ชิงเต่า (Qingdao) ก๊อตเชื่อว่าภาพแรกที่หลายคนนึกถึงเมืองนี้คงหนีไม่พ้น “เบียร์ Tsingtao” ชื่อดัง หรือไม่ก็ภาพคนถือถุงพลาสติกใส่เบียร์เดินดูดกันแบบชิลๆ แต่บอกเลยว่าพอเราได้มาเที่ยวจริงๆ แล้ว กลับพบว่าชิงเต่ามีคาแรกเตอร์ที่ชัดและน่าสนใจกว่าที่คิดไว้เยอะมาก และกลายเป็นหนึ่งในเมืองชายฝั่งทางตะวันออกของจีนที่ก๊อตยกให้ไวบ์ดี แตกต่างจากเมืองอื่นๆ ของจีนอย่างแน่นอน
สำหรับความพิเศษของชิงเต่า คือการผสมผสานระหว่างความเป็นจีนและยุโรปได้แบบลงตัวสุดๆ ด้วยประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นอาณานิคมของเยอรมนี ทำให้เราจะเห็นสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปกระจายอยู่ทั่วเมือง ทั้งโบสถ์คริสต์สุดอลังการ อาคารหลังคาสีส้มอิฐ และถนนหนทางที่ตัดกับวิวสีฟ้าของทะเลได้สวยแปลกตา
ทริปนี้ก๊อตเลยอยากพาไปดูชิงเต่าในมุมที่ก๊อตไปสัมผัสมาจริง ตั้งแต่แลนด์มาร์คคลาสสิกอย่าง St. Michael’s Cathedral ไปจนถึงจุดถ่ายรูปริมทะเลสุดคูล วิวเมืองบนดาดฟ้า และโลเคชันเล็กๆ ที่บางคนอาจไม่เคยรู้จัก บอกเลยว่าชิงเต่าอาจไม่ใช่เมืองที่ฟู่ฟ่า ตึกสูงเสียดฟ้าเหมือนเมืองใหญ่อื่นๆ แต่มันเป็นอีกเมืองที่ทำให้ก๊อตใจฟูได้ตลอดทางจริงๆ ว่าแต่จะมีที่ไหนน่าตามรอยบ้าง มาดูไปพร้อมกันเล้ย
รู้จักชิงเต่า (Qingdao)
ชิงเต่า (Qingdao) เมืองท่าริมชายฝั่งทะเลเหลืองในมณฑลซานตง (Shandong) ที่ก๊อตบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่นและน่าสนใจอันดับต้นๆ ของจีน ความเจ๋งของที่นี่คือการผสมผสานระหว่างจีนและยุโรป ได้แบบลงตัวสุดๆ จนได้รับฉายาว่า “อัญมณีแห่งชายฝั่งทะเลเหลือง”
ย้อนกลับไปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เยอรมนีได้เข้ามาเช่าพื้นที่ชิงเต่าเพื่อสร้างเป็นฐานทัพเรือหลักในเอเชีย แต่กลับไม่ได้มาแค่ชั่วคราว เพราะเยอรมันตั้งใจเนรมิตที่นี่ให้เป็น “เยอรมันในตะวันออก” มีการวางผังเมืองที่ล้ำมาก ด้วยการแยกโซนที่อยู่อาศัยกับโซนอุตสาหกรรมชัดเจน แถมยังมีระบบระบายน้ำใต้ดินที่ยอดเยี่ยมจนถึงปัจจุบัน ทำให้เมืองมีระบบระบายน้ำที่ดีมาก และแทบไม่เจอปัญหาน้ำท่วมเลย มรดกเหล่านี้เองที่ทำให้ชิงเต่ามีตึกเก่าสไตล์เยอรมันเรอเนสซองส์ หลังคาสีส้มอิฐ และถนนหนทางที่สะอาดตา ทอดยาวไปตามเนินเขาตัดกับวิวทะเลสีฟ้า จนบางจังหวะ เราอาจเกือบลืมไปเลยว่านี่เรากำลังเดินอยู่ในเมืองจีนนะเนี่ย

