HashCorner

รีวิว ปักกิ่ง (Beijing) เที่ยวจีน ต้องเที่ยวให้สุด

ปักกิ่ง (Beijing) นี่ถือเป็นอีกหนึ่งเมืองใน Bucket List ของก๊อตเลยนะ เพราะเราก็รู้จักประเทศจีนตั้งแต่เด็ก ได้ยินเกี่ยวกับกำแพงเมืองจีน รวมถึงประวัติศาสตร์ชาติจีนก็เยอะ การมาเที่ยวปักกิ่งเลยเหมือนการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์หน่อย เนื่องจากที่นี่คือศูนย์กลางประเทศและเต็มไปด้วยสถานที่สำคัญของจีนเลย ไม่ว่าจะเป็น จัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen Square) และ พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) นั่นเอง

นี่มีโอกาสได้มาเที่ยวปักกิ่งเลยจัดเต็มเลยจ้า เก็บครบทุกแลนด์มาร์ค รวมถึงยังเซอร์ไพรส์กับความอาร์ทและความติสของย่านอาร์ทดิสทริคของเค้าด้วย ปักกิ่งทริปนี้ในความรู้สึกก๊อตคือชอบมากกว่าเซี่ยงไฮ้อีก เพราะมันมีความกลมกล่อมในเรื่องของอารยธรรม ประวัติศาสตร์ ผสมกับความสมัยใหม่ และความอาร์ทที่โคตรคูลนั่นเอง บอกเลยว่าดีย์ และแนะนำมากว่าปักกิ่งคือเมืองที่ต้องมาซักครั้งในชีวิตนะเออ

แพลนเที่ยวปักกิ่ง 5 วัน 4 คืน

วันที่สถานที่เที่ยวในปักกิ่ง
1จัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen Square)
พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City)
สวนจิ่งซาน (Jingshan Park)
ถนนคนเดินหวังฝูจิ่ง (Wangfujing Pedestrian Street)
2พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace)
3วัดลามะ / หยงเหอกง (Yonghe Temple)
หอสักการะฟ้าเทียนถาน (Tiantan Temple of Heaven)
พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิฐแดง (Red-Brick Art Museum)
ถนนเฉียนเหมิน (Qianmen Street)
4กำแพงเมืองจีน – ด่านมู่เถียนยวี่ (Great Wall of China – Mingtianyu)
5เขตศิลปะ 789 (789 Art District)
ว่าง (Free-time)

ที่พักในปักกิ่ง 
Howard Johnson Paragon Hotel
ดูผ่าน Expedia.co.th  |  ดูผ่าน Booking.com  |  ดูผ่าน Agoda.com  |  ดูผ่าน Hotels.com  |  ดูผ่าน Trip.com

ปักกิ่ง วันแรก

เริ่มต้นวันแรกของการเที่ยว ปักกิ่ง (Beijing) นี่จะขอตระเวนเก็บแลนด์มาร์คที่สำคัญที่สุดของปักกิ่งกันก่อน ก็แหมมม .. ถ้าเราไปบอกคนอื่นว่ามาเที่ยวปักกิ่งเรียบร้อยแล้วว่ะ แต่ไม่ได้ไปเก็บแลนด์มาร์คสำคัญระดับชาติของพี่จีนนี่ก็แปลกอยู่นะ ซึ่งที่เที่ยวแรกในปักกิ่งที่เราจะต้นกันคือ จัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen Square) และเดินตระเว้นย้อนขึ้นทางทิศเหนือไปเรื่อยๆ ผ่าน พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) และจบที่ สวนจิ่งซาน (Jingshan Park) และจบวันด้วยการเดินเล่นช้อปปิ้งที่ ถนนคนเดินหวังฝูจิ่ง (Wangfujing Pedestrian Street) ซึ่งภาพรวมของปักกิ่งคือการเที่ยวและเรียนรู้ประวัติศาสตร์จีนของจริง ใครที่อินและรู้เรื่องประวัติศาสตร์จีน บอกเลยว่าอินและทำให้เราสนุกมากยิ่งขึ้นแน่นอน ป่ะ เริ่มเที่ยวกันดีกว่า!

ต้องบอกจริงจังว่า เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของจีนเข้มข้นมาก และเราจะอินมากเมื่อเราได้รู้เรื่องของเค้าแล้วได้ไปเที่ยวสถานที่จริง ดังนั้นนี่แนะนำมากให้เราอ่านประวัติคร่าวๆของพี่จีนไปก่อน บอกเลยสนุกแน่นอน ส่วนเรื่องราวที่ก๊อตเขียนในนี้เกิดจากการรีเสิร์ชส่วนตัว ทั้งการที่ได้ไปดูและหาอ่าน หากตรงไหนมีข้อมูลที่ผิดพลาด สามารถแย้งได้ทันทีเลย นี่ยินดีมากก 55555

จัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen Square)

มาเริ่มกันที่กลางเมืองกรุงปักกิ่งก่อนกับ จัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen Square) กับลานจัตุรัสที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก จุคนได้กว่าหนึ่งล้านคน และโดยรอบของจัตุรัสที่นี่ยังก็มีสถานที่สำคัญของรัฐบาลจีนล้อมรอบเยอะแยะอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City), อนุสรณ์สถานประธานเหมา (Mausoleum of Mao Zedong), ประตูเฉียนเหมิน (Qianmen Gate) และ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติจีน (National Museum of China) ซึ่งทั้งหมดนี้ ถือเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์สำคัญมากมายในประวัติศาสตร์ของจีนเลยทีเดียวแหละ โดยเฉพาะเหตุการณ์เทียนอันเหมิน ในปี 1989 ที่กลุ่มนักศึกษาจีนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย และถูกสลายการชุมนุมโดยรัฐบาล และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากนั่นเอง นับไปนับมาแล้ว เหตุการณ์เทียนอันเหมินผ่านเวลาจนครบ 30 ปีพอดี

สำหรับการเที่ยว จัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen Square) นั้นไม่ค่อยมีอะไรมากเท่าไหร่ เน้นเดินเล่นแล้วไปต่อยังสถานที่ต่อไปมากกว่า ฮ่าๆ ทางทิศใต้จะมี อนุสรณ์สถานประธานเหมา (Mausoleum of Mao Zedong) อยู่ ซึ่งวันที่ก๊อตได้ไปเที่ยวคือวันที่เค้าปิดพอดี ได้แต่ถ่ายรูปด้านหน้าและได้เห็นรูปปั้นวีชรที่ยกย่องผู้คนที่สร้างชาติจีนขึ้นมานั่นเอง หันหน้ามาฝั่งตรงข้าม ยังมี อนุสาวรีย์วีรชน (The Monument to the People’s Heroes) ตั้งตระหงานกลางจัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อรำลึกของวีรชนที่ต่อสู้และเสียชีวิตในเหตุการณ์ปฎิวัติประเทศในช่วงศตวรรษที่ 19-20 นั่นเอง

เดินผ่านแท่นศิลาอนุเสาวรีย์ เดินไปยังด้านหน้าของ พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) ตรงนี้แหละ ถือเป็นจุดฮิตของคนจีนในการถ่ายรูปกับพระราชวังต้องห้ามเลย คนจีนเยอะแยะเต็มไปหมด ซึ่งพวกเค้าจะถ่ายรูปกันก่อนที่จะข้ามถนนเพื่อเข้าพระราชวังต้องห้ามนั่นแหละ นี่ก็ไม่พลาดที่จะถ่ายรูปกับเค้าด้วยเหมือนกันนะเออ 5555

พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City)

ข้ามมาจาก จัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen Square) เดินเข้าไปมายัง พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) ต่อได้เลย สำหรับค่าเข้าชมของที่นี่จะอยู่ที่ราคา 40 หยวน เมื่อเราเดินเข้าไป บูธขายบัตรจะอยู่ทางด้านขวาสำหรับเงินสด ซึ่งโดยส่วนมากจะเป็นช่าวต่างนี่แหละที่มาซื้อกัน เพราะคนจีนเค้าซื้อบัตรผ่าน QR Code แล้วเดินเข้าได้เลย ส่วนใครที่อยากรู้เรื่องราวและอินกับพระราชวังต้องห้ามมากขึ้น นี่แนะนำให้เช่า Audio Guide ที่เป็นเครื่องบรรยายเสียงขณะเราเดินชมด้านในแต่ละจุด ที่กรี๊ดคือ มีภาษาไทยด้วยนะแจ๊ะ ส่วนราคาเช่านี่จำไม่ได้ ให้เราเช็คตรงทางเข้าได้เลย เค้าจะมีบูธให้เช่าอยู่ด้วย เริ่มเที่ยวเลย!

พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) ถือเป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นรวมกว่า 720,000 ตารางเมตร กับพระตำหนักจำนวนกว่า 980 ตึก และมีห้องต่างๆ จำนวน 8,728 ห้อง บอกเลยว่าเที่ยววันเดียวก็ไม่หมด เพราะมันใหญ่ม๊าก ซึ่งทริปนี้ก๊อตจะเที่ยวเดินยาวเป็นรูทตรง ผ่านตำหนักที่สำคัญๆ แล้วก็มีแว๊บไปส่วนอื่นๆนิดหน่อย แค่นี้ก็หมดไปครึ่งวันแล้วจ้า 55555555

รายละเอียดของแต่ละพระตำหนักคือเยอะมากจริงๆ ถ้าจะให้เขียนทั้งหมดในรีวิวนี้ก็คงจะไม่ไหว เอาเป็นว่าก๊อตจะย่อคร่าวๆ เป็นพื้นความรู้ก่อนที่เราจะเข้าไปเที่ยวแล้วกันเนอะ พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) นี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1406 โดย จักรพรรดิหย่งเล่อ ในช่วงราชวงศ์หมิง โดยแบ่งเป็นวังหน้า (Outer Court) ที่มีอยู่ 3 ตำหนักสำคัญ ใช้สำหรับฮ่องเต้ออกว่างานราชการต่างๆ รวมถึงงานพิธีในราชสำนัก ซึ่งนี่มีสิ่งหนึ่งที่อยากให้สังเกตคือ วังหน้าจะไม่มีต้นไม้ซักต้นเลยแหละ เนื่องจากวังหน้าเป็นสถานที่ใช้งานในราชสำนัก ดังนั้นฮ่องเต้ต้องเฉิดฉายพระบารมีอย่างที่สุดเนื่องจากเค้าเชื่อกันว่าฮ่องเต้เป็นโอรสแห่งสวรรค์ และไม่มีอะไรที่สามารถบดบังฮ่องเต้ได้นั่นเอง อีกส่วนหนึ่งคือวังชั้นใน (Inner Court) คือที่ประทับส่วนตัวของฮ่องเต้และพระมเหสี เป็นพื้นที่ร่มรื่น ต้นไม้เยอะ ซึ่งแตกต่างอย่างมากกับวังชั้นนอกนั่นเองเด้อ

⭐️ตำหนักไถ่เหอ (Hall of Supreme Harmony / Taihedian)

รูทการเดินตั้งแต่ทางเข้า จะเริ่มตั้งแต่ประตูไถเหอ (Taihemen) เพื่อเข้าสู่วังในที่มีสามตำหนักสำคัญของวังหน้าที่ห้ามพลาด เริ่มตั้งแต่ ตำหนักไถ่เหอ (Hall of Supreme Harmony / Taihedian) ที่เป็นตำหนักที่สำคัญที่สุดของพระราชวังต้องห้ามและสูงที่สุดในจักรวรรดิจีนตอนนั้น โดยห้ามมีตึกไหนสูงกว่าตึกนี้โดยเด็ดขาด เพราะที่นี่เป็นศูนย์กลางการอออกว่าราชการแผ่นดิน รวมถึงพิธีราชสำนักสำคัญต่างๆ ของฮ่องเต้ ตั้งแต่การราชาภิเศก งานคล้ายวันเกิด รวมถึงงานพิธีอภิเษกสมรสต่างๆอีกด้วย

⭐️ตำหนักจงเหอ (Hall of Central Harmony / Zhonghedian)

ต่อมาเป็น ตำหนักจงเหอ (Hall of Central Harmony / Zhonghedian) เป็นตำหนักที่เล็กที่สุดของวังหน้า ใช้สำหรับเป็นที่พักของฮ่องเต้ก่อนออกราชการแผ่นดินที่ตำหนักไถ่เหอ ที่เราพึ่งเดินผ่านมา

⭐️ตำหนักเป่าเหอ (Hall of Preserved Harmony / Baohedian)

สุดท้ายของวังหน้า คือ ตำหนักเป่าเหอ (Hall of Preserved Harmony / Baohedian) ใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองต่างๆ รวมถึงยังเป็นสถานที่จัดสอบจอหงวน ที่ฮ่องเต้เป็นผู้ออกข้อสอบและคุมสอบด้วยพระองค์เองอีกด้วย ซึ่ง 10 อันแรกของคนที่ได้คะแนนสูงสุดของการสอบจอหงวน จะได้รับการประกาศขานชื่อจากฮ่องเต้สู่สาธารณะชนอีกด้วย ซึ่งเค้าถือว่าเป็นเกียรติอันสูงสุดเลย

ตำหนักเฉียนชิงกง (Palace of Heavenly Purity / Qianqinggong)

จากวังหน้า ผ่านเข้ามาวังชั้นใน กับตำหนักแรก ตำหนักเฉียนชิงกง (Palace of Heavenly Purity / Qianqinggong) ที่องค์ฮ่องเต้ใช้เป็นสถานที่สำหรับลงนามและตรวจเอกสารต่างๆ รวมถึงมีการจัดงานรื่นเริงตามโอกาสต่างๆอีกด้วย นอกจากนี้ ที่นี่ยังเป็นสถานที่สำหรับจัดงานพระบรมศพ โดยวางพระโกศขององค์ฮ่องเต้ไว้เพื่ออาลัยก่อนที่จะย้ายไปยังเขาจิ่งซาน (Jingshan Hill) เพื่อทำพิธีทางศาสนาต่อนั่นเอง

ตลอดระยะเวลาทั้งหมด 500 กว่าปี ของ พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) ที่ถูกใช้โดยจักรพรรดิ์ในราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง สุดท้ายในปี 1911 เกิดการปฎิวัติซินไห่ เพื่อโค่นอำนาจของจักพรรดิ์ราชวงศ์ชิงลงจากอำนาจ องค์ฮ่องเต้ผู่อี๋ถือเป็นจักรพรรดิ์องค์สุดท้ายที่ได้ใช้พระราชวังนี้ และถือเป็นการสิ้นสุดการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และจักรวรรดิจีน ที่มีอายุกว่า 2,000 ปีของจีนโดยสมบูรณ์

สวนจิ่งซาน (Jingshan Park)

เดินออกมาจากประตูทางเหนือของ พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) นี่บอกเลยว่ามันจะไม่คอมพลีท ถ้าเราไม่ได้ข้ามถนนแล้วมาเที่ยว สวนจิ่งซาน (Jingshan Park) ด้วย เพราะที่สวนนี้จะมีเขาจิ่งซานที่เราสามารถปีนขึ้นไปดูวิว พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) อันยิ่งใหญ่ได้แบบเต็มตา และสวยงามม๊าก ซึ่งเวลาที่เหมาะสมที่ควรมาคือ ช่วงเวลาตอนเย็นๆ ใกล้พระอาทิตย์ตกนั่นแหละ ขึ้นมาแล้ว มานั่งชิลๆ กินลมชมวิวเพลินๆ นี่โคตรแนะนำ อีกทั้งค่าเข้ายังไม่แพงด้วย 2 หยวนเบาๆ เท่านั้น

เขาที่เราไปปีนใน สวนจิ่งซาน (Jingshan Park) นั้น จริงๆคือมนุษย์สร้างขึ้นจากดินที่สุดเป็นคลองรอบพระราชวังนะเออ ซึ่งเขาทั้งหมดในสวนจิ่งซานนี้จะมีทั้งหมดอยู่ 5 ลูก โดยลูกที่ยอดสูงสุดสำหรับการไปดูวิว พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) คือเขาตรงกลางที่มีศาลาวันชุน (Wanchun Pavilion) ให้เรานั่งดูวิวนั่นเอง ฮ่า

เดินอยู่ด้านล่างคนไม่ค่อยเยอะ แต่พอได้ขึ้นไปถึงศาลาด้านบนนี่ถึงเซอร์ไพรส์ เพราะว่าคนเยอะมากกกก แต่ยังดีที่ไม่เยอะขนาดแน่นเอี๊ยดไม่มีที่นั่ง จากนั้นเราก็นั่งเพลินพร้อมพักเหนื่อยจากการเที่ยวพระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) ไปด้วยเลย เสียดายที่ก๊อตไม่ได้อยู่จนถึงพระอาทิตย์ตก เพราะนี่ไปเร็วเกิน กว่าพระอาทิตย์จะตกนี่อีกตั้งชั่วโมงกว่า เลยตัดสินใจไปที่อื่นต่อเลยดีกว่า 555555

ถนนคนเดินหวังฝูจิ่ง (Wangfujing Pedestrian Street)

เสร็จจาก สวนจิ่งซาน (Jingshan Park) ก็เย็นๆ ค่ำๆ แล้ว นี่ก็เลยขอไปเดินเล่นช้อปปิ้งหน่อยแล้วกัน ซึ่งถนนช้อปปิ้งที่ก๊อตจะไปนั่นคือ ถนนคนเดินหวังฝูจิ่ง (Wangfujing Pedestrian Street) ที่เค้ายกให้เบอร์หนึ่งของถนนช้อปปิ้งในปักกิ่ง เพราะที่นี่เต็มไปด้วยห้าง ร้านแบรนด์ต่างๆเยอะม๊าก ไม่ว่าจะเป็น Apple Store รวมถึงแบรนด์ฮิตในเครือ Inditex พวก Zara, Pull & Bear และ Bershka รวมถึงมี H&M, Adidas, Nike ซึ่งโดยรวมๆ ราคาขายหน้าช้อปถูกกว่าเมืองไทยด้วยนะ ซึ่งอันนี้ถ้าเราอยากช้อปปิ้งจริงจังละก็ แนะนำทำการบ้านก่อนไปด้วยเน้อ

