจะเห็นเป็นเกาะเล็กๆอยู่ ซึ่งจริงๆหลังเกาะนี้จะมีอีกเกาะนึงซึ่งเป็นที่อยู่ของแมวน้ำทั้งเกาะ เกาะนั้นเรามองไม่เห็นจากตรงนี้ แต่เราสามารถซื้อทัวร์นั่งเรือไปดูได้นะ เห็นเค้าบอกว่าดีย์งามมาก แต่แพงชิบหายเลยไม่ได้ไป

 

 

เอาเว้ย วิวตรงนี้คือสวยก็คุ้มแล้ว แถมไม่ต้องเสียตังค่าเข้าอะไรอีกด้วย แนะนำให้มาตรงนี้ช่วงเย็นๆ ก่อนไปดูเพนกวิน เพราะแสงพระอาทิตย์บ่ายแก่ๆแม่งช่วยให้ที่นี่สวยมากขึ้นไปอีก ฮ่าๆ

 

ตอนที่เราขับมาที่ The Nobbies คือแนะนำให้ใช้เส้นถนนหลักหมายเลข 473 ที่ชื่อว่า Ventnor ทีนี้เมื่อเราเสร็จจาก The Nobbies แล้วต่อไปยัง Phillip Island Nature Parks แนะนำให้ใช้อีกเส้นทาง เป็นทางไม่มีหมายเลขที่มีชื่อว่า The Blvd ถนนเส้นนี้แม่งสวยโคตร เป็นถนนเลียบชายฝั่งที่ข้างถนนเป็นทุ่งหญ้าสีเหลือง สวยจริงๆ แนะนำให้ขับมาเส้นนี้

นอกจากทางที่มันสวยโคตรแล้วๆ วิวข้างทางก็ยังดีงามอีกด้วย // ตอนที่นี่ขับมาคือไม่มีคนขับบนถนนเส้นนี้เลย เลยจอดรถลงไปถ่ายรูปเล่น

ดูพาเหรดเพนกวิน

โผล่มายัง Phillip Island Nature Parks ที่เป็นไฮไลท์สุดของทริปนี้ เพราะเราจะมาดูเพนกวินที่ตัวเล็กที่สุดในโลกเดินขึ้นจากทะเลมาบ้านของมันบนเกาะในศูนย์เพนกวินนี่แหละ ซึ่งการมาดูเพนกวินนั่น เราต้องจัดโปรแกรมเที่ยวให้มาอยู่อันสุดท้าย เพราะกว่าเพนกวินมันจะขึ้นฝั่งมาคือตอนพระอาทิตย์ตกดินเท่านั้น ดังนั้น เช็คเวลาที่เว็บเค้าให้ดีๆ เพราะแต่ละฤดู พระอาทิตย์ตกคนละเวลากัน อย่างหน้าหนาวห้าโมงเย็นพระอาทิตย์ก็ตกแล้วนะ ส่วนตอนที่ผมไปคือไปเที่ยวช่วงหน้าร้อน พระอาทิตย์ตกสองทุ่มโน้น .. และจะบอกว่ารีบมาก็ดี เพราะคนเยอะโคตร ใครมาก่อนได้จองที่นั่งด้านหน้าก่อนนะแจ๊ะ

บัตรดูเพนกวินมี 3 แบบตั้งแต่ General Viewing ($25.70), Penguins Plus ($50) และ Underground ($65) ซึ่งราคาแตกต่างกันชิบหาย ด้วยความจน นี่เลยเลือกอันถูกสุดตามที่ซื้อ Parks Pass ไป คือดูบนอัฒจรรย์ที่เป็นที่นั่งกว้างๆ มองเห็นเพนกวินได้ไกลๆ (แม่งไกลจริง) ถ้าใครอยากดูเพนกวินเดินกลับบ้านแบบใกล้ชิดมากขึ้น ก็ให้เลือกแบบ Penguin Plus ซึ่งราคามันแพงดับเบิ้ลไปเลย หรือไม่งั้นอาจจะเลือกดูแบบ Underground ที่เราจะแอบดูเพนกวินใต้ดินไปเลย 5555555