เรื่องน่ารู้ของชิงเต่า (ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้) ✨
- มรดกหลังคาแดง + ทะเลสีฟ้า: คนชิงเต่ามีนิยามคลาสสิกของเมืองตัวเองว่า “Red tiles, Green trees, Blue sky, and Blue sea” ซึ่งมันคือภาพจำเมืองที่เป๊ะที่สุด เพราะผังเมืองยุคเยอรมันบังคับให้ใช้หลังคาสีแดงเท่านั้นเพื่อให้ตัดกับสีของธรรมชาติรอบตัวนั่นเอง
- ความลับของเบียร์ Tsingtao ในถุงพลาสติก: เบียร์ Tsingtao ที่เราคุ้นหู จริงๆ แล้วก่อตั้งโดยชาวเยอรมันในปี 1903 โดยใช้น้ำบริสุทธิ์จากภูเขาเหล่าซาน (Mount Lao) ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ริมทะเลที่ทำให้น้ำมีแร่ธาตุสูงจนรสชาติเบียร์นุ่มนวลระดับโลก และที่พีคคือคนโลคอลที่นี่นิยมซื้อเบียร์สดใส่ถุงพลาสติก ชั่งกิโลขายแล้วถือดูดกันแบบสโลว์ไลฟ์ ถือเป็นซิกเนเจอร์ที่หาดูได้แค่ที่ชิงเต่าเท่านั้น
- สมรภูมิระดับโลกและวัฒนธรรมผสมผสาน: รู้มั้ยว่าชิงเต่าเคยเป็นสมรภูมิรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างเยอรมนีกับญี่ปุ่นด้วย ทำให้เมืองนี้มีกลิ่นอายความผสมผสานของหลายวัฒนธรรม ทั้งยุโรปและเอเชียตะวันออก จนกลายเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมาก
ที่เที่ยวชิงเต่า (Qingdao)
- โบสถ์เซนต์ไมเคิล (St. Michael’s Cathedral)
- สะพานจ้านเฉียว (Zhanqiao Scenic Area)
- สวนหลี่เหว่ยหนง + ถนนซีหลิงเสีย สาย 1 (Li Weinong Park + Xilingxia 1st Rd.)
- ซานจื่อโข่ว (Shanzikou)
- สวนไห่จือเหลียน (Haizhilian Park)
- โรงแรมม่านซิน – จุดชมวิวชั้นดาดฟ้า (Manxin Hotel – Rooftop View)
- หาดอาบน้ำที่ 3 ชิงเต่า (Qingdao Third Sea Bathing Place)
- เขาซิ่นเฮาซาน (Signal Mountain Park)
- ถนนการ์ตูนกงฉีจวิ้น / ถนนสายจิบลิ (Gongqijun Comic Street)
- Reef Coffee สาขาถนนหลงเจียง (Reef Coffee Longjiang Road)
- พิพิธภัณฑ์เบียร์ชิงเต่า (Tsingtao Museum)
- ถนนซิลเวอร์ฟิช (Silver Fish Street)
- Fufuland (Silver Fish Street)
เริ่มเที่ยวชิงเต่า (Qingdao) กัน 💖
โบสถ์เซนต์ไมเคิล (St. Michael’s Cathedral)
ถ้าถามว่าแลนด์มาร์คไหนที่เห็นปุ๊บแล้วรู้ปั๊บว่าที่นี่คือชิงเต่า ก๊อตขอยกตำแหน่งนี้ให้กับ โบสถ์เซนต์ไมเคิล (St. Michael’s Cathedral) หรือชื่อทางการว่า Zhejiang Road Catholic Church ที่นี่เป็นโบสถ์คริสต์สไตล์เยอรมันเรอเนสซองส์ที่ตั้งโดดเด่น ด้วยตัวอาคารหินแกรนิตสีครีมตัดกับหลังคาทรงแหลมสีส้มอิฐ และหอคอยคู่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินกลางเมืองเก่าชิงเต่า ให้ฟีลเหมือนหลุดมาเดินอยู่ในยุโรปมากกว่าจีนเลยแหละ
ตัวโบสถ์ตั้งอยู่บนเนินเล็กๆ รายล้อมด้วยถนนหินและตึกเก่าสไตล์ยุโรป ทำให้ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ถ่ายรูปขึ้นไปหมด โดยเฉพาะมุมถนนที่ทอดยาวขึ้นไปหาตัวโบสถ์ คือมุมยอดฮิตที่ใครมาก็ต้องแวะกดชัตเตอร์กันแทบทุกคน ซึ่งรายละเอียดของสถาปัตยกรรมของตัวโบสถ์นั้นยังคงถูกรักษาความคลาสสิกเอาไว้อย่างดี ทั้งลวดลายหน้าต่างและกระจกสีที่สะท้อนให้เห็นชัดเลยว่ามรดกจากเยอรมันที่นี่ ชิงเต่าเค้าดูแลรักษาไว้ดีจริงๆ



ใครที่ไปเป็นช่วงปลายปีพอดีแบบก๊อต บริเวณลานกว้างและพื้นที่รอบโบสถ์เขาจะมีซุ้มร้านค้าเล็กๆ มาตั้งขายของแฮนด์เมด ขนม และเครื่องดื่มอุ่นๆ เต็มไปหมดเลย บอกเลยว่าไวบ์ตรงนี้คือโคตรดี เพราะมันให้ฟีลเหมือนเดินเที่ยว ตลาดคริสต์มาส (Christmas Market) ในยุโรปเบาๆ ยิ่งบวกกับอากาศเย็นๆ และสถาปัตยกรรมรอบข้างเข้าไปด้วยนะ เป็นช่วงเวลาที่ก๊อตรู้สึกว่าชิงเต่าโคตรมีเสน่ห์และโรแมนติกสุดๆ เลย



สะพานจ้านเฉียว (Zhanqiao Scenic Area)
จากโบสถ์เซนต์ไมเคิลที่คนไทยอย่างเรามองว่าเป็นภาพจำอันดับหนึ่งของชิงเต่า แต่ก๊อตบอกเลยว่าสำหรับคนจีนหรือคนชิงเต่าแท้ๆ สะพานจ้านเฉียว (Zhanqiao) แห่งนี้ต่างหากที่เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นเมืองชิงเต่าได้ชัดเจนที่สุด ถึงขั้นที่ศาลาแปดเหลี่ยม หุยหลาน (Huilan Pavilion) ตรงปลายสะพาน ได้รับเลือกให้ไปปรากฏอยู่บนโลโก้ของเบียร์ Tsingtao ที่โด่งดังไปทั่วโลกนั่นเอง

ตัวสะพานไม้ทอดยาวกว่า 440 เมตรยื่นออกไปในอ่าวชิงเต่า เดิมทีสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิงเพื่อใช้เป็นท่าเรือทหาร ก่อนที่เยอรมันจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมให้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนอย่างที่เราเห็นกันในวันนี้ โดยไฮไลท์ของที่นี่คือ ศาลาหุยหลาน (Huilan Pavilion) ศาลาแปดเหลี่ยมสีแดงสไตล์เก๋งจีนโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ปลายสะพานตัดกับสีฟ้าของน้ำทะเล จุดนี้คือมุมมหาชนของคนจีน เพราะมันคือการผสมผสานที่ลงตัวมากระหว่างงานสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิม กับฉากหลังที่เป็นตึกระฟ้าและตึกเก่าสไตล์ยุโรปริมชายฝั่ง
สิ่งที่ก๊อตเซอร์ไพรส์มากคือความมีชีวิตชีวาของที่นี่ ถ้าใครที่มาเที่ยวช่วงหน้าหนาวหรือต้นปีแบบก๊อต สิ่งที่จะเจอคือกองทัพนกนางนวลนับพันตัวที่บินว่อนไปมาเหนือผืนน้ำอ่าวชิงเต่า โดยมีฉากหลังเป็นศาลาเก๋งจีนโบราณตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าใส ยิ่งช่วงที่นกบินต่ำลงมาหาอาหารริมสะพานนะ เป็นจังหวะที่เราสามารถกดชัตเตอร์รัวๆ เพราะไม่ว่าจะหันไปมุมไหนก็ได้รูปสวยๆ ที่มีนกนางนวลเข้าเฟรมมาด้วยตลอดเลย

สวนหลี่เหว่ยหนง + ถนนซีหลิงเสีย สาย 1 (Li Weinong Park + Xilingxia 1st Rd.)
ถ้าใครกำลังมองหาพิกัดถ่ายรูปที่ดูชิคตามฉบับพี่สาวจีนจากแอปแดงเสี่ยวหงซู ก๊อตขอให้ทุกคนเดินมาต่อที่ สวนหลี่เหว่ยหนง (Li Weinong Park) และ ถนนซีหลิงเสีย สาย 1 (Xilingxia 1st Rd.) ที่อยู่ติดกันเลย ตรงนี้คือจุดรวมพลของวัยรุ่นชิงเต่าและชาวเจนซีที่ต่างมาเต๊ะท่าถ่ายรูปลงโซเชียลกันแบบจัดเต็ม เพราะมันคือมุมเลียบทะเลที่สวยสลบและไวบ์ดีแบบตะโกน
เริ่มกันที่ สวนหลี่เหว่ยหนง (Li Weinong Park) จุดนี้ก๊อตชอบความเขียวขจีของต้นไม้ที่มันตัดกับสีฟ้าของน้ำทะเลได้แบบพอดีเป๊ะ เป็นจุดที่เราสามารถเดินเล่นหาจังหวะแสงสวยๆ ได้ตลอดทาง โดยมุมฮิตที่เค้าชอบถ่ายกันคือเฟรมต้นไม้ตัดกับน้ำทะเล รูปก็คือเริ่ด


ถัดมาอีกนิดจะเป็นไฮไลท์ที่ทำเอาคนจีนมาต่อคิวถ่ายรูปกันรัวๆ คือแนวต้นไม้ที่ตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบเป๊ะเลียบไปตาม ถนนซีหลิงเสีย (Xilingxia 1st Rd.) ที่นับเป็นอีกมุมที่ถ่ายรูปเริ่ด เพราะมีต้นไม้สองข้างทางที่โค้งเข้าหากันพร้อมฉากหลังของน้ำทะเลสีฟ้า ให้ฟีลเหมือนเรากำลังขับรถอยู่บนถนนสักแห่งในยุโรปที่เงียบสงบ นับเป็นมุมที่ถ่ายรูปออกมาแล้วเก๋และดูอินเตอร์มาก ใครอยากได้รูปสวยๆ สามารถปักหมุดตามรอยกันได้เลย ทั้งนี้ ถนนเส้นนี้มีรถวิ่งผ่านเรื่อยๆ โดยเฉพาะรถเมล์ขนาดใหญ่ ใครถ่ายรูปกันเพลินแล้วอย่าลืมดูรถดูรากันด้วยนะ ก๊อตเป็นห่วงเด้อ


ซานจื่อโข่ว (Shanzikou)
อีกหนึ่งมุมของชิงเต่าที่ให้ฟีลเหมือนหลุดออกจากเมืองมาอยู่ริมทะเลแบบเต็มตัว ก๊อตอยากให้ลองแวะมาเดินเล่น กินลมชมวิวริมทะเลที่ ซานจื่อโข่ว (Shanzikou) ดู เพราะบรรยากาศของที่นี่แตกต่างจากบรรยากาศตึกเก่าทรงเยอรมันในย่านเมืองเก่าที่เราเพิ่งไปเดินมาแบบคนละขั้วเลย

สิ่งที่ก๊อตชอบของซานจื่อโข่วคือ วิวบ้านเรือนหลากสีสันที่ตั้งเรียงรายลดหลั่นกันไปตามเนินเขาไกลๆ ตัดกับสีฟ้าเข้มของทะเลเหลืองและท้องฟ้ากว้าง ทำให้บางช่วง ก๊อตนึกถึงอิตาลีใต้อยู่หน่อยๆ ถือเป็นอีกมุมของชิงเต่าที่ก๊อตบอกเลยว่าถ่ายรูปออกมาแล้วดูดีเลย เสียดายไปนิด วันที่ก๊อตมาฟ้ามืดครึ้ม แต่ถ้าใครที่มาช่วงฟ้าใส บอกเลยว่าสวยกว่าในรูปของก๊อตมากกก

สวนไห่จือเหลียน (Haizhilian Park)
ถ้าใครอยากเห็นมุมชิงเต่าที่ได้ความชิลริมทะเลแบบเต็มสิบ ก๊อตแนะนำให้มาต่อที่ สวนไห่จือเหลียน (Haizhilian Park) สวนสาธารณะริมชายฝั่งขนาดใหญ่ ที่ให้ฟีลโลคอลแบบชัดเจน เพราะเราจะได้เห็นวิถีชีวิตของคนชิงเต่าแบบดิบๆ อย่างตอนที่ก๊อตไปเป็นช่วงเช้า จะเห็นคนออกมาวิ่งจ็อกกิ้ง ออกกำลังกาย พาครอบครัวมานั่งชิลริมทะเล หรือพาน้องหมามาเดินเล่นกันเต็มไปหมด ทำให้บรรยากาศของที่นี่ดูมีชีวิตชีวามากๆ

นอกจากเรื่องบรรยากาศแล้ว ก๊อตยังรู้สึกว่าที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดที่ถ่ายรูปขึ้นมาก ด้วยฉากหลังที่มีทั้งตึกสีพาสเทลเรียงอยู่ไกลๆ และชิงช้าสวรรค์ที่ช่วยเติมเลเยอร์ให้ภาพดูมีมิติมากขึ้น รวมถึงแนวชายฝั่งตรงนี้ยังมีหาดและโขดหินขนาดใหญ่ที่ถ่ายรูปออกมาแล้วสวยแปลกตาไม่เหมือนที่อื่นในชิงเต่าด้วย ใครที่อยากมาเดินเล่น ถ่ายรูปชิลๆ ริมทะเล สวนไห่จือเหลียน คืออีกหนึ่งโลเคชันที่ก๊อตแนะนำเลย



โรงแรมม่านซิน – จุดชมวิวชั้นดาดฟ้า (Manxin Hotel – Rooftop View)
หนึ่งในวิวที่ก๊อตยกให้เป็นภาพจำของชิงเต่าแบบชัดที่สุด ต้องเป็นวิวจากดาดฟ้าของ โรงแรมม่านซิน (Manxin Hotel) ที่เปิดให้เราเห็นเมืองเก่าทั้งผืนจากมุมสูงแบบเต็มตานี่แหละ เพราะมันคือภาพจำอันทรงพลังที่รวมเอาหลังคาแดง ต้นไม้เขียว ทะเลฟ้า มาวางไว้ตรงหน้าเราแบบเต็มตา ทั้งโบสถ์เซนต์ไมเคิล (St. Michael’s Cathedral) ที่ตั้งตระหง่านอยู่กึ่งกลางเมืองเก่าท่ามกลางทะเลหลังคาสีส้ม บอกเลยว่ากดชัตเตอร์รัวจนลืมเวลาแน่นอน ก๊อตแนะนำว่าให้มาช่วงตอนเย็นจะพีคที่สุด เพราะแสงสีทองช่วงพระอาทิตย์ตกจะอาบไปทั่วเมืองจนดูเหมือนภาพวาด แต่ก๊อตแอบนอยและเสียใจนิดหน่อย เพราะวันที่ไปฟ้าปิดเมฆครึ้มสุดๆ อดเห็นแสงสวยๆ เลย แต่ถึงอย่างนั้นยอมรับเลยว่าวิวก็ยังสวยสะกดใจอยู่ดี
แต่มีสิ่งหนึ่งอยากให้ทุกคนรู้ก่อนคือ คนนอกที่จะขึ้นมาบนดาดฟ้าต้องเสียค่าเข้าคนละ 39 หยวน (~200 บาท) ซึ่งก๊อตว่าแอบแพงไปนิดเพราะเป็นแค่ค่าขึ้นมาดูวิวเฉยๆ ส่วนใครที่เป็นแขกที่พักที่นี่สามารถขึ้นดาดฟ้าได้ฟรีตลอดเวลาแค่เราโชว์คีย์การ์ด ด้วยความเสียดายเงิน และราคาห้องพักที่ Manxin Hotel ราคาพันกว่าบาทต่อคืน แถมรีวิวยังดีอีกด้วย ก๊อตเลยตัดสินใจก็จองพักที่โรงแรม Manxin Hotel นี่แหละ คือคุ้ม! 555 ทั้งนี้ หากใครที่อยากอ่านรีวิวโรงแรมนี้ สามารถเลื่อนลงไปส่วนท้ายของรีวิวชิงเต่าอันนี้ได้เลย ซึ่งก๊อตแอบกระซิบก่อนว่า เออ เป็นที่พักที่ดีและคุ้มเลยล่ะ

ส่วนใครที่ไม่ได้พักที่นี่แต่อยากตามรอยขึ้นมายังชั้นดาดฟ้าบ้าง ให้เราเดินมาข้างๆ ตึกมองหาป้ายทางเข้าที่เขียนว่า “Goyoo” เข้าไปกดลิฟต์ไปชั้น 8 แล้วเดินขึ้นบันไดหนีไฟต่อไปที่ดาดฟ้า จะมีลุงคอยเก็บเงินอยู่ หรือถ้าใครอยากเปลี่ยนจากการเสียค่าเข้าเฉยๆ เป็นการนั่งชิลแทน ก๊อตแนะนำให้ไปตึกข้างๆ จะมี Rivi Lounge ตรงนั้นเป็นบาร์ที่เราเสียเงินค่าอาหารและเครื่องดื่มแทนค่าเข้า ได้จิบเครื่องดื่มเย็นๆ พร้อมดูวิวโบสถ์แบบเดียวกันเลย เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ก๊อตว่าก็เวิร์กเหมือนกันนะเออ ยังไงลองเลือกเอาดูน้า
หาดอาบน้ำที่ 3 ชิงเต่า (Qingdao Third Sea Bathing Place)
อีกด้านหนึ่งของชิงเต่าที่หลายคนอาจไม่คาดคิด คือความเป็นมหานครสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยตึกสูงและแสงสี ซึ่งก๊อตอยากให้ทุกคนมาต่อกันได้เลยที่ หาดอาบน้ำที่ 3 ชิงเต่า (Qingdao Third Sea Bathing Place) เพื่อเปลี่ยนโหมดมาเจอกับชิงเต่าเวอร์ชันไซไฟที่โคตรเท่แบบคนละโลกไปเล้ย
สำหรับที่นี่นั้น ก๊อตตั้งใจมาช่วงกลางคืนโดยเฉพาะ เพราะทันทีที่พระอาทิตย์ตกดิน แนวตึกระฟ้าในย่าน CBD ที่เรียงตัวขนานไปกับชายหาด จะเปิดไฟแสดงโชว์พร้อมกันทั้งแถบ กลายเป็นสกายไลน์หลากหลายสีสันที่สะท้อนลงบนผิวน้ำทะเลแบบวิบวับเต็มเฟรม คือมันไม่ได้แค่สวยนะ แต่ให้ฟีลเหมือนยืนอยู่หน้าฉากเมืองอนาคตในหนังไซไฟที่ดูเพลินแบบหยุดมองไม่ได้เลยจริงๆ

สำหรับเวลาเปิดไฟจะเริ่มตั้งแต่ฟ้ามืดจนถึงสามทุ่ม ถ้าใครอยากได้รูปเก๋ๆ แนะนำให้ลองซื้อดอกไม้ไฟแถวนั้นมาเป็นพร็อพ เพราะจะมีคนมาเร่ขายอยู่ริมทะเล พร้อมไฟแช็คให้ครบเลย แต่บอกไว้ก่อนว่าต้องต่อราคานิดนึง เพราะราคาที่เจเจ้เปิดมาจะประมาณ 15 หยวน แต่ก๊อตต่อได้เหลือ 10 หยวน และซื้อรอบสองต่อเหลือแค่ 8 หยวน/ซองเอง ใครจะซื้อก็ลองเช็กราคาดีๆ จะได้ไม่โดนโก่งเว้ย
พอจุดดอกไม้ไฟแล้วถือถ่ายกับฉากหลังแนวตึกที่เปิดไฟทั้งแถบ บอกเลยว่าฟีลภาพโคตรจะเริ่ด ดูมีความโรแมนติกและความเท่ในช็อตเดียว สรุปแล้ว ถ้ามาชิงเต่าแล้วอยากเห็นอีกด้านของเมืองที่โมเดิร์น อลังการ และมีชีวิตชีวาแบบกลางคืน หาดอาบน้ำที่ 3 คือพิกัดที่ห้ามพลาดจริงๆ



เขาซิ่นเฮาซาน (Signal Mountain Park)
อีกหนึ่งจุดชมวิวที่ก๊อตยกให้ถึงความสวยงามของวิวเมืองชิงเต่าคือ เขาซิ่นเฮาซาน (Signal Mountain Park) ที่เราสามารถเดินขึ้นมาแล้วเห็นวิวได้รอบตัวเลย ซึ่งเดิมทีภูเขาแห่งนี้เคยเป็นสถานีส่งสัญญาณเรือที่สำคัญของชิงเต่า แต่ปัจจุบันถูกพัฒนาให้กลายเป็นสวนสาธารณะและจุดชมวิวที่รวมเอาเสน่ห์ของเมืองนี้ไว้ครบทุกมิติ ทั้งเมืองเก่า ทะเล และสกายไลน์ของตึกยุคใหม่ เรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมของฟีลยุโรป จีน และเมืองสมัยใหม่ ได้อย่างลงตัว แถมสวนแห่งนี้ยังขึ้นได้ฟรี ไม่เสียเงินแบบดาดฟ้าโรงแรมอีกด้วย

สำหรับแลนด์มาร์กบนยอดเขาของที่นี่คือ “หอคอยเห็ดสีแดง” (Three Red Mushrooms) อาคารทรงกลมสีแดงสด 3 หลังที่ตั้งโดดเด่นอยู่บนยอดเขา ซึ่งด้านในเราสามารถขึ้นไปชมวิวแบบ 360 องศาได้แบบเต็มๆ และความพิเศษคือพื้นด้านบนจะ “หมุนช้าๆ” ให้เราเห็นวิวรอบเมืองโดยไม่ต้องเดินเลย ฟีลมันเหมือนนั่งดูพาโนรามาของชิงเต่าที่ค่อยๆ เปลี่ยนฉากไปเรื่อยๆ แบบเนียนมาก ซึ่งอันนี้เราต้องเสียตังค์ขึ้นนะ ตัวก๊อตเองจะไม่ได้ขึ้น แต่เน้นเดินไปรอบๆ ซึ่งเราก็สามารถดูวิวและถ่ายรูปคูลๆ ได้มากกว่าขึ้นหอคอยอีก

แน่นอนว่าช่วงเวลาที่สวยที่สุดก๊อตยกให้เป็นช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก แสงจะนุ่มและไล้ไปตามหลังคาสีส้มของเมืองเก่า ทำให้ทั้งเมืองดูละมุนขึ้นแบบทันตา ยิ่งถ้ามองไปทางโบสถ์เซนต์ไมเคิล จะเห็นยอดโบสถ์โผล่ขึ้นมาจากกลุ่มอาคาร เป็นอีกหนึ่งมุมคลาสสิกที่ถ่ายยังไงก็สวย แต่ก็เหมือนเดิมคือ วันที่ก๊อตไป ฟ้าหม่นหมอง เมฆครึ้มแทบไม่มีแสงแดด สุดจะนอยเว่อร์เลยแหละ แง


ถนนการ์ตูนกงฉีจวิ้น / ถนนสายจิบลิ (Gongqijun Comic Street)
ใครที่หลงรักโลกจินตนาการของ Studio Ghibli ก๊อตบอกเลยว่าห้ามพลาดที่นี่เด็ดขาด เพราะซอยเล็กๆ ในย่านเมืองเก่าชิงเต่าถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น ถนนการ์ตูนกงฉีจวิ้น (Gongqijun Comic Street) หรือที่คนจีนหลายคนเรียกกันว่า “ถนนสายจิบลิ” พิกัดสุดคิวท์ที่เดินแล้วเผลอยิ้มออกมาตลอดทางแบบไม่รู้ตัว


บรรยากาศของที่นี่ จะเหมือนเราเดินหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของอนิเมะจริงๆ กำแพงสองข้างทางถูกเพนต์ด้วยสีพาสเทลนุ่มๆ และแต่งแต้มด้วยสตรีทอาร์ตตัวละครจาก Ghibli แบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นโทโทโร่ กิกิ หรือคาโอนาชิที่แอบซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ ทำให้แทบทุกก้าวที่เดินมีมุมให้หยุดถ่ายรูปได้ตลอด

เสน่ห์ของที่นี่ไม่ได้มีแค่ภาพเพนต์เท่านั้น เพราะระหว่างทางเราจะเจอร้านเล็กเก๋ๆ แทรกอยู่ตลอด ซึ่งช่วยเติมมู้ดให้ทั้งซอยดูมีชีวิตชีวาขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ หนึ่งในมุมที่ก๊อตคิดว่าห้ามพลาดเลย คือหน้าร้าน “Made in Qingdao” ที่โดดเด่นด้วยโทนสีน้ำเงิน-ขาว ซึ่งมุมนี้กลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตที่ใครเดินผ่านก็ต้องแวะ ส่วนตัวร้านเองก็เป็นร้านขายของที่ระลึกเกี่ยวกับชิงเต่าที่น่ารักมาก มีทั้งเสื้อผ้า โปสการ์ด และของจุกจิกดีไซน์เก๋ๆ ที่เอาคาแรกเตอร์ของเมืองมาเล่นแบบสนุกๆ ใครเป็นสายเก็บของฝากหรือชอบของดีไซน์ ก๊อตว่าร้านนี้เดินเข้าไปดูได้เพลินเลย




Reef Coffee สาขาถนนหลงเจียง (Reef Coffee Longjiang Road)
เดินเล่นถ่ายรูปอยู่ในโซนถนนการ์ตูนกงฉีจวิ้น (Gongqijun Comic Street) ไปสักพัก ถ้าเริ่มอยากหาคาเฟ่นั่งพักแบบมีสไตล์หน่อย ก๊อตแนะนำให้แวะ Reef Coffee ตรงกลางสี่แยกถนนสายจิบลิ ได้เลย เพราะร้านนี้เป็นอีกหนึ่ง hidden gem ที่ทั้งไวบ์และดีไซน์ดีเกินคาดมาก ตัวร้านจะให้ฟีลกึ่งๆ อินดัสเทรียลผสมความดิบของผนังปูนเปลือยกับเฟอร์นิเจอร์ไม้โทนอุ่นๆ แซมด้วยดีเทลดีไซน์ที่ดูตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นมุมชั้นวาง ลำโพง หรือแม้แต่องค์ประกอบเล็กๆ ในร้าน ทุกอย่างดูบาลานซ์กันแบบมีเทสต์ ทำให้บรรยากาศโดยรวมออกมาเท่แบบสุดๆ

ในส่วนของกาแฟ ก๊อตต้องบอกว่าประทับใจมากกว่าที่คิด ตัวที่สั่งคือ Americano (美式) และ Cloud Nut Cappuccino (云朵坚果卡布奇โน) ซึ่งทั้งสองแก้วทำออกมาได้ดีเลย ตัว Americano ดื่มง่าย เหมาะกับการนั่งจิบเรื่อยๆ ส่วน Cappuccino ตัวนี้ดีเกินคาด เพราะโฟมนมเนียนละเอียดมาก และมีกลิ่นหอมของถั่วนัตตี้ และครีมรอบแก้วพร้อมคุกกี้ที่ช่วยเพิ่มให้กาแฟดูมีลูกเล่นมากขึ้น ซึ่งลายลาเต้อาร์ทของที่นี่เองก็ทำออกมาสวยและเนี้ยบมาก
ส่วนของหวานนั้น ก๊อตสั่ง “Orange Glow Treasure Box (橙光宝盒)” หรือเค้กส้ม ที่ให้เนื้อส้มสอดไส้ในเค้กช็อกโกแลตสี่เหลี่ยมมาทั้งลูก จังหวะที่กัดเข้าไปจะได้ทั้งความนุ่ม ความเข้ม และความสดชื่นในคำเดียวกัน กินแล้วไม่เลี่ยนเลย


สำหรับก๊อต Reef Coffee เป็นอีกหนึ่งร้านกาแฟสุดฮิปที่น่าเข้ามานั่งมากสุดแห่งหนึ่งของชิงเต่าเลย ทั้งในแง่ดีไซน์ รสชาติ และบรรยากาศ หลังจากเดินถ่ายรูปมาเรื่อยๆ การได้นั่งชิลในร้านแบบนี้ มันทำให้ทริปชิงเต่าของเราดูละมุนและชิคมากกว่าเดิมเลย
พิพิธภัณฑ์เบียร์ชิงเต่า (Tsingtao Museum)
อีกหนึ่งแลนด์มาร์กของชิงเต่าที่ทุกคนต้องมาคือ พิพิธภัณฑ์เบียร์ชิงเต่า (Tsingtao Museum) เพราะแบรนด์ Tsingtao ที่เราคุ้นกันทั่วโลก ก็ถือกำเนิดขึ้นจากที่นี่ โดยตัวพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในอาคารสไตล์เยอรมันคลาสสิกสีอิฐแดง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนยุคที่ชิงเต่าเคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของเยอรมนี ทำให้บรรยากาศของที่นี่ดูขรึม เท่ และมีเสน่ห์แบบสุดๆ
สำหรับการมารอบนี้ ก๊อตไม่ได้เข้าไปด้านในนะ แต่เลือกมาถ่ายรูปเก็บมุมด้านนอกกับมุมตึกกระป๋องเบียร์ยักษ์ ที่กลายเป็นมุมถ่ายรูปฮอตฮิตติดอันดับท็อปๆ ถือเป็นไวบ์ที่โคตรสนุกและได้ความป็อปคัลท์เจอร์ของจีนนิดๆ เลยล่ะ




ส่วนใครมีเวลาและอยากเข้าไปด้านใน พิพิธภัณฑ์เบียร์ชิงเต่า (Tsingtao Museum) เค้าจะทำเป็นรูททางเดินให้เราเรียนรู้เรื่องราวตั้งแต่ตั้งแต่ยุคก่อตั้งช่วงที่ชิงเต่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของเยอรมนี ไปจนถึงการเติบโตเป็นแบรนด์ระดับโลกในปัจจุบัน โดยมีทั้งโซนจัดแสดงเครื่องจักรผลิตเบียร์แบบดั้งเดิม ภาพถ่ายเก่าๆ ไปจนถึงขั้นตอนการทำเบียร์แบบละเอียด ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การหมัก ไปจนถึงการบรรจุขวด ซึ่งเค้าทำออกมาเข้าใจง่าย เดินดูเพลินๆ และแน่นอนว่า ไฮไลต์ที่หลายคนชอบคือช่วงท้าย ที่จะมี Beer Tasting ให้ลองชิมเบียร์สดๆ ของ Tsingtao ด้วย บอกเลยว่าเป็นอีกฟีลหนึ่งที่ต่างจากเบียร์ขวดที่เราคุ้นเคยพอสมควร



ถนนซิลเวอร์ฟิช (Silver Fish Street / Yin-yu Jie)
ถ้าอยากเห็นว่าวัยรุ่นชิงเต่าเค้าไปแฮงเอาท์กันที่ไหน ก๊อตขอพาสลัดลุคเมืองเก่ามาเที่ยวกันที่ ถนนซิลเวอร์ฟิช (Silver Fish Street) หรือที่คนจีนเรียกว่า Yin-yu Jie ที่นี่คือโปรเจกต์รีโนเวทตึกเก่าอายุกว่าร้อยปีให้กลายเป็น Communityสุดฮิปที่ซ่อนตัวอยู่ในซอกตึก บอกเลยว่าไวบ์มันมีความเป็น Art District แบบ Gen Z สูงปรี๊ดมากกกก





เมื่อเราเดินเข้ามาในถนนสายสั้นๆ นี้ ก๊อตประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกเลย เพราะมันคือความคอนทราสต์ที่ลงตัวระหว่างตึกเก่าๆ ทรงคลาสสิก กับงานกราฟฟิตี้ ป้ายไฟนีออน งานดีไซน์ของตึกสมัยใหม่จากร้านฮิปกิ๊บเก๋ ทั้งร้านเสื้อผ้าชิค แกลเลอรีเท่ๆ ร้านเบเกอรี่ และคาเฟ่สไตล์อินดัสเทรียลเท่ๆ ที่ต่างคนต่างใส่เข้ามาได้แบบเริ่ดสุด เรียกได้ว่า นอกจากได้ช้อปปิ้งแล้ว ที่นี่คือถ่ายรูปสนุกแบบสุดๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ในย่านฮิปๆ อย่างชอร์ดิทช์ (Shoreditch) ในลอนดอน หรือย่านอาร์ตในเซี่ยงไฮ้เลยแหละ




Fufuland (Silver Fish Street)
เดินเล่นในถนนซิลเวอร์ฟิช (Silver Fish Street) จนเริ่มหิว ก๊อตขอพุ่งตัวไปที่ร้านขนมที่บอกเลยว่าอร่อยมากกกกกกก นั่นก็คือร้าน Fufuland ที่สายหวานต้องมาเช็คอินและกินให้ได้ เพราะมันคือที่สุดของความละมุนที่ก๊อตอยากแนะนำแบบสุดตัว โดยขนมที่ต้องกินเลยคือ ซูเฟล่แพนเค้ก (Soufflé Pancake) หรือ ซูเฟล่ก้อนเมฆ (Sando Soufflé) ที่เนื้อสัมผัสมันนุ่มฟูแบบขั้นสุด ตัวเนื้อครีมที่เค้าสอดไส้มาให้แบบล้นทะลัก เนื้อครีมมันมีความละเอียด ละมุนลิ้น และหอมนุ่มนวลมาก จังหวะที่ตักเข้าปากพร้อมกับเนื้อเค้กซูเฟล่ที่เบาหวิวเหมือนก้อนเมฆ และละลายในปากไปเลยแหละ
นอกจากรสชาติจะสิบเต็มสิบแล้ว ดีไซน์ของร้านยังทำออกมาได้น่ารัก มีความเป็นมินิมอลแบบคิวท์ๆ ตามสไตล์วัยรุ่นชิงเต่า ถ่ายรูปออกมาแล้วดูเก๋สุดๆ ใครที่มาเดินเล่นแล้วอยากหาอะไรเติมพลังแบบฟินๆ อย่าลืมแวะมาลอง ซูเฟล่ก้อนเมฆ ที่ Fufuland ของเค้านนะ ก๊อตแนะนำมากๆ เลย



สรุปการเที่ยวชิงเต่า (Qingdao)
ชิงเต่า เป็นเมืองที่ก๊อตรู้สึกว่ามีอะไรมากกว่าที่คิดเยอะมาก จากตอนแรกที่คิดว่าเป็นแค่เมืองทะเลที่มีเบียร์ดัง แต่พอได้มาเที่ยวจริง กลับพบว่าเมืองนี้มีมิติมากกว่านั้นเยอะ ทั้งสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปที่แทรกตัวอยู่ในเมืองจีน วิวทะเลที่ทอดยาวควบคู่กับเมือง ไปจนถึงย่านวัยรุ่นอย่างถนนซิลเวอร์ฟิช (Silver Fish Street) ที่เต็มไปด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ ทุกองค์ประกอบของเมืองถูกผสมกันอย่างลงตัวในจังหวะของตัวเอง ตั้งแต่การเดินเล่นในย่านเมืองเก่า แวะคาเฟ่ดีไซน์เก๋ช่วงบ่าย ไปจนถึงการดูสกายไลน์ริมทะเลในตอนกลางคืนแบบอลังการ สำหรับก๊อต ชิงเต่าอาจไม่ใช่เมืองที่โดดเด่นที่สุดในจีนในแง่ความยิ่งใหญ่ แต่เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่เราสามารถค่อยๆ ซึมซับและเริ่มหลงรักมันทีละเล็กทีละน้อย และเป็นหนึ่งในจุดหมายที่เหมาะมากสำหรับใครที่กำลังมองหาทริปจีนที่ครบทั้งวิว คาเฟ่ และบรรยากาศของเมืองที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจนอย่างแท้จริง
ส่วนลดจองโรงแรมจาก Agoda, Expedia, Booking และบัตรสวนสนุก ตั๋วรถไฟ กิจกรรมท่องเที่ยวจาก Klook และ KKday ปี 2025
⚡️ สำหรับใครที่กำลังจะจองที่พักและหาส่วนลดจองโรงแรมอยู่ ลองดูตามลิงค์ด้านล่างได้เลย มีทั้ง Agoda, Expedia, Booking รวมถึง Hotels.com ด้วย ประหยัดไปได้อีกเกือบ 10-20% ใช้ได้กับโรงแรมทั่วโลก
หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเว็บไซต์จองโรงแรมพวกนี้ มีส่วนลดท็อปอัพจากบัตรเครดิตเพิ่มเกือบทุกธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต Citibank, KBANK, SCB, Krungsri, KTC, Bangkok Bank, UOB และ TMB หรือแม้แต่ส่วนลดจากค่ายมือถืออย่าง AIS, DTAC หรือ True ซึ่งส่วนลดพวกนี้จะเปลี่ยนตลอดทุกเดือน และเก๊าก็อัพเดทให้ตลอดเวลาเน้อ 🧡