ส่วนเรื่อง TAX Refund นี่อ่านมาว่าเซี่ยงไฮ้ กับปักกิ่ง สามารถทำ TAX Refund 11% สำหรับนักท่องเที่ยว ได้แล้วตามเฉพาะห้างใหญ่ ส่วนตัวตอนนี่ไปได้ลองถามหน้าร้านอย่างพวก Adidas งี้ แต่ละคนคือไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ สรุปนี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า จะรู้ได้ไงวะ ว่าร้านไหนเข้าร่วม TAX Refund เพราะนี่ขนาดช้อปปิ้งร้านแบรนด์งี้ แต่ละคนยังไม่รู้เรื่องเลยจ้า ซึ่งถ้าใครมีประสบการณ์ อยากลองช่วยคอมเมนต์บอกกันหน่อยเนอะ ว่าสังเกตยังไงว่าร้านไหนเข้าร่วม TAX Refund บ้าง

อีกเรื่องนอกจากช้อปปิ้งคือ เค้าบอกกันว่า ถนนคนเดินหวังฝูจิ่ง (Wangfujing Pedestrian Street) มีร้านเป็ดปักกิ่งเจ้าเด็ดอยู่ (ชื่อร้านอะไรจำไม่ได้) ซึ่งถ้าใครอยากลอง ต้องลองเซิร์จกันหน่อย ส่วนก๊อตนั้น คือเดินเพลินเว่อร์ ช้อปสนุกสนาน รูปไม่ค่อยได้ถ่าย กว่าจะกลับถึงโรงแรมเอาสลบเลยจ้า 555555

ปักกิ่ง วันที่ 2
พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace)

วันแรกของปักกิ่งผ่านไปกับ พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) ส่วนวันที่สองนี่ขอยกให้กับ พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) ไปเลยแบบเกือบเต็มวัน หลายคนอาจจะคิดว่า เห้ยยย มันใช้เวลาขนาดนั้นเลยหรอ นี่จะบอกว่า เออเว้ย พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) มันใหญ่ม๊ากกกกกก มีหลายโซนและหลายจุดให้เดิน แนะนำให้ไปเที่ยวแบบชิลๆ เดินไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน เพราะที่นี่คือสวยจริง และเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวในปักกิ่งที่ห้ามพลาดเท่ากับ พระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) เลยล่ะ

⚡️ สำหรับการมาเที่ยว พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) ก๊อตจะมารถไฟใต้ดินที่สถานีเป่ยกงเหมิน (Beigongmen) เพื่อเข้าประตูทิศเหนือของพระราชวังเนอะ ส่วนขากลับจะออกทางประตูทิศตะวันออกแทน โดยก๊อตจะนั่งรถเมล์กลับเข้าใจกลางเมือง หรือถ้าขยันเดินหน่อยก็เดินไปอีก 850 เมตร เพื่อขึ้นรถไฟใต้ดินสถานีซีหยวน (Xiyuan Station) ได้นั่นเอง

ในส่วนของบัตรค่าเข้านั้น จะมีทั้งแบบบัตรเข้าชม พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) ที่ไม่รวมบัตรเข้าแลนด์มาร์สำคัญด้านใน ราคา 30 หยวน และแบบคอมโบรวมทุกบัตรค่าเข้าทั้งหมด ในราคา 60 หยวน ส่วนตัวก๊อตคิดว่า ซื้อแบบธรรมดา 30 หยวน แล้วค่อยมาซื้อบัตรเข้าแต่ละสถานที่ด้านในก็ได้ เพราะขนาดพื้นที่พระราชวังมันใหญ่มาก และใช้เวลาเดินเยอะมากจริงๆ ทีนี้เราอาจจะเข้าได้ไม่หมดเพราะเวลาไม่พอ ซึ่งอย่างก๊อตเองนั้น ยังเข้าได้แค่สองที่ นั่นคือ ถนนตลาดซูโจว (Suzhou Market Street) และ หอฝอเซียง (Tower of Buddhist Incense) หลังจากนั้นเวลาก็หมด อดเข้า 555555 // เอาล่ะ มาเริ่มกันเลย! โดยก๊อตขอเขียนเป็นแต่ละแลนด์มาร์คเนอะ ทั้งหมดนี้คือดีย์

ก่อนไปเที่ยว ขอให้มารู้จักสถานที่กันก่อน พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) นั้น เรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า ‘อี๋เหอหยวน’ มีประวัติศาสตร์มากกว่า 800 ปี ตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์จิ๋น โดยเริ่มจากการที่พื้นที่แห่งนี้มีทิวทัศน์สวยงาม และตั้งอยู่ไม่ไกลจากปักกิ่ง จากนั้นที่นี้ก็ถูกเพิ่มความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่เชื้อพระวงศ์และชนชั้นสูงได้มามาพักผ่อนหย่นใจ จนกระทั้งปี 1750 ที่จักรพรรดิเฉียนหลง ได้สร้างพื้นที่แห่งนี้ให้ยิ่งใหญ่มากขึ้นโดยการขุดทะเลสาบเพิ่ม (ทะเลสาบคุณหมิง / Kunming Lake) และนำดินนั้นมาถมเป็นเขาวั่นโซ่วซัน (Wengshan Hill / 万寿山) แปลเป็นภาษาไทยว่า ‘ภูเขาหมื่นปี’ ที่สูงตระหง่านและเป็นที่ตั้งของพระราชวังและสวนต่างๆ นั่นเอง

ผ่านมาเนิ่นนาน จนกระทั้งช่วงที่ชาติตะวันตกได้เข้ามารุกรานประเทศจีน ทหารพันธมิตรอังกฤษ-ฝรั่งเศส ได้เข้ามาเผาทำลายเมื่อปี 1860 จากนั้น พระนางซูสีไทเฮาได้บูรณะใหม่ในปี 1866 และโดนเผาทำลายอีกรอบจากกองทหารจากมหาอำนาจจักรวรรดินิยมในปี 1900 และบูรณะอีกครั้งหลังจากนั้น 3 ปี สุดท้าย พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) ได้มาสิ้นสุดประวัติศาสตร์จากการปฏิวัติซินไฮ่ และการล่มสลายของราชวงศ์ชิง จนในที่สุด จีนได้ประกาศให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นสวนสาธารณะ และ UNESCO ขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกต่อมา เห็นแบบนี้แล้ว พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญในจีนที่ผ่านเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มาอย่างโชกโชนเหมือนกันนะเออ

⭐️ ถนนตลาดซูโจว (Suzhou Market Street) — ค่าเข้า 10 หยวน

หลังจากเข้าประตูทิศเหนือมา สถานที่แรกที่อยากให้แวะนั่นคือ ถนนตลาดซูโจว (Suzhou Market Street) ที่เค้าสร้างจำลองถนนค้าขายในเมืองซูโจวนั่นเอง จะบอกว่าที่นี่ถ่ายรูปสวยมากก มีความสวยงามกับตลาดแบบจีนที่อาจจะไม่เก่าแก่ดั้งเดิมมาก แต่ถ่ายรูปแล้วคือดีย์นะแจ๊ะ

หลายคนอาจจะงงว่า ทำไมถึงมี ถนนตลาดซูโจว (Suzhou Market Street) อยู่ใน พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) ด้วย? มันก็มีเรื่องเล่าขานกันว่า เฉียนหลงฮ่องเต้ ได้เดินทางไกลไปยังเมืองซูโจว ทีนี้ฮ่องเต้ได้เจอแม่ชีนางหนึ่งที่สวยงามจนฮ่องเต้หลงเสน่ห์ และอยากพาแม่ชีกลับไปที่ปักกิ่งด้วย แต่ทีนี้มันก็อาจจะผิดประเพณีซักหน่อยที่จะให้แม่ชีเป็นนางสนม ฮ่องเต้เลยสร้างวัดใหม่เพื่อแม่ชีโดยเฉพาะที่ปักกิ่ง เพื่อที่ฮ่องเต้จะได้ไปหาได้สะดวก แต่แล้วผ่านไปแม่ชีก็คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนไง ฮ่องเต้ก็เลยสร้าง ถนนตลาดซูโจว (Suzhou Market Street) ขึ้นมาใหม่ใกล้วัง และพาแม่ชีมาเซอร์ไพรส์ที่นี่ ประหนึ่งเสมือนกลับมาที่บ้านเกิดให้หายคิดถึงนั่นเอง อ่ะ เริ่ดดด

⭐️วัดทิเบตสี่แผ่นดิน (Four Great Regions)

วัดทิเบตสี่แผ่นดิน (Four Great Regions) ใน พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) นี่ถือเป็นสถานที่สไตล์พุทธทิเบตที่ใหญ่ที่สุดในเมืองปักกิ่งแล้วนะเออ ความเจ๋งของวัดทิเบตนี้คือ ฝั่งทางทิศเหนือจะเป็นตึกสไตล์ทิเบต ส่วนฝั่งทางทิศใต้จะเป็นตึกสไตล์ฮั่นนะ ใครที่ได้ไปลองสังเกตหันดู ตรงนี้เราต้องข้ามวัดทิเบตเพื่อไปยังสถานที่ต่อไปนั่นคือ หอฝอเซียง (Tower of Buddhist Incense) เน้อ

⭐️หอฝอเซียง (Tower of Buddhist Incense) + วิหารไผหยุน (The Hall of Dispelling Clouds) — ค่าเข้า 10 หยวน

หอฝอเซียง (Tower of Buddhist Incense) แทบจะเป็นสัญลักษณ์ของ พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) เลยแหละ เพราะหอนี้เป็นหอที่ตั้งอยู่กลางเขาวั่นโซ่วซัน เห็นเด่นชัดจากทุกมุมจากภายในพระราชวังฤดูร้อนเลยทีเดียว ด้านในของหอฝอเซียงจะเป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมพันมือบนฐานดอกบัว 999 กลีบ เจ้าแม่กวนอิมองค์นี้มีอายุเกือบ 450 ปีแล้วนะเออ

วิวที่สวยที่สุดของ พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) คือด้านหน้าประตูรั้ว หอฝอเซียง (Tower of Buddhist Incense) นะเออ เราสามารถมองเห็นทะเลสาบคุณหมิงได้ไกลสุดลูกหูลูกตามากกกก และโคตรสวยอ่ะ! อันนี้ประทับใจจริง และสวยจริง ดังนั้น ใครที่มาเที่ยวที่นี่แล้ว ไม่ยอมเข้ามาในส่วนของหอฝอเซียงเพราะเสียดายเงินนี่ โคตรพลาดเลยนะเว้ย

เมื่อเราดูวิวจะอิ่มเอมใจแล้ว เดินบันไดลงมาด้านล่างตรงฐานของ หอฝอเซียง (Tower of Buddhist Incense) ตรงนี้เค้าจะเรียกว่า วิหารไผหยุน (The Hall of Dispelling Clouds) ที่แปลกได้ว่า ‘เมฆที่ปลิวออกมา’ ที่เปรียบเปรยว่าวิหารแห่งนี้สวยเว่อวังดุจวิหารบนสวรรค์นั่นเอง เค้าบอกกันว่า ที่นี่เคยใช้เป็นห้องบรรทมของพระนางซูสีไทเฮา อยู่ๆเมื่อย้ายเข้าไป พระนางก็เกิดประชวรโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยพระนางเชื่อว่าเราไม่ควรสร้างห้องบรรทมใกล้สถานที่เขตศักดิ์สิทธิ์เกินไป (องค์เจ้าแม่กวนอิมที่ประดิษฐานอยู่ที่หอฝอเซียง) จากนั้นพระนางจึงย้ายห้องบรรทมไปส่วนอื่น และเปลี่ยนวิหารไผหยุนเป็นที่จัดพิธีฉลองวันพระราชสมภพของพระนางแทน

⭐️ทะเลสาบคุณหมิง (Kunming Lake)

ที่สุดท้ายของการเที่ยวพระราชวังฤดูร้อน นั่นคือ ทะเลสาบคุณหมิง (Kunming Lake) ที่เราจะเดินเล่นรอบทะเลสาบ รวมถึงดูวิวพระราชวังที่มีหอฝอเซียงตั้งตระหง่ายและเป็นมุมฮิตที่เราเห็นกันบ่อยๆ นั่นเอง เห็นทะเลสาบคุณหมิงกว้างใหญ่ขนาดนี้ ที่เซอร์ไพรส์คือ ทะเลสาบนี้มนุษย์สร้างขึ้นเองนะแจ๊ะ แถมยังมีความลึกแค่ 1.5 เมตร เท่านั้นเอง

นี่แนะนำให้เราเดินเล่นมายังเกาะเล็กๆ ตรงข้ามกับพระราชวังได้เลย เมื่อเราเดินมาทางเกาะเล็กๆนี้ เราจะผ่านรูปปั้นวัวสำริด พาวิลเลี่ยน สะพานหินอ่อน และยังได้เห็ยวิวสวยๆ ของพระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) อีกด้วยเด้อ ตอนที่ก๊อตมา กว่าจะเที่ยวเสร็จนี่ใช้เวลาไปเกือบหนึ่งวันเต็มเลยจย้า เสร็จแล้วได้เห็นพระอาทิตย์ตกตรงนี้พอดี บอกเลยว่าโคตรสวย ถือเป็นการจบวันของการเที่ยววันที่สองได้อย่างดีเลย เลิฟ

ปักกิ่ง วันที่ 3
วัดลามะ / หยงเหอกง (Yonghe Temple)

เริ่มต้นวันที่ 3 ด้วยการไปวัด ไหว้พระขอพรกันก่อนที่ วัดลามะ / หยงเหอกวง (Yonghe Temple) ซึ่งถือเป็นวัดที่สวยงามและเป็นวัดศาสนาพุทธนิกายทิเบตแห่งเดียวในปักกิ่งอีกด้วย วัดแห่งนี้ถือว่ามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาก สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1694 โดยแต่ก่อนนั้นที่นี่เป็นเคยเป็นพื้นที่พระราชวังที่ประทับขององค์ชาย 4 ‘หย่งเจิ้ง’ ของคังซีฮ่องเต้ มาก่อน จากนั้นปี 1744 เมื่อองค์ชายหย่งเจิ้งได้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้องค์ที่ 3 พระองค์ได้พระราชทานพื้นที่สร้างเป็นวัดลามะนิกายจีวรเหลือง และกลายเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธนิกายทิเบตจนถึงปัจจุบัน

🚈สำหรับการเดินทางมายังวัดลามะ / หยงเหอกง (Yonghe Temple) ให้เรานั่งรถไฟฟ้าสาย 2 หรือ สาย 5 แล้วมาลงยังสถานี Yonghergong ได้เลย ออกประตู C จากสถานีมาปุ๊ป เจอปั๊ป แต่ประตูทางเข้าอาจจะต้องเดินมานิดหน่อยเนอะ ส่วนค่าเข้าวัดนั้น สนนอยู่ที่ 25 หยวนครับผม

เมื่อเราซื้อบัตรและเดินผ่านประตูเข้ามา ให้เราเดินตรงยาวมาเรื่อยๆ เผื่อชมและไหว้สักการะพระพุทธรูปในแต่ละหอพระตำหนักได้เลย ซึ่งเลยเอาท์ของวัดนั้นจะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยเราสามารถเดินทะลุพระตำหนักในแต่ละชั้นไปได้เรื่อยๆ ตั้งแต่มหาตำหนักยงเหอกง (雍和门大殿, Yōnghémén Dàdià), ตำหนักหย่งโย่ว (永佑殿, Yōngyòu Diàn), ตำหนักฝ่าหลุน (法轮殿, Fălún Diàn) และพระตำหนักชั้นในสุด หอหมื่นสุข (万福阁, Wànfú Gé) นั่นเอง นี่จะบอกว่า ตอนแรกคิดว่าใช้เวลาเที่ยวที่นี่ไม่นานเท่าไหร่นัก เพราะวัดใหญ่มากกกกก กว่าจะเดินถึงชั้นในสุดและเดินกลับออกมา ใช้เวลาไปพอสมควรเลย ฮ่าๆ

พระตำหนักที่สำคัญที่สุดที่ห้ามพลาดเลยคือ หอหมื่นสุข (万福阁, Wànfú Gé) ด้านในสุดที่มีพระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรยปางยืน ความสูง 26 เมตร ที่แกะสลักด้วยไม้กฤษณาขาวท่อนเดียว จากเนปาลที่องค์ดาไลลามะที่ 7 ถวายให้กับเฉียนหลงฮ่องเต้ ในปี 1753 ซึ่งความยิ่งใหญ่ของพระพุทธรูปพระศรีอริยเมตไตรยองค์นี้ ถือเป็นพระพุทธรูปไม้แกะสลักที่สูงที่สุดในโลก และยังได้ถูกบันทึกใน Guinness Book อีกด้วย ของจริงคือสวยและยิ่งใหญ่มากจริงๆ

หอสักการะฟ้าเทียนถาน (Tiantan Temple of Heaven)

อีกหนึ่งแลนด์มาร์คของปักกิ่งที่โคตรดัง รองจากพระราชวังต้องห้าม (The Forbidden City) และ พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) คือ หอสักการะฟ้าเทียนถาน (Tiantan Temple of Heaven) ที่ใครหลายคนอาจจะได้เคยเห็นรูปตำหนักทรงกลมอันโด่งดังมาบ้าง ซึ่งขนาดพื้นที่ทั้งหมดของที่นี่ก็ใหญ่อลังการเว่อร์วังมากนะแกร

⚡️หอสักการะฟ้าเทียนถาน (Tiantan Temple of Heaven) สร้างในปี ค.ศ. 1406 โดยจักรพรรดิหย่งเล่อ ราชวงศ์หมิง ในปีเดียวกันเป๊ะกับพระราชวังต้องห้าม แต่เมื่อเทียบขนาดไซส์กับพระราชวังต้องห้ามแล้ว ที่นี่คือใหญ่กว่า 4 เท่าเชียว ซึ่งพออ่านแล้วอาจจะหวาดเสียวว่าจะเดินเหนื่อยเหมือนที่พระราชวังต้องห้ามมั้ย นี่บอกก่อนว่าไม่ขนาดนั้น เพราะเราจะเก็บแค่ที่ไฮไลท์ ซึ่งมีทั้งหมดอยู่แค่ 3 อันเท่านั่นเอง เย่ 5555

🚈วิธีการมา หอสักการะฟ้าเทียนถาน (Tiantan Temple of Heaven) ให้เรานั่งรถไฟฟ้าสาย 5 เพื่อมาลงที่ สถานีเทียนถานตงเหมิน (Tiantan Dongmen) แล้วออกประตู A1 จากนั้น เดินมาอีกนิดนึงเพื่อเข้าประตูทางด้านตะวันออกของหอสักการะฟ้าเทียนถาน จากนั้นซื้อบัตรโลด โดยนี่แนะนำให้ซื้อบัตรคอมโบไปเลย ในราคา 34 หยวน ไม่ต้องไปซื้อแยกด้านใน โดยราคานี้จะรวมค่าเข้าสถานที่ไฮไลท์ด้านใน 3 ที่ ได้แก่ ตำหนักฉีเหนียนเตี้ยน (Qinian Pavilion / 祈年殿), ตำหนักหวงฉุงหยีว์ (Huangqiongyu Pavilion / 皇穹宇) และ แท่นหยวนซิวถาน (Huanqiu Altar / 圜丘) นะจ๊ะ

มาเริ่มที่แรกกันเลยกับตำหนักไฮไลท์สุดที่นี่เห็นรูปโคตรบ่อยใน Instagram นั่นคือ ตำหนักฉีเหนียนเตี้ยน (Qinian Pavilion / 祈年殿) นั่นเองจ๊า เห็นรูปสวยใน Instagram แล้วคนน้อยเว่อร์ แต่ความเป็นจริงตอนที่ไปนั้น คือคนเยอะมากก ฮัลโหล๊วว ฮือ แต่ถึงคนเยอะขนาดนี้ ตำหนักนี้ก็ใหญ่โตสวยงาม และความเจ๋งของการสร้างพระตำหนักนี้คือ ไม่ว่าจะมองทางด้านไหนของตำหนัก เราจะเห็นภาพตำหนักทรงกลมเดียวเหมือนกันหมด ซึ่งด้านในของตำหนักไม้นี้ไม่มีคานและไม่ใช้ตะปูในการสร้างซักชิ้นเลยนะเว้ย

เกร็ดความรู้เล็กน้อยที่อยากบอกคือ คนจีนเค้าเชื่อกันว่าสวรรค์นั้นมีทรงกลมโค้ง และเนื่องจากพระตำหนักแห่งนี้สร้างขึ้นให้จักรพรรดิ์ฮ่องเต้ทำพิธีบวงสรวงสวรรค์และเทวดา เพื่อให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ รวมถึงฟ้าฝนตกตามฤดูกาล ทำให้ตำหนักไม้แห่งนี้มีรูปร่างทรงกลมโค้งนั่นเอง ส่วนพื้นดินนั้น เค้าเชื่อกันว่ามีรูปทรงสี่เหลี่ยมแหละ

มาต่อกันที่ๆ สองคือ ตำหนักหวงฉุงหยีว์ (Huangqiongyu Pavilion / 皇穹宇) ที่เป็นตำหนักเก็บแผ่นป้ายเทพเจ้าที่ใช้ในพิธิบวงสรวงสวรรค์และเทวดานั่นเอง ความเก๋ของตำหนักนี้คือกำแพงล้อมรอบตำหนักที่เค้าเรียกกันว่า กำแพงสะท้อน (Echo Wall) ที่คนสองคนสามารถคุยกระซิบผ่านข้ามกำแพงทั้งสองฝั่งได้ ซึ่งนี่ไม่ได้ลองเล่นนะ ไปลองกันเอง 5555555

สุดท้าย คือ แท่นหยวนซิวถาน (Huanqiu Altar / 圜丘) หรือแท่นบวงสรวงฟ้าหินอ่อน ที่จักรพรรดิ์ใช้แท่นเพื่อบวงสรวงบูชาเทพเจ้า โดยจุดศูนย์กลางของแท่นจะมีแผ่นหินวงกลมโผล่ขึ้นมา ตรงนั้นเรียกว่า เทียนซินสือ (Tianxin Shi / 天心石) หรือ หินใจกลางสวรรค์ ที่หากเราเปล่งเสียงออกไปจากแผ่นหินนี้ เสียงจะขยายจนทุกคนได้ยินกันหมด ซึ่งหน้างานเค้าไม่มีใครมาเปล่งเสียงเล่นกันหรอก ส่วนมากคือมายืนกันบนแผ่นหินแล้วถ่ายรูปกันแค่นั้นเอง ถ้าใครไปยืนแล้วจะลองส่งเสียงให้คนอื่นหันมามองก็ได้นะ น่าสนุกก อยากรู้ว่ามันจะขยายเสียงได้ขนาดไหน 555555

รวมๆแล้ว พื้นที่ของ หอสักการะฟ้าเทียนถาน (Tiantan Temple of Heaven) อาจจะใหญ่โต แต่จริงๆแล้วใช้เวลาเที่ยวไม่นานเท่าไหร่ เพราะจุดไฮไลท์มีแค่สามที่เท่านั้น สถานที่อื่นในนี้ ถ้าใครมีเวลาอาจจะเดินเล่นต่อ แต่นี่แนะนำว่าเก็บเวลาไปเที่ยวที่อื่นต่อดีกว่าเด้อ

พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิฐแดง (Red-Brick Art Museum)

เที่ยวแลนด์มาร์คสำคัญในปักกิ่งเกือบหมดแล้ว นี่จะพาไปเที่ยวมิวเซียมที่ชิคและคูลที่สุดในปักกิ่งกับ พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิฐแดง (Red-Brick Art Museum) ที่บอกเลยว่า เด็ดมาก ดีทั้งงานแสดงนิทรรศการ และถ่ายรูปได้เก๋ เหมาะกับการลงรูปบน Instagram แล้วไลค์ทะลักที่สุด โคตรเลิฟฟ

สำหรับการเดินทางมายัง พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิฐแดง (Red-Brick Art Museum) ให้เราใช้รถไฟฟ้าใต้ดินมายังสาย 15 สถานี Maquanying Station ทางออก B เราจะเจอกับ Scitech Outlets จากนั้นจะเดินต่อไปยัง พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิฐแดง (Red-Brick Art Museum) ประมาณหนึ่งกิโลกว่าๆ หรือเรียกรถสามล้อแถวนั้นเอาก็ได้

ค่าเข้าชมมิวเซียมนั้น ราคาแรงนิดๆ โดยค่าบัตรจะอยู่ที่ 130 หยวน ใครมีบัตรนักเรียน อย่าพลาดที่จะยื่น เพราะเราจะได้ส่วนลดบัตรค่าเข้าชมเหลือ 110 หยวน (แต่ก็ถือว่ายังแพงอยู่ดี 55555)

สำหรับงานนิทรรศการที่นี่นั้นจะเป็นการจัดแบบหมุนเวียน ดังนั้น ใครที่มาเที่ยวหลังก๊อตอาจจะไม่ได้เจองานแบบเดียวกันเหมือนในรีวิวนี้ก็ได้ ซึ่งแต่ละงานบอกเลยว่าโคตรดีย์ ส่วนมากจะเป็นงานแบบ Contemporary Arts แบบร่วมสมัยที่ผสมผสานหลากหลายมีเดียเข้าด้วยกัน แถมมีหลากหลายชิ้นงาน แบ่งแยกโซนเป็นหลายห้อง ซึ่งนี่ยกให้ พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิฐแดง (Red-Brick Art Museum) เป็นอีกหนึ่ง Art Museum ที่ดีที่สุดของจีนแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้

ดูงานนิทรรศการด้านในแล้ว อย่าลืมที่จะเดินออกมายังด้านนอกทางประตูด้านหลังของมิวเซียมที่นี่ โดยด้านนอกเราเดินเล่นดูสถาปัตยกรรมของตึกที่ทำด้วยอิฐได้อย่างชิล แถมนี่บอกเลยว่าถ่ายรูปโคตรสวยยยย โดยวัยรุ่นจีนเค้ายกที่นี่เป็น Instagramable Spot ที่ชิคและเก๋ไก๋ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของจีนเลยทีเดียว

มุมฮิตของที่นี่ที่ขึ้นท็อปโพสต์บ่อยๆ ใน Instagram คือกำแพงที่เจาะช่องวงกลมเป็นทางเดินยาว มุมนี้เก๋มาก และจุดนี้คือจุดที่ต้องถ่ายรูปเมื่อได้มาเที่ยวที่นี่เลย คือเริ่ดอ่ะ เอาจริงงง

ถนนเฉียนเหมิน (Qianmen Street)

ถึงแม้จะเย็นมากแล้วก็ตามที แต่ความรู้สึกตอนนั้นคือ เอ้อ ยังไม่อยากกลับโรงแรมไง นี่ก็เลยมาเดินเที่ยวกันต่อที่ ถนนเฉียนเหมิน (Qianmen Street) ซึ่งอยู่ติดกับ หอประตูเฉียนเหมิน (Qianmen Gate Tower) ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของ จัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen Square) นั่นเอง ซึ่งเรามาได้ไม่ยาก สามารถนั่งรถไฟใต้ดินสาย 2 มาลงที่สถานีเฉียนเหมิน (Qianmen Station) ได้เลย

ถ้าให้พูดว่า ถนนเฉียนเหมิน (Qianmen Street) นั้นมีอะไร หลักๆ มันก็คือถนนช้อปปิ้งนั่นแหละ ซึ่งถ้าใครยังไม่สะใจกับการเดินช้อปปิ้งที่ ถนนคนเดินหวังฝูจิ่ง (Wangfujing Pedestrian Street) แนะนำให้มาที่นี่กันต่อได้เลย ส่วนตัวก๊อตแล้ว นี่คิดว่า ถ้าอยากช้อปปิ้งจริงจัง แนะนำให้ไปช้อปที่ถนนคนเดินหวังฝูจิ่ง ดีกว่า เพราะของเยอะกว่า และแบรนด์เยอะกว่ามาก แต่ถ้าใครอยากได้ฟีลลิ่งความเป็นเมืองเก่าที่อบอวลไปด้วยตึกรามบ้านช่องในสมัยราชวงศ์ชิงละก็ ถนนเฉียนเหมิน คือคำตอบจ่ะคุณ ส่วนใครที่เวลาเหลือเหมือนนี่ล่ะก็ เดินไปทั้งสองอันนั่นแหละ 5555555

ตัวก๊อตเองมาที่นี่ เน้นเดินเล่นและชมบ้านชมเมืองมากกว่า ด้วยความที่มาค่ำๆ แล้ว หลายร้านก็เริ่มปิดแล้วล่ะ แต่มันจะมีบางซอยจากถนนใหญ่ ที่นี่ไปค้นพบเจอมาคือ ถนนต้าชือหลาน (Dashilan Commercial Street) เราสามารถเดินเข้าไปและพบอีกโลกนึงที่เต็มไปด้วยร้านค้าและสตรีทฟู๊ด คนคือเยอะและพรึ่บพรั่บมาก นี่ก็เดินเล่นต่อและหาของกินไปเล้ย ซึ่งถ้าใครมาเที่ยวถนนเฉียนเหมินแล้ว อย่าลืมมาแวะตรงนี้ด้วยนะเออ

ปักกิ่ง วันที่ 4
กำแพงเมืองจีน – ด่านมู่เถียนยวี่ (Great Wall of China – Mutianyu)

มาถึงวันที่ 4 ของการเที่ยวปักกิ่งแล้วจ๊า ซึ่งวันนี้ทั้งวันของแพลนเที่ยวนั้น เราจะยกให้กับกำแพงเมืองจีนไปเลย โดยเราจะไปกันที่ กำแพงเมืองจีน ด่านมู่เถียนยวี่ (Great Wall of China – Mutianyu) นะแจ๊ะ เหตุผลที่ไปด่าน มู่เถียนยวี่ (Mutianyu) เพราะเป็นด่านที่ตัวกำแพงค่อนข้างสมบูรณ์ คนจีนเองเที่ยวน้อย เพราะส่วนมากจะเป็นฝรั่งที่มาเที่ยวกันด่านนี้ และสุดท้ายเลยคือ คนไม่เยอะมาก แถมมาด้วยสาธารณะด้วยนะเออ! ซึ่งนี่รีเสิร์ชอยู่นานว่าจะไปด่านไหนดี สุดท้ายจากเหตุผลที่บอกไป เลยกลายเป็นด่าน มู่เถียนยวี่ (Mutianyu) นั่นเอง

และถ้าถามถึงประวัติกำแพงเมืองจีนนี่ ต้องย้อนไปมากกว่า 2,300 ปีเลยแหละ (นานโคตรๆ) โดยตอนแรกในช่วงยุคก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้ แต่ละรัฐของจีนมีทั้งกลุ่มเล็ก-กลุ่มใหญ่ ทีนี้แต่ละรัฐก็สร้างกำแพงเมืองของตัวเองขึ้นมาเพื่อป้องกันข้าศึกต่างๆ แต่แล้วเมื่อ ฉินสื่อหวงตี้ (Qin Shi Huang) แห่งรัฐฉิน ได้ทำสงครามและรวมทุกรัฐเข้าด้วยกันเป็นประเทศจีน ท่านก็ได้สถาปนาตัวเองเป็นจักรพรรดิองค์แรก และสั่งให้เชื่อมต่อทุกกำแพงของทุกรัฐขึ้นมาเป็นกำแพงยาวกว่า 5,000 กิโลเมตร จนเค้าเรียกกำแพงนี้ว่า ‘กำแพงหมื่นลี้’ (Wan-Li Changcheng / 万里长城) ที่เราคุ้นชื่อกันดี โดยคำว่า ‘ลี้’ แปลว่าครึ่งนึงของหมื่น ก็คือตามความยาวของกำแพงในยุคนั้นนั่นเอง

จากยุคของจิ๋นซีฮ่องเต้ กำลังแพงเมืองก็ถูกสร้างและต่อเติมมาเรื่อยๆกว่า 2,000 ปี โดยเฉพาะในราชวงศ์หมิงที่สร้างกำแพงเมืองจีนเพิ่มอย่างเยอะ โดยเฉพาะด่านกำแพงเมืองจีนดังๆ ไม่ว่าจะเป็นด่านปาต้าหลิง (Badalin), ด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu) ที่เราจะไปกัน หรือแม้แต่ ด่านจินซานหลิ่ง (Jinshanling) ที่นักท่องเที่ยวชอบไปกันนั้น ก็เป็นกำแพงของราชวงศ์หมิงทั้งนั้นเลย

ใครที่มาถามว่า กำแพงเมืองจีน – ด่านมู่เถียนยวี่ (Great Wall of China – Mutianyu) เทียบกับด่านอื่นๆ แล้วเป็นยังไง บอกตอบตรงนี้เลยว่า ไม่รู้นาจา เพราะนี่ก็ไปเที่ยวมาด่านเดียวไงแกร นี่เลยเปรียบเทียบไม่ได้จริงๆ ว่าด่านไหนดีกว่ากัน แต่ที่แน่ๆ ของด่านยอดฮิตที่ ด่านปาต้าหลิง (Badaling) นั้น คนเยอะกว่าแน่นอน เพราะมันเดินทางไปง่ายที่สุดจากตัวเมืองปักกิ่ง (มั้ง) แถมคนจีนเอง จะเลือกมากันที่นี่เยอะนั่นเอง นี่ก็เลยตัดด่านปาต้าหลิงออกเป็นตัวเลือกแรกเลย 555555

วิธีการมา กำแพงเมืองจีน - ด่านมู่เถียนยวี่ (Great Wall of China - Mutianyu) #1 - วิธีที่ก๊อตไปมา
  1. ไม่ว่าเราจะมาจากไหน ให้เรามารถไฟใต้ดิน ที่ สถานีรถไฟตงจื๋อเหมิน (Dongzhimen) เมื่อมาถึงแล้ว ให้หาป้ายที่บอกทางไป Public Transport Hub (ทางออก B) แล้วเข้าไปสถานีรถเมล์ฝั่งเหนือได้เลย
  2. ให้เราขึ้นรถเมล์สาย 916 Express (ภาษาจีน: 916快 / 怀柔方向) มันจะมีป้ายใหญ่ๆ แต่ละสายบอกอยู่ อย่าขึ้นผิดนะจ๊ะ ดูเลขดีๆ แต่ต้องเป็นสาย Express ที่มีตัวอักษรจีน 快 ต่อท้ายด้วย // ราคาค่ารถเมล์อยู่ที่ 12 หยวน
  3. ขึ้นสาย 916 Express (ภาษาจีน: 916快 / 怀柔方向) นั่งประมาณ 1 ชั่วโมง ให้เราลงป้ายที่ 15 ที่ชื่อว่า Huai Rou Bei Da Jjie (怀柔北大街) รอฟังรถประกาศป้ายรถเมล์ Next Stop + ดูแมพไปด้วยจะดีมากก กันพลาด
  4. ลงป้ายรถเมล์ มาให้เราข้ามถนนเพื่อมาขึ้นรถเมลอีกสายคือ สาย H23 เพื่อไปกำแพงเมืองจีนด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu) (ระยะทางประมาณ 18 กม. – 50 นาที) // ป้ายตรงนี้จะเป็นป้ายเดียวกับ 916快 ขากลับไปยังกลางเมืองในปักกิ่ง
  5. แนะนำ ถ้าไม่อยากเสียเวลาเยอะ ให้เราขึ้นแท็กซี่จากป้ายที่ขึ้น H23 เลย // ตอนนั้นคือไปกับแฟนสองคนใช่ป่ะ แล้วคือเจอฝรั่งวัยรุ่นจากเยอรมันด้วยในรถเมล์ แล้วได้ทักทายกันงี้ ทีนี้ลงจากรถเมล์มา เราเลยหารกันขึ้นแท็กซี่ตรงนั้นเลยจ้า ที่พีคและเซอร์ไพรส์คือ ฝรั่งนางพูดภาษาจีนได้ จากคนละ 20 หยวน ต่อเหลือ 15 หรือ 10 หยวนต่อคนนี่แหละ 5555 สรุปก็คือ นี่ไม่ได้ขึ้นรถเมล์ สาย H23 นะ คือนั่งแท็กซี่มาเลย

เมื่อเรามาถึงแล้ว ก็ซื้อบัตรเข้ากำแพงเมืองจีนโลด ซึ่งบัตรของเค้า นอกจากจะเสียค่าเข้ากำแพงเมืองจีน (45 หยวน) แล้ว เค้ายังมีตั๋วแยกมาอีกว่าจะเดินขึ้นเอง (ฟรี) นั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นรอบเดียว (100 หยวน) หรือจะไป-กลับ (120 หยวน) หรือจะนั่งกระเช้าขึ้น-นั่งสไลด์เดอร์ลงมา (120 หยวน) ซึ่งนี่เอง แน่นอนว่าขี้เกียจเดินขึ้น-ลงเอง เลยเลือกแบบนั่งกระเช้าขึ้น-นั่งสไลด์เดอร์ลงมาเพื่อความสนุกสนาน ส่วนฝรั่งเยอรมันนั้น นางจะเดินขึ้น-ลงเอง เราก็เลยต้องแยกกันตรงนี้ ฮือ

เมื่อเราขึ้นกระเช้าขึ้นมายังกำแพงเมืองจีนด้านบนแล้ว เราจะเห็นกำแพงทอดตัวยาวตามภูเขาสลับซับซ้อนไปมา ซึ่งโคตรสวย แต่เสียดายไปนิดที่แดดแรงมาก และโคตรร้อน ฮ่าๆ ทีนี้ ตามที่ดูสถานการณ์แล้ว ก๊อตจะเดินไปทางด้านขวาเพื่อปีนขึ้นไปสุดฝั่งของด่านมู่เถียนยวี่ จากนั้นค่อยเดินย้อนกลับมาทางด้านซ้าย (แต่เดินไม่สุดทางนะแจ๊ะ เพราะเหนื่อย คือมันยาวมาก 555555)

กำแพงเมืองจีน – ด่านมู่เถียนยวี่ (Great Wall of China – Mutianyu) ถือว่าเป็นอีกด่านหนึ่งที่สวยมากนะเว้ย คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ส่วนมากมีแต่ฝรั่งและคนต่างชาติมาเที่ยว น้อยนักที่จะเป็นคนจีนแหละ เรื่องการบำรุงรักษาของกำแพงที่ด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu) นั้น ถือเป็นด่านกำแพงเมืองจีนที่ถูกบูรณะให้มีสภาพสมบูรณ์มากที่สุด (มากกว่าทุกด่านนะเออ) ทางเดินกว้างใหญ่และเดินง่ายม๊ากก จะมีก็แต่ทางชันขึ้นบันไดบางช่วงที่อาจจะเหนื่อยหน่อย เพราะขั้นบันไดคือสูงและชันเอาเรื่อง แต่โดยรวมขอด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu) ถือว่าดีมากเลยแหละ มีกระเช้าขึ้น-ลง คือสบาย เหมาะกับคนขี้เกียจปีนขึ้นแบบเรา แถมยังประหยัดเวลาได้เยอะด้วยนะ

⚡️ใครที่อยากมา กำแพงเมืองจีน ด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu) ช่วงที่สวยที่สุดของปี แนะนำให้มาช่วงฤดูใบไม้ผลิ และฤดูใบไม้ร่วง เพราะต้นไม้ทั้งหมดบนภูเขาจะผลิดอกไม้บานๆตอนฤดูใบไม้ผลิ และเป็นสีส้ม-แดงในฤดูใบไม้ร่วงนั่นเอง แต่ถ้าใครที่มาหน้าร้อนแบบก๊อตนี่ มันก็จะเขียวๆ แบบนี้นาจา 5555555

เดินจนเมื่อย เราก็ได้เวลาสไลด์เดอร์ลงจากกำแพงเมืองจีนไปยังด้านล่าง ซึ่งดูเหมือนเสียว แต่ไม่เสียวนะ คือสนุกกกกก โดยรถที่เราจะนั่งสไลด์เดอร์ลงนั้น เราสามารถควบคุมตัวรถโดยการดึงคันโยกให้ไหล และเบรคได้สบาย ส่วนทางสไลด์ลงคือคดเคี้ยวกำลังดีแบบไม่อันตราย ถ้าใครยังเป็นวัยรุ่นอยู่ และอยากสนุกละก็ โคตรแนะนำ 55555555

ส่วนเรื่องการเดินทางกลับจาก กำแพงเมืองจีน ด่านมู่เถียนยวี่ (Mutianyu) เพื่อเข้าตัวเมืองปักกิ่งนั้น ถ้าคนที่จะขึ้นรถเมล์กลับ เราต้องเดินออกมาจากที่ขายตั๋วประมาณ 300 เมตร ผ่านวงเวียนมาทางด้านซ้าย ตรงนั้นจะมีป้ายรถเมล H23 ที่เราสามารถขึ้นเพื่อกลับไปลงรถเมล์ยังป้ายเดิม Huai Rou Bei Da Jjie (怀柔北大街) นั้นแหละ จากนั้นก็รอรถเมล์สาย 916 Express (ภาษาจีน: 916快 / 怀柔方向) แล้วนั่งยาวเพื่อไปลง สถานีรถไฟตงจื๋อเหมิน (Dongzhimen) แล้วแยกย้ายกันกลับโรงแรมของเราได้ เอาจริง ทั้งหมดที่รีวิวมาของการเที่ยวกำแพงเมืองจีน นี่ก็หมดวันนึงไปเต็มๆแล้ว โดยรวมคือโคตรเหนื่อย แต่นี่บอกได้เลยว่าดีย์ และต้องไปจริงๆ

ปักกิ่ง วันที่ 5
เขตศิลปะ 789 (789 Art District)

วันสุดท้ายของการเที่ยวปักกิ่งแล้วว วันนี้เราจะฟรีหน่อยๆ คือมีแพลนแค่ครึ่งเช้าที่ เขตศิลปะ 789 หรือ 789 Art District หลังจากนั้นเราจะชิล เปื่อยๆ เอื่อยๆ เพราะเริ่มเหนื่อย เพราะแพลนเที่ยวแน่นติดกันมาหลายวัน 55555 // ถ้าให้บอกว่าย่านไหนเริ่ด มีความชิค และฮิปสุดติ่งของปักกิ่งล่ะก็ ตัวก๊อตขอยกตำแหน่งนี้ให้กับ 789 Art District เลยจ้า เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมความอาร์ททั้งคาเฟ่ บาร์ แกลอรี่ ร้านค้าเก๋ๆ สตรีทอาร์ท รวมถึง Installation Arts เยอะแยะมากมาย ใครที่เป็นเด็กศิลป์นี่ต้องชอบแน่นอน ซึ่งก๊อตเองคิดว่าที่นี่เจ๋งกว่าที่เซี่ยงไฮ้อีกนะเออ

ก่อนที่จะมาเป็น 789 Art District ที่นี่เคยเป็นย่านที่ตั้งโรงงานอุตสากรรมอิเล็กทรอนิกทางทหารที่ร่วมมือกันระหว่างจีนและโซเวียต และถูกเปลี่ยนเป็นความร่วมมือกับเยอรมันตะวันออกแทนในเวลาต่อมา ดังนั้น ตึกที่เราจะได้เห็นใน  789 Art District ส่วนมากนั้นจะได้รับอิทธิพลมาจากเยอรมันใน สไตล์เบาเฮาส์ (Bauhaus) ที่เน้นสเปซด้านในที่กว้างขวาง + แสงธรรมชาติ ที่ทำให้ตึกดูโปร่ง โล่งสบายนั่นเอง เมื่อยุคสมัยผ่านไป โรงงานเริ่มย้ายออกและปิดตัวลง ศิลปิน ดีไซน์เนอร์และองค์กรเกี่ยวกับศิลปะเลยเริ่มเข้ามาจับจองพื้นที่และเปิดเป็นแกลอรี่ อาร์ทสตู รวมถึงร้านค้าและร้านอาหารต่างๆ เยอะแยะจนเหมือนปัจจุบันนี่แหละ ซึ่งบอกก่อนว่า 789 Art District คือโคตรกว้าง และมีร้านและแกลอรี่ต่างๆ มากกว่า 400 แห่งเลยทีเดียว คือถ้าเข้าซักครึ่งนึงจริงจัง วันเดียวก็ไม่พอนะเออ 5555555

เยอะขนาดนี้ นี่ก็งงเหมือนกันว่าจะเข้าอันไหนดี จริงๆอันนี้แล้วแต่ความชอบเลย ถ้าเป็นสายคาเฟ่ ที่นี่คาเฟ่คือชิคและถ่ายรูปสวยมาก ซึ่งคาเฟ่แต่ละอันเค้าก็จะตั้งกระจายกันไป แต่ถ้าใครเป็นสายแกลอรี่ล่ะก็ นี่จะแนะนำให้เข้ามาที่ Ullens Center for Contemporary Art (UCCA) ที่เค้าจะจัดนิทรรศกาลศิลปะหมุนเวียนเวียนอยู่ด้านใน รวมถึงมีช็อปให้เราได้ช้อปปิ้งหาของแนวๆอีกด้วย ซึ่งของที่เค้าคัดมาคือโคตรดีย์ อันนี้แนะนำ

นอกจากแกลอรี่ เค้าก็ยังมีสตรีทอาร์ท รวมถึงรูปปั้นและผลงานศิลปะต่างๆ ตั้งกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีร้านค้าน่ารักๆ ที่แฟนก๊อตก็เสียตังซื้อไปเยอะอยู่ โดยรวมที่นี่คือบรรยากาศดี และอบอวลไปด้วยความคิดสร้างสรรค์จริง ดังนั้นถ้าใครอยากได้อะไรเก๋ๆ รวมถึงหาแรงบันดาลใหม่ๆ ก๊อตว่าที่นี่ดีย์ และให้เวลามันไปเลยครึ่งวันเด้อ จบบ เย่

และทั้งหมดนี้แหละคือรีวิวปักกิ่งเด้อ
โคตรยาววว บายย 🇨🇳😂

ที่พักในปักกิ่ง (Beijing)
Howard Johnson Paragon Hotel Beijing

ต้องบอกก่อนคือ โรงแรมในปักกิ่งถือว่าราคาสูงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน โดยโรงแรมที่ก๊อตเลือกนั้น ถือว่าเป็นโรงแรมที่ราคาไม่แรง และถือว่าโอเคใช้ได้เลย นั่นคือ Howard Johnson Paragon Hotel ที่เหมือนเป็นโรงแรมเก่าแก่ของปักกิ่ง ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟปักกิ่ง (Beijing Railway Station) และยังติดกับสถานีรถไฟใต้ดินอีกด้วย ซึ่งทำเลถือว่าไม่แย่เลยนะเว้ย แถวๆ หน้าโรงแรมมีทั้ง KFC และ Mr. Lee (ที่โลโก้เป็นรูปลุงลี) รวมถึงมีซุปเปอร์มาร์เก็ตอีก 2-3 ร้านอีกด้วย พวกนี้คือสิ่งสำคัญในการเลือกโรงแรมนี่เลย เพราะเชื่อมั่นได้เลยว่า เราไม่อดตายแน่นอน 55555555

ส่วนเรื่องของโรงแรมและตัวห้องพักของ Howard Johnson Paragon Hotel Beijing นั้น ต้องบอกจากใจจริงว่ามันเก่าหน่อยๆ แต่มันจะเก่าในสไตล์โรงแรมที่เคยหรูมาก่อน ไม่ได้เก่าแบบน่ากลัวขนลุก และถ้าถามว่าดีมั้ย ส่วนตัวก๊อตว่ามันคุ้มค่า คุ้มราคา ห้องใหญ่โต เตียงนอนสบาย ถือว่าดีย์เลย เอาเป็นว่า ถ้าใครขี้เกียจหาโรงแรมเอง ที่นี่ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีเหมือนกันนะแกร

โรงแรมโฮเวิร์ดจอห์นสัน พารากอน (Howard Johnson Paragon Hotel)

ราคาห้องพักเริ่มต้น 2,5o0 บาท/คืน ดูเรทและจอง โรงแรมโฮเวิร์ดจอห์นสัน พารากอน (Howard Johnson Paragon Hotel) สามารถคลิกลิงค์ด้านล่าง เพื่อดูเรทราคาและจองผ่าน OTA ที่ชอบได้เลย
ดูผ่าน Expedia.co.th // ดูผ่าน Booking.com // ดูผ่าน Agoda.com //
ดูผ่าน Hotels.com // ดูผ่าน Trip.com

ส่วนลดจองโรงแรมจาก Agoda, Expedia, Booking, Hotels.com, Airbnb และบัตรสวนสนุก ตั๋วรถไฟ กิจกรรมท่องเที่ยวจาก Klook

สำหรับใครที่กำลังจะจองที่พักและหาส่วนลดจองโรงแรมอยู่ ลองดูตามลิงค์ด้านล่างได้เลย มีทั้ง Agoda, Expedia, Booking รวมถึง Hotels.com ด้วย ประหยัดไปได้อีกเกือบ 10-20% ใช้ได้กับโรงแรมทั่วโลก

ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเว็บไซต์จองโรงแรมพวกนี้ มีส่วนลดท็อปอัพจากบัตรเครดิตเพิ่มเกือบทุกธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต Citibank, KBANK, SCB, Krungsri, KTC, Bangkok Bank และ TMB หรือแม้แต่ส่วนลดจากค่ายมือถืออย่าง AIS, DTAC หรือ True ซึ่งส่วนลดพวกนี้จะเปลี่ยนตลอดทุกเดือน และเก๊าก็อัพเดทให้ตลอดเวลาเน้อ 🧡

ส่วนลด Agoda.com (อโกด้า)  |  ส่วนลด Booking.com (บุคกิ้ง)  ส่วนลด Expedia (เอ็กซ์พีเดีย)ส่วนลด Hotels.com (โฮเทลส์)  |  ส่วนลด Klook (คลุก)  |  ส่วนลด Airbnb (แอร์บีเอ็นบี)  |  ส่วนลด Shoppee

 

รีวิวเที่ยวจีนยังไม่หมดเท่านี้ 🇨🇳❤️
เที่ยวจีนให้เยอะขึ้นอีกจากรีวิวจีนด้านล่างนี้ได้เลย

ปีนี้เป็นปีที่ได้มีโอกาสเที่ยวจีนเยอะมาก คือไปได้ประมาณ 3-4 รอบในหนึ่งปี และมีแพลนว่าจะได้ไปอีก นี่เลยเริ่มทยอยเขียนรีวิวจีนเรื่อยๆ เพื่อที่จะได้ตามรอยกันได้ง่ายขึ้นเนอะ ส่วนตัวบอกเลยว่าค่อนข้างประทับใจประเทศจีนมากพอควร ธรรมชาติเว่อร์วังอลังการ เมืองใหญ่ก็เจริญขั้นสุด การเที่ยวประเทศจีนทำให้เราเซอร์ไพรส์ได้ตลอดเวลา เอาเป็นว่า ก๊อตจะทยอยเขียนรีวิวจีนเรื่อยๆ เนอะ

เมืองในเขตปกครองพิเศษ (Municipality)

1. รีวิว เซี่ยงไฮ้ (Shanghai)
2. รีวิว เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์แลนด์ (Shanghai Disneyland)
3. รีวิว เทียนจิน (Tianjin)

4. รีวิว ปักกิ่ง (Beijing)

มณฑลยูนนาน (Yunnan)

1. รีวิว ลี่เจียง (Lijiang)
2. รีวิว แชงกรีล่า (Shangri-La)
3. รีวิว ภูเขาหิมะเหม่ยลี่ (Meili Snow Mountain) // กำลังเขียน

มณฑลเหอหนาน (Henan)

4. รีวิว เจิ้งโจว (Zhengzhou) // กำลังเขียน
5. รีวิว ลั่วหยาง (Louyang) // กำลังเขียน
6. รีวิว หยุนไถซาน (Yuntaishan) // กำลังเขียน
7. รีวิว ไคฟง (Kaifeng) // กำลังเขียน

รีวิว ที่เที่ยว PANTIP 2018 2019

[email protected]

Passionately love travelling to an interesting destination, doing and wearing cool pieces of stuff, and sharing to inspire other people in an attractive way through his own travel and lifestyle blog.

NO COMMENTS

POST A COMMENT