ภายใน Phillip Island Nature Parks ก็มีจะห้องนิทรรศการเยอะแยะมากมายที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเพนกวิน รวมถึงบอกชนิดของเพนกวินต่างๆที่มีอยู่บนโลก รวมถึงบอกว่า .. เจ้าเพนกวินที่เราจะได้ดูคือเพนกวินที่มีขนาดตัวเล็กที่สุดในโลกแล้วนะ! ดูกันเสร็จแล้ว รีบเดินออกไปจองที่นั่งบนอัฒจรรย์ได้เลย แต่บอกก่อนเลยว่าให้เตรียมเสื้อหนาวดีๆ เพราะหนาวมากกก .. แล้วคือเราต้องนั่งตรงนั้นเป็นชั่วโมงเพื่อรอเพนกวินออกมาจากทะเลนี่แหละ

 

การดูเพนกวินที่นี่ เค้าจะไม่ให้เราถ่ายรูปนะ เพราะบางครั้งที่เราถ่ายรูปแล้วแฟลชมันเปรี้ยงออกมา แสงแฟลชสามารถทำลายการมองเห็นของเพนกวินได้ และเป็นผลให้เพนกวินเดินหลงทางที่จะเข้ารัง ซึ่งรู้มั้ยว่า ในหลายๆรังนั้นมีลูกน้อยของเพนกวินที่กำลังรออาหารจากพ่อแม่ของมันอยู่ โดยตัวผมเองไม่ได้ถ่ายรูปเลยตอนเพนกวินออกมา เจ้าหน้าที่บอกว่า .. ใครอยากได้รูปให้ไปโหลดในเว็บเอานะจ๊ะ

ประกาศห้ามถ่ายรูปหลายรอบขนาดนี้ มันจะมีนักท่องเที่ยวบางกลุ่มแอบเอากล้องมือถือออกมาถ่าย แล้วแสงแฟลชออกมาพรึมๆ โดนคนมองแถมคำด่าด้วยนะจ๊ะ ฝรั่งเค้าด่ากันเลย ซึ่งนี่ก็หงุดหงิดพวกคนที่แอบถ่ายเหมือนกัน อีห่า เค้าประกาศกันปาวๆ มึงไม่รู้เรื่องหรอ ถ่ายรูปไปก็ถ่ายไม่ชัดอยู่ดี เพราะตรงนั้นมันมืดมาก พอมืดมาก แฟลชแม่งก็ออกอัตโนมัติไง

 

(รูปจาก penguins.org.au/photo-gallery)

 

สรุป การดูเพนกวินมันคุ้มมั้ย? มันก็เป็นประสบการณ์การเที่ยวที่แปลกใหม่ดี
แนะนำให้มามั้ย? ถ้าขับมาถึงเกาะฟิลลิปแล้ว ก็มาดูเถอะจ้า แหม๊ 😅

 

หลังจากดูเสร็จคนก็กรูกันออกมา ทำให้รถติดกันเลยทีเดียว
และนี่แหละ คือการเที่ยววันเดย์ทริปที่ เกาะฟิลลิป (Phillip Island) สำหรับผม ผมว่าดีย์ ชอบบบบ

รีวิวออสเตรเลียอื่นๆ
— SYDNEY SERIES —

รีวิว Sydney / ซิดนีย์ (EP1)
► รีวิว Blue Mountains / บลูเมาเท่น (EP2)

— MELBOURNE SERIES —

► รีวิว Melbourne / เมลเบิร์น (EP1)
► รีวิว Grampiants / แกรมเปี้ยน (EP2)
รีวิว Phillip Island / ฟิลลิปไอส์แลนด์ (EP3)
รีวิว Great Ocean Road / เกรทโอเชี่ยนโรด (EP4)

— TASMANIA ROAD TRIP SERIES —

► รีวิว Hobart + Bruney Island (EP1)
► รีวิว Mount Field National Park + Lake Pedder (EP2)
► รีวิว Tassman National Park + Freycinet National Park (EP3)
► รีวิว Bay of Fires + Launceston (EP4)
► รีวิว Cradle Mountain National Park (EP5)

kotzhul@gmail.com

A world explorer and a gym addict who was born in 1990

NO COMMENTS

POST A COMMENT