HashCorner

รีวิว เทียนจิน (Tianjin) x จีน เที่ยวจีนแบบรู้จีนรู้ใจ

เทียนจิน (Tianjin) / จีน นี่คิดว่าหลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อเมืองเทียนจินซักเท่าไหร่ เพราะส่วนมากคนไทยจะคุ้นกับชื่อเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ซีอาน ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตอะไรแบบนี้ แต่ก๊อตอยากจะบอกว่า ‘เทียนจิน’ เป็นเมืองสำคัญอันดับต้นๆของจีนเลยนะจ๊ะ เพราะเทียนจินเป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นอับดับที่ 4 ของประเทศ เป็น 1 ใน 4 เมืองปกครองพิเศษ โดยขึ้นตรงกับรัฐบาลกลาง เทียบเท่าปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง และที่สำคัญ เทียนจิน ยังเป็นเมืองท่าเรือเศรษฐกิจที่เคยเป็นเมืองเช่าของชาวตะวันตกที่ได้เข้ามาค้าขายกับจีนอีกด้วย

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ความผสมคลุกเคล้าของคนยุโรปที่ได้เข้ามามีอิทธิพลในพื้นที่นี้ + กับวัฒนธรรมจีน ทำให้เมืองเทียนจิน มีเสน่ห์ไม่เหมือนใครเลยจริงๆแหละ การมาเที่ยวที่นี่เราจะได้สัมผัสทั้งความเป็นจีน และยุโรปพร้อมกันผ่านสถาปัตยกรรมที่สวยงามม๊าก บอกเลยว่าดีย์ และบอกอีกครั้งว่า มาเที่ยวเทียนจินเถอะ มีนฟินเหมือนยุโรปแบบเก๋ไก๋มากกก

บินไปเที่ยวเทียนจินแบบรู้จีนรู้ใจ
กับสายการบิน Thai AirAsia X

นี่จะบอกว่า เวลาไปเที่ยวจีนทุกครั้ง ก๊อตจะคิดถึงสายการบิน Thai AirAsia ก่อนลำดับแรกเลย เพราะนี่จะรู้อยู่แล้วว่า Thai AirAsia เค้ามีรูทบินไปประเทศจีนเยอะที่สุดในไทยแล้ว และแน่นอนว่า เทียนจิน (Tianjin) รอบนี้ก็ต้องบินเจ้านี้แน่นอนกับ Thai AirAsia X ที่บินด้วยเครื่องบินรุ่น Airbus A330-300 ขนาดใหญ่ มีทั้งที่นั่งปกติ และที่นั่งแบบ Premium Flatbed ให้เราได้นอนเต็มอิ่มก่อนลุยเที่ยวได้อย่างเต็มที่

ไฟลท์บินตรง กรุงเทพ (ดอนเมือง) – เทียนจิน จะมี 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (อังคาร/พฤหัส/ศุกร์/อาทิตย์) บินบ่ายแก่ๆ สบายแบบไม่ต้องเร่งรีบ เราจะถึงเทียนจิน ตอนช่วง 21.40 น. และเราสามารถนั่งรถไฟใต้ดินเข้าเมืองได้ง่ายๆ เลยจากสนามบิน ส่วนวันกลับเรายังมีเวลาเที่ยวได้อีกเต็มวัน ก่อนจะบินกลับไทย โดยเครื่องจะออกจากเทียนจิน ตอนเวลา 22.40 น. บอกเลยว่าเที่ยวคุ้มแน่นอนเด้อ!

อีกเรื่องที่ต้องยอม Thai AirAsia เค้าคือ แอร์และสจ๊วตน่ารักมาก ทักทายยิ้มแย้มตลอดเวลา ที่นั่งสบายพอดีตัว และอาหารอร่อย ซึ่งครั้งนี้ก๊อตได้ลอง ไก่ทอดสูตรเกาหลี และ ข้าวหน้าไก่เทริยากิ โดยสั่งรวมมากับแพ็คสุดคุ้มล่วงหน้าในเว็บไซต์ บอกเลยว่ารสชาติดีย์ กินอิ่มพร้อมนอนหลับเลย 55555 // ใครที่คิดว่าต้องหิวระหว่างบิน นี่แนะนำให้สั่งอาหารล่วงหน้าตั้งแต่ตอนเราจองตั๋วเครื่องบิน เพราะราคาจะถูกกว่าตอนมาซื้อบนเครื่องนะเออ อันนี้แนะนำเลย

เรื่องสุดท้ายที่อยากจะบอกคือ ไฟลท์ขาไป กรุงเทพ (ดอนเมือง) – เทียนจิน ใครที่อยากดูวิวพระอาทิตย์ตกสวยๆ แนะนำให้นั่งฝั่งซ้าย จะบอกว่าแสงสวยโคตร ตัวก๊อตเองนั่งฝั่งขวา แต่ได้มีโอกาสย่องไปดูแปปนึง คือกรี๊ดเลยจ้า 55555

การเดินทางในเทียนจิน

สำหรับการเดินทางในเมืองเทียนจินนั้น หลายสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ไม่ไกลกันมากนัก เราสามารถเดินเที่ยวเป็นจุดๆ ได้เลย นอกจากนี้ เมืองเทียนจินยังมีรถไฟใต้ดินที่ครอบคลุมเกือบทั่วเมืองที่ทำให้เราเดินสะดวกและยังประหยัดด้วยค่าโดยสารที่เริ่มต้นแค่ 2 หยวนแค่นั้น

ส่วนใครเป็นสายสบาย ชอบนั่งแท็กซี่ สามารถโบกขึ้นได้เล้ย ส่วนมากพี่คนขับจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แนะนำให้เราเตรียมชื่อสถานที่เป็นภาษาจีนไปด้วย เพราะถ้าเรายื่นภาษาอังกฤษไป 80% คือ เค้าจะไม่รู้นะเออ

อีกเรื่องที่อยากแนะนำสำหรับการขึ้นแท็กซี่ คือ ให้เราไปแท็กซี่เฉพาะคันที่ยอมกดมิเตอร์เท่านั้น โดยราคามิเตอร์จะเริ่มอยู่ที่ 8 หยวน แต่ถ้าเรานั่งใกล้ๆ แล้วมันยังค้างอยู่ 8 หยวน เค้าจะเก็บ 9 หยวนแทน (ซึ่งนี่เจอมาเกือบตลอด มิเตอร์เริ่ม 8 แต่เก็บจริง 9 หยวน ไม่รู้มันเป็นธรรมเนียมหรือกฎหรืออะไรรึเปล่า 55555)

สุดท้าย รถเมล์ที่นี่ก็มีเช่นกัน ส่วนมากจะเป็นราคาเหมาตลอดสาย เริ่ม 1-2 หยวน คือถูกม๊าก แต่เราอาจจะต้องเสียเวลารอรถเมล์มาถึงซักหน่อย ดังนั้น ใครสะดวกเดินทางแบบไหน เลือกกันได้เล้ย

เที่ยวเทียนจิน (Tianjin) วันแรก!

เริ่มแรกของมาเที่ยวใน เมืองเทียนจิน (Tianjin) นี่ขอเดินเอื่อยๆ ชิลๆ ให้คุ้นเคยกับเมืองเทียนจินกันซะก่อน โดยเราจะเริ่มต้น จาก สะพานเจี่ยฟ่าง (Jiefang Bridge) ผ่าน วงเวียนนาฬิกาเซ็นจูรี่ (Century Clock) แล้วเดินลัดเลาะเลียบ แม่น้ำสายไห่เหอ (Haihe River) เพื่อไปยัง จตุรัสทางวัฒนธรรมไห่เหอ (Haihe Culture Square) จากนั้นเดินเข้า อิตาเลี่ยนสไตล์ทาวน์ (Italian Style Town) และเดินเอื่อยไปเรื่อยจนถึง ถนนสายวัฒนธรรมโบราณ (Ancient Cultural Street) เข้าชม พระราชวังเทียนหัว (Tianhou Palace) เพื่อไหว้เจ้าแม่ทับทิมที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศจีน ผ่าน สะพานจินกัง (Jingang Bridge) สะพานที่เราสามารถดูเทียนจินอายได้สวยที่สุด และจบวันด้วยการขึ้นชิงช้าสวรรค์ชมวิวเมืองที่ เทียนจินอาย (Tianjin Eye)

ใครนึกรูทการเดินนี้ไม่ออก ลองดูเส้นทางตามแผนที่ด้านล่างได้เลย เส้นนี้เราจะได้สัมผัสความหลากหลายที่ลงตัวของเมืองเทียนจิน วิถีชีวิตของคนที่อยู่ที่นี่ ตึกโมเดิร์นสูงลิบฟ้าผสมกับตึกสไตล์ยุโรปที่หลงเหลือมาจากยุคก่อนหน้า บอกก่อนว่านี่เดินเยอะม๊าก ใครที่มาช่วงอากาศกำลังเย็นๆ เดินสบาย แต่ถ้าใครไม่ใช่สายเดิน จะนั่งแท็กซี่ไปแต่ละสถานที่ก็ได้เด้อ แล้วแต่ความอึดและความชอบของแต่ละคน 555555

สะพานเจี่ยฟ่าง (Jiefang Bridge) + วงเวียนนาฬิกาเซ็นจูรี่ (Century Clock)

เริ่มต้นจุดแรกกับ สะพานเจี่ยฟ่าง (Jiefang Bridge) กับสะพานที่ทำด้วยเหล็กที่ใหญ่โตและเก่าแก่ที่สุดของเทียนจิน สร้างตั้งแต่ 1927 สามารถเปิด-ปิดเพื่อให้เรือแล่นผ่านได้ ซึ่งถ้าพูดถึงสะพานที่เป็นแลนด์มาร์คของเทียนจิน นี่ต้องบอกว่า สะพานเจี่ยฟ่าง (Jiefang Bridge) คือที่สุดแล้วแหละ ถ่ายรูปสวย แถมวิวรอบด้านที่เลียบแม่น้ำไห่เหอ ก็สวยนะเออ

ปลายสะพานเจี่ยฟ่าง (Jiefang Bridge) ยังมีอีกแลนด์มาร์คสำคัญ นั่นคือ วงเวียนนาฬิกาเซ็นจูรี่ (Century Clock) ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์จีนยุคใหม่ของเมืองเทียนจิน ถ้าสังเกตดีๆ รอบหน้าปัดจะมีลาย 12 นักษัตริย์ รวมถึงนาฬิกาทรงตัวเอส (S) ที่สื่อถึง หยินหยาง ที่ด้านบนเป็นพระอาทิตย์และปลายด้านล่างเป็นพระจันทร์นั่นเอง

สองที่นี้อยู่ติดกัน และใช้เวลาไม่มากเท่าไหร่ เดินเล่นชิลๆ ถ่ายรูปเปื่อยๆ เอ้อออ มันชิลลล .. จากนั้นให้เราเดินเลียบแม่น้ำไห่เหอ เพื่อไปยัง จตุรัสทางวัฒนธรรมไห่เหอ (Haihe Culture Square) ต่อได้เลย ฮ่า

จตุรัสทางวัฒนธรรมไห่เหอ (Haihe Culture Square)

ตลอดสองข้างทางเลียบแม่น้ำไห่เหอ เราจะได้เห็นความสวยงามของตึกโมเดิร์นผสมกับตึกดั้งเดิมที่สร้างตามสไตล์ยุโรปแบบเรียงราย ที่ตื่นตาตื่นใจของก๊อตในการมาเดินเล่นที่นี่คือ เราจะได้เห็นคนจีนที่นี่นั่งตกปลาเลียบแม่น้ำเยอะม๊ากกกก คือลุงเค้ามากันเป็นก๊กเป็นก๊วนเลย นี่ก็ได้เข้าไปมุงๆ ดูๆ ลุงๆเค้านั่งตกปลาก็เพลินๆ อยู่เหมือนกัน 555555

เดินเพลินไปเรื่อย รู้ตัวเองอีกทีก็มาถึง จตุรัสทางวัฒนธรรมไห่เหอ (Haihe Culture Square) ที่เป็นเหมือนสวนสาธารณะให้คนได้มาเดินเล่นผ่อนคลายกัน ฝั่งตรงข้ามของจตุรัส จะเป็นโรงแรม St. Regis Tianjin รูปทรงตึกสีเหลี่ยมมีช่องโหว่ตรงกลาง มองภาพรวมๆ กับตึกด้านข้างคือสวยดี มีความสร้างตึกแบบสมมารตรับกับฮวงจุ้ย ซึ่งนี่ก็ไม่พลาดถ่ายรูปเอามาลงในไอจี ฮ่า

ส่วนฝั่งของ จตุรัสทางวัฒนธรรมไห่เหอ (Haihe Culture Square) เองก็ดีย์ไม่แพ้นาา ที่นี่เค้ามีต้นไม้เยอะและร่มรื่นพอสมควร แถมยังมีสวนดอกไม้ที่ออกดอกเยอะแยะมาก ซึ่งนี่คิดว่า ถ้าแม่มา แม่ต้องชอบและหยุดถ่ายรูปอยู่นานแน่นอน 5555555

อิตาเลี่ยนสไตล์ทาวน์ (Italian Style Town)

จากจตุรัสทางวัฒนธรรมไห่เหอ (Haihe Culture Square) เราสามารถเดินเท้ามาต่อยัง อิตาเลี่ยนสไตล์ทาวน์ (Italian Style Town) ได้เลย ซึ่งนี่บอกได้เลยว่าเมื่อเราได้เดินเข้าสู่พื้นที่ อิตาเลี่ยนสไตล์ทาวน์ (Italian Style Town) บรรยากาศคือเปลี่ยนไปอย่างกับอยู่เมืองใดเมืองหนึ่งในอิตาลี เพราะที่นี่แทบไม่มีความเป็นจีนหลงเหลืออยู่ จะมีก็แต่คนจีนและภาษาจีนนี่แหละ ที่ชวนระลึกในใจว่า เอ้ออ .. เรายังอยู่ในประเทศจีนเด้อออ ฮ่า

เห็นแบบนี้ พื้นที่อิตาเลี่ยนสไตล์ทาวน์ (Italian Style Town) เป็นย่านที่ชาวอิตาลีได้ตั้งหลักปักฐานจริงในช่วงสมัยที่จีนถูกเป็นอาณานิคมจนถึงช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบัน เทศบาลเมืองเทียนจินเห็นโอกาสและได้ปรับปรุงย่านนี้ใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิม กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีทั้งร้านอาหาร บาร์ คาเฟ่ และร้านขายของตกแต่งจัดเต็มเสมือนอยู่อิตาลีเลยทีเดียว

ใครที่อยากเปลี่ยนรสชาติจากอาหารจีน เป็นอาหารฝรั่งบ้าง ย่านนี้คือจัดจ้านและเป็นอาหารแบบตะวันตกของแท้ ส่วนใครที่ตั้งใจมาเดินเล่น ที่นี่ก็มีร้านขายของน่ารักเยอะแยะ รวมถึงอย่าลืมมาเดินเล่นรอบ จัตุรัสมาร์โค โปโล (Marco Polo Square) ด้วย เพราะเค้าเป็นแลนด์มาร์คดังของอิตาเลียนทาวน์ที่นี่เลย

ถนนสายวัฒนธรรมโบราณ (Ancient Cultural Street)

อิ่มเอมกับฟีลลิ่งความเป็นยุโรปกันมาแล้ว นี่แนะนำให้มาต่อกับความจีนจ๋ากันบ้างกับ ถนนสายวัฒนธรรมโบราณ (Ancient Cultural Street) ที่ถูกสร้างเป็นถนนทางการค้าตั้งแต่ช่วงราชวงศ์หยวน (ค.ศ. 1271-1368) และถูกสร้างเพิ่มเติมอีกครั้งในราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368-1644) สถาปัตยกรรมของตึกรามบ้านช่องบนถนนสายนี้จึงเป็นแบบจีนโบราณขนานแท้

ใครที่อยากได้จุดถ่ายรูป Instagramble Spot ที่นี่ถือเป็นอีกสถานที่ที่ถ่ายสวยยย 💙

อีกอย่างที่ต้องทำสำหรับการมาเที่ยว ถนนสายวัฒนธรรมโบราณ (Ancient Cultural Street) คือ การหาของกินสตรีทฟู๊ดยอดฮิตของพี่จีน แนะนำให้มาที่นี่เลย มีอันนึงที่อร่อยจนติดใจคือ ปลาหมึกไม้นี้ที่คนขายเค้าเอาไปย่างไฟ โรยด้วยผงปรุงรส อร่อยมากกกก อร่อยเต็มสิบ!

อีกอันที่พี่จีนชอบกินกันคือ พวกไม้ๆ จุ่มน้ำหมาล่านี่แหละ แซ่บเว่อร์ ราคาของแต่ละไม้จะไม่เท่ากันนะตัวเอง กินหลายไม้ก็หมดไปหลายหยวนอยู่ 555555555 // ส่วนตัวก๊อตชอบอันข้างบนที่เอาไปเผามากกว่า

อีกหนึ่งแลนด์มาร์คศักดิ์สิทธิ์สำคัญบน ถนนสายวัฒนธรรมโบราณ (Ancient Cultural Street) คือ พระราชวังเทียนหัว (Tianhou Palace) พระราชวังอันเป็นที่ประทับขององค์เจ้าแม่ทับทิม ถูกสร้างมาก่อนหน้าที่จะมีเมืองเทียนจินและถนนการค้าแห่งนี้อีก เดี๋ยวพาไปแน่นอน แต่ตอนนี้เราไปหาของกินต่อให้อิ่มก่อนก่อน ของกินเยอะม๊ากกกกกกกก

พระราชวังเทียนหัว (Tianhou Palace)

ท่ามกลางถนนสายวัฒนธรรมโบราณ (Ancient Cultural Street) ในเมืองเทียนจิน (Tianjin) นั้น มีอยู่สถานที่นึงที่ต้องมาเยือน นั่นคือ พระราชวังเทียนหัว (Tianhou Palace) อันเป็นพระราชวังที่ถูกสร้างตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน ในปี ค.ศ. 1326 ซึ่งถ้าให้พูดตามช่วงระยะเวลาแล้ว ที่นี่มีมาก่อนที่จะมีเมืองเทียนจินอย่างทุกวันนี้อี๊กก

และด้วยความที่ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำไห่เหอและทะเลที่ชาวประมงหรือคนเดินเรือสัญจรไปมา ที่นี่เลยถูกสร้างเพื่อเป็นที่สักการะบูชาเจ้าแม่ทับทิม หรือเจ้าองค์เจ้าแม่หม่าโจ้ว เทพแห่งท้องทะเลที่ชาวประมงเค้านับถือ เพื่อขอพรให้เดินทางปลอดภัยในท้องทะเลอีกด้วย ปัจจุบัน พระราชวังเทียนหัว (Tianhou Palace) ที่นอกจากจะเป็นที่เคารพบูชาเจ้าแม่ทับทิมแล้ว ที่นี่ยังทำเป็น พิพิธภัณฑ์ประเพณีพื้นบ้านเทียนจิน (Tianjin Folk Custom Museum) ไปด้วยเลยทีเดียว

ใครที่เดินเที่ยว ถนนสายวัฒนธรรมโบราณ (Ancient Cultural Street) เหนื่อย ให้เราเข้ามาใน พระราชวังเทียนหัว (Tianhou Palace) เพื่อกราบไหว้องค์เจ้าแม่ทับทิมได้ ด้านในมีอยู่หลายตึกให้เราเดินชิลๆ ส่วนตัวก๊อตค่อนข้างโอเคนะ เหนื่อยจากการเดินถนนด้านนอกอันวุ่นวาย เข้ามาด้านในสามารถมานั่งพักเหนื่อยได้ ซึ่งนี่จะบอกว่าบรรยากาศเงียบสงบมากเลยแหละ ส่วนค่าเข้าชมที่นี่ ราคาแค่ 10 หยวน แค่นั้นเองจ้า

สะพานจินกัง (Jingang Bridge) + เทียนจินอาย (Tianjin Eye)

เดินออกจาก ถนนสายวัฒนธรรมโบราณ (Ancient Cultural Street) ทางประตูทิศเหนือ เราไปเดินกันต่อเพื่อยัง สะพานจินกัง (Jingang Bridge) ได้เลย ซึ่งก๊อตขอการันตีว่าสะพานแห่งนี้คือจุดชมวิวเทียนจินอาย (Tianjin Eye) ที่สวยที่สุดของเมืองแล้ว น่าเสียดายที่นี่กะเวลาผิดไปหน่อย เลยมาตอนถึงสะพานนี้ตอนบ่ายๆแทน ถ้าจะให้บอกช่วงเวลาที่เราจะได้ชมเทียนจินอายแล้วล่ะก็ นี่แนะนำให้มาตอนกลางคืนเลย เพราะเค้าจะเปิดไฟวุบวั่บแบบอลังการเลยทีเดียว

ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีบน สะพานจินกัง (Jingang Bridge) เราเลยเดินต่อมายัง เทียนจินอาย (Tianjin Eye) โดยระหว่างทางที่เราเลียบแม่น้ำนั้น เราจะได้เห็นลุงป้าน้าอาจับกลุ่มกันตกปลากันแบบจริงจัง จากที่ก๊อตได้ไปยืนสังเกตดู คือเค้าจะจับปลาสีแดงๆกัน ซึ่งนี่ก็ไม่รู้ว่ามันคือปลาอะไร รู้แต่ว่าจับกันมาเยอะม๊าก จนบางทีเราก็แอบสงสารปลาอยู่หน่อยๆ กลัวปลาหมดไม่เหลืออยู่ในแม่น้ำ 5555555 // เดินดูเค้าตกปลาเพลินๆ แปปๆ เราก็มาอยู่ตรงหน้า เทียนจินอาย (Tianjin Eye) กันซักที

เทียนจินอาย (Tianjin Eye) นี่เป็นเหมือนเสาชิงช้าที่เราสามารถนั่งเพื่อขึ้นไปชมวิวเมืองเทียนจินได้ไกลถึง 40 กิโลเมตร และนี่ถือเป็นสัญลักษณ์และแลนด์มาร์คของเมืองเทียนจินเลยนะเว้ย คือเมื่อไหร่ที่เราเสิร์จรูปเกี่ยวกับเทียนจิน รูปเทียนจินอาย (Tianjin Eye) นี่ต้องโผล่มา แน่นอนว่าเราไม่พลาดที่ควักเงิน 70 หยวน เดินขึ้นไปดูวิว ฮ่าา

ระยะเวลาของการชมวิวบนเสาชิงช้า เทียนจินอาย (Tianjin Eye) นั่นจะอยู่ราวๆ ประมาณ 40 นาที ซึ่งนี่บอกก่อนว่ามันจะเดินช้ามากกก หมุนแบบเอื่อยๆ เพื่อให้เราดูบรรยากาศและวิวเมืองรอบๆ ของเมืองเทียนจินได้อย่างอิ่มเอม

ใครที่ชอบดูวิวเมืองจากด้านบน แนะนำว่าต้องมา เพราะด้านบนที่มองผ่านแม่น้ำไห่เหอไปยังดาวน์ทาวน์นั้น สวยใช่เล่นเลย

จบแล้วกับวันแรกที่เทียนจิน! เดินเยอะแต่สนุกมาก ขากลับคือไม่เดินกลับแล้วจ้า เรียกแท็กซี่กลับเข้าโรงแรมได้เลย 555555

เที่ยวเทียนจิน (Tianjin) วันที่ 2
อู่ต้าเต้า (The Great Five Avenue / Wu Da Dao)

The Great Five Avenue หรือที่คนจีนเรียกกันว่า อู่ต้าเต้า (Wu Da Dao) มันคือย่านสไตล์ยุโรป ที่ถนนทั้ง 5 สายมาบรรจบกันเป็นหนึ่งเดียว โดยตึกและวิลล่าสไตล์ตะวันตกทั้งหมดเกือบ 2,000 หลัง ถูกสร้างในสมัยที่เทียนจินเป็นเมืองเช่าฝรั่งในช่วงปี 1920-1930 แถมยังได้รับอนุรักษณ์อย่างสมบูรณ์ที่สุด อันเป็นมรดกล้ำค่าในเทียนจินเลยทีเดียวเชียว ที่เก๋ของย่านนี้คือ บ้านหลายสิบหลัง (หรือเป็นร้อย) ตรงนี้ เคยเป็นที่อยู่อาศัยของคนที่มีชื่อเสียง และคนชั้นสูงในสมัยก่อนอีกด้วย

สำหรับการมาเที่ยวที่นี่ คนส่วนใหญ่เค้าก็จะมาดูบรรยากาศและสถาปัตยกรรมอันหลากหลายเสมือนอยู่ในยุโรป ย่านนี้คือมีหมดทั้งสไตล์ Renaissance, Greek, Gothic, Romantic, Eclectic และ Carson นาจา นี่จะบอกว่า เราสามารถเดินเล่นชิลๆ ได้แบบเพลินๆ หรือถ้าใครจะปั่นจักรยาน หรือนั่งรถม้าชมบรรยากาศ เราสามารถทำได้เช่นกันเด้อ ส่วนเป้าหมายของการมาเยือนย่านนี้คือ เราจะไป หมินหยวนสแควร์ (Minyuan Square) เพื่อถ่ายรูป Instagram ชิคๆ นั่นเอง ฮ่า

หมินหยวนสแควร์ (Minyuan Square)

เดินในย่าน อู่ต้าเต้า (Wu Da Dao) หากราเดินเจอ หมินหยวนสแควร์ (Minyuan Square) เมื่อไหร่ นั่นหมายความว่า เราได้อยู่ใจกลางของย่านอู่ต้าเต้า (Wu Da Dao) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งความเป็นมา หมินหยวนสแควร์ (Minyuan Square) ที่เราจะพาเข้าไปเที่ยวนั้น ก่อนหน้านี้ที่นี่เคยเป็นสนามฟุตบอลประจำเมืองเทียนจิน และถูกสร้างขึ้นโดยแรงบันดาลใจมาจากสนามฟุตบอล  Stamford Bridge ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษนั่นเอง

ปัจจุบัน หมินหยวนสแควร์ (Minyuan Square) ถูกรีโนเวทและเปิดเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม และเป็นสถานที่สำหรับคนเทียนจินและนักท่องเที่ยว ได้มาวิ่งออกกำลังกายรวมถึงได้มาพบปะสังสรรค์กันนี่เอง

ด้วยความที่สถานที่มันถ่ายรูปสวย มีลู่วิ่งและเสาคอลัมน์เรียงกันเป็นแถวสวยงาม อีกทั้งยังมีลานตรงกลางที่ปูพื้นหญ้าเขียวฉ่ำๆ ที่นี่เลยกลายเป็นสถานที่ฮิตไว้ถ่ายรูปลงอินสตาแกรมสำหรับวัยรุ่นที่ได้มาเยือนเมืองเทียนจินไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราก็ไม่พลาดไปเที่ยวที่นี่เมื่อมาถ่ายรูปเก๋ๆ เช่นกัน บอกเลยว่าเราไม่พลาดแน่นอน 5555555

ห้องสมุดเทียนจินปินไห่ (Tianjin Binhai Library) / ศูนย์วัฒนธรรมเทียนจินปินไห่ (Tianjin Binhai Cultural Center)

มาถึงห้องสมุดอันเลืองชื่อที่เกิดจากการที่หลายคนได้มาเยี่ยมเยียนและถ่ายรูปห้องสมุดสไตล์มินิมอลขาวล้วนที่มีหนังสือเรียงกันเป็นเส้นยาวตั้งแต่พื้นถึงเพดาน ความพีคนี้แหละ ที่เค้าถ่ายรูปกันมาลงใน Instagram จนไลค์กระจายและโด่งดังไปทั่วโลก และดูเหมือนว่า คนตามรอยกันไปถ่ายรูปกันล้นมากกก 555555 // เกริ่นมายาว เอาเป็นว่า ที่นี่แหละ คือ ห้องสมุดเทียนจินปินไห่ (Tianjin Binhai Library) ที่บอกไป และห้องสมุดนี้คืออยู่ใน ศูนย์วัฒนธรรมเทียนจินปินไห่ (Tianjin Binhai Cultural Center) อีกทีนะจ้าาา 55555

⚡️สำหรับวิธีการเดินทางมายัง ห้องสมุดเทียนจินปินไห่ (Tianjin Binhai Library) นี่ค่อนข้างจะไกลออกมาจากตัวเมืองซักหน่อย (เอาจริง ไม่หน่อย ชั่วโมงครึ่งเลยแก) ให้เรานั่งรถไฟฟ้ามายังสถานีรถไฟ Citizen Square (ชื่อใน Google) หรือ Citizen Plaza (ชื่อภาษาอังกฤษที่เขียนที่จีน) จากนั้นให้เราเรียกแท็กซี่จากสถานีรถไฟเพื่อไปยัง ศูนย์วัฒนธรรมเทียนจินปินไห่ (Tianjin Binhai Cultural Center) ได้เลย แล้วต้องให้พี่แท็กซี่เค้ากดมิเตอร์ด้วยนะ ราคาจะอยู่ที่ 9 หยวนเนอะ อย่าให้เกินนี้

ตึกที่เรามาถึงนั้น โดยรวมเค้าจะเรียกที่นี่ว่า ศูนย์วัฒนธรรมเทียนจินปินไห่ (Tianjin Binhai Cultural Center) ถือเป็นเมกะโปรเจ็คอันหนึ่งของเขตเศรษฐกิจปินไห่ ซึ่งเป็นเขตเมืองท่าทางตะวันออกของเทียนจินนั่นเอง ที่นี่เค้าพึ่งสร้างกันเสร็จทั้งหมดแบบสดๆ ร้อนๆ ด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น ถูกประกอบด้วยตึกสำคัญทั้งหมด 5 อัน ทั้งห้องสมุดเทียนจินปินไห่ (Tianjin Binhai Library) ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์เป็นอันแรกและเปิดให้บริการแก่สาธารณะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนที่เหลือนั้น เค้าทำเป็น พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ (Museum of Modern Art: MOMA), พิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science & Technology Museum), โรงหนัง (Theater) และ Citizens’ Center ซึ่งนี่ไม่รู้ว่าอันสุดท้ายมันคืออะไร 5555

เอาเป็นว่า ถ้าทั้งหมดนี้เสร็จพร้อมเปิดให้บริการทั้งหมด บอกเลยว่าอลังการงานสร้างมากกกกก สำหรับการไปเที่ยวครั้งนี้ .. ห้องสมุดมันเสร็จและเปิดให้เข้าชมอยู่ที่เดียว ดังนั้น เราก็จะพาไปดูและถ่ายรูปที่ห้องสมุดอย่างเดียวเนอะ 555555

ห้องสมุดเทียนจินปินไห่ (Tianjin Binhai Library)

สำหรับตัวห้องสมุด เราสามารถเข้าได้ฟรี แต่มีข้อแม้อยู่นิดนึงว่า เค้าห้ามเอากล้องใหญ่เข้าไปนะจ๊ะ เราต้องเอากล้องไปฝากไว้ที่ล็อคเกอร์ที่อยู่ข้างห้องสมุดก่อน ทีนี้ การมาถ่ายรูปที่ห้องสมุดนั้นจะเหลืออยู่ตัวเลือกเดียวนั่นคือ ใช้มือถือถ่ายได้อย่างเดียวเด้อ

ห้องสมุดเทียนจินปินไห่ (Tianjin Binhai Library) ถูกออกแบบคล้ายเหมือนนัยน์ตา โดยมีรูปทรงกลมยักษ์อยู่ตรงกลางห้องสมุด ล้อมรอบไปด้วยชั้นหนังสือที่ถูกออกแบบมาเหมือนคลื่นตั้งแต่พื้นเรียงกันไปจนถึงเพดานแบบไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งห้องสมุดแห่งนี้ สามารถบรรจุหนังสือได้มากถึง 1.2 ล้านเล่มเลยยยย

นี่จะบอกว่าสถานที่ดูสวย และถ่ายรูปสวยจริง นี่นั่งยัน ยืนยัน และนอนยัน แต่น่าเสียดายมากกกก ภาพห้องสมุดที่เราเห็นนั้น ชั้นหนังสือที่วางเรียงราย ส่วนมากเป็นรูปสันหนังสือที่สกรีนบนชั้นหนังสือแทน โดยหนังสือจริงที่อยู่ในห้องสมุดตอนนี้มีเพียง 200,000 เล่มเท่านั้นเอง ดังนั้น นี่อยากจะบอกก่อน เพราะก๊อตไม่อยากให้บางคนเฟล ถ้าใครที่อยากจะมาดูความอลังการงานสร้างของชั้นหนังสือที่มีหนังสือจริงวางเรียงราย บอกเลยว่าอาจจะผิดหวัง

แต่ถ้าใครมาที่นี่เพื่อที่ต้องการที่จะมาถ่ายรูปเก๋ๆ ชิคๆ ลงโซเชียล หรือเก็บไว้เป็นที่ระลึก บอกเลยว่าไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะถ่ายรูปสวยจริงงงง ทีนี้ก็ต้องเทียบแล้วว่าควรมาหรือไม่มาดี เพราะตัวห้องสมุดเอง ค่อนข้างอยู่ไกลจากตัวเมืองเทียนจินมาก (เดินทางประมาณ 1.30 ชั่วโมง) ดังนั้น เราอาจจะใช้เวลาไปเที่ยวและถ่ายรูปห้องสมุดเกือบๆครึ่งวัน เอาเป็นว่า ตัดสินใจกันเองได้เลยยยย ฮ่าา

โบสถ์เซนต์โจเซฟ (St. Joseph Cathedral)

เที่ยวมาก็เยอะแยะแล้ว ต่อไปเราจะมาแนะนำแหล่งช้อปปิ้งสุดฮิต ชิคที่สุดของเมืองเทียนจินกัน แต่ก่อนที่เราจะช้อปปิ้งจนล้มละลาย นี่อยากให้มาแวะ โบสถ์เซนต์โจเซฟ (St. Joseph Cathedral) โบสถ์โรมันคาทอลิคที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเทียนจิน ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟใต้ดินถนนหยิงโข่ว (Yingkou Road Station) และอยู่สุดขอบถนนคนเดินช้อปปิ้งที่ยาวที่สุดในเทียนจิน นั่นคือ ถนนปินเจียง (Binjiang Street) นั่นเอง

ไปถึงปุ๊ปคือเสียดายม๊าก เพราะตอนที่ก๊อตไปนั่น โบสถ์เซนต์โจเซฟ (St. Joseph Cathedral) ปิด ทำให้เราไม่สามารถเดินเข้าไปชมด้านในได้ จะเห็นก็แต่สถาปัตยกรรมโรมาเนสก์ (Romanesque) ของโบสถ์ด้านนอกที่สวยงาม แถมนี่ยังเห็นมีคู่รักคนจีนมาถ่ายพรีเวดดิ้งที่โบสถ์นี้ด้วย คือน่ารักม๊ากก แทบอยากจะจูงมือแฟนมาถ่ายรูปขอแต่งงานกันเลยเดียว ฮ่า

ถนนปินเจียง (Binjiang Street)

สำหรับขอช้อปปิ้ง นอกจากสี่แยกสถานีรถไฟใต้ดินถนนหยิงโข่ว (Yingkou Road Station) ที่ล้อมรอบไปด้วยทั้ง 4 มุมแล้ว นี่อยากจะเชื้อเชิญให้มาต่อกับถนนคนเดินช้อปปิ้งอันคลาสสิกของพี่จีนที่ถนนปินเจียง (Binjiang Street) เราสามารถหาซื้อทุกอย่างที่ต้องการได้ที่ถนนเส้นนี้จริงๆ ทั้งเสื้อผ้า ของกิน ขนมนมเนย และของฝากต่างๆ ใครที่มาเที่ยวโบสถ์เซนต์โจเซฟ (St. Joseph Cathedral) แล้วล่ะก็ เราสามารถเดินตรงยาวมาเรื่อยๆ กว่า 1.2 กิโลเมตร จนสุดทางที่ห้างอิเซตัน (Isetan) ได้เลยแม่จ๋า

หนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของถนนปินเจียง (Binjiang Stree) คือ Tianjin Quanye Bazaar กับตึกแบบฝรั่งเศสที่ถูกสร้างเป็นห้างในย่านนี้ตั้งแต่ปี 1928 แถมยังเป็นจุดถ่ายรูปที่ถ่ายคนชอบมาถ่ายด้วย เพราะตึกนี้ตั้งอยู่ตรงสีแยกตัดกันของถนน ถนนปินเจียง (Binjiang Street) และ ถนนเหอผิง (Heping Street) โดยตรงกลางมีแผนวงกลมทองแดงสลักลายขนาดใหญ่ด้วยนะเออ

กำแพงเมืองจีน – ด่านหวงหยากวน (Great Wall of China – Huangyaguan)

สำหรับใครที่มาเที่ยวเทียนจินแล้วอยากไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนด้วยแล้วล่ะก็ นี่จะบอกว่า ยูว์ไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะที่เทียนจินก็มีกำแพงเมืองจีนอยู่ด่านนหนึ่งชื่อว่า ด่านหวงหยากวน (Huangyaguan) ที่ยังคงความดิบของสถานที่ที่ให้น่าค้นหามากยิ่งขึ้นไปอีก แถมคนที่มาเที่ยวกำแพงเมืองจีนด่านนี้ยังน้อยกว่าด่านอื่นๆ อีกซะด้วย ใครที่อยากสัมผัสสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลางของกำแพงอิฐที่สร้างด้วยฝีมือมนุษย์ ต้องมาซะแล้วว

กำแพงเมืองจีน – ด่านหวงหยากวน (Great Wall of China – Huangyaguan) อยู่ในเขตจี้เซี่ยน (Jixian) อยู่ทางทิศเหนือของเมืองเทียนจิน และอยู่ห่างจากกรุงปักกิ่งประมาณ 100 กิโลเมตร ด้วยความที่ด่านหวงหยากวน ตัวกำแพงอิฐเป็นสีออกเหลืองๆ ชื่อของด่านนี้เลยเรียกกันติดปากว่า ‘หน้าผาสีเหลือง’ ซึ่งภาษาจีนก็คือ ‘หวงหยวากวัน’ นั่นเอง

อีกเรื่องที่เก๋ของกำงแพงเมืองจีนด่านนี้คือ ที่นี่เป็นที่จัดงาน The Great Wall Marathon ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี ซึ่งถ้าใครเป็นขาวิ่ง แล้วอยากสัมผัสประสบการณอันแปลกใหม่ของการปีนกำแพงเมืองจีนล่ะก็ ต้องไม่พลาดแล้วล่ะจ้าา

ส่วนตัวก๊อตเอง จริงๆไม่ได้เที่ยวกำแพงเมืองจีนที่ด่านนี้ แต่นี่อดใจที่จะยืมรูปเพื่อนและเขียนไม่ได้ เพราะเพื่อนก๊อตได้ไปเที่ยวด่านนี้มา เค้าเอ่ยปากฝากบอกบอกว่าสวยม๊าก ดังนั้น ใครที่มาเที่ยวเมืองเทียนจินเมืองเดียว และไม่ได้มีแพลนไปเที่ยวต่อยังปักกิ่ง ด่านหวงหยากวน (Huangyaguan) นี่แหละ คือสะดวก และใกล้เทียนจินที่สุดแล้ว!

เที่ยวเทียนจิน เสร็จแล้ว
ไปเที่ยวเมือไหนต่อดีน้า?

สำหรับที่คิดว่า การเที่ยวเมืองเทียนจินอย่างเดียวไม่พอ ก๊อตขอแนะนำให้ไปเที่ยวปักกิ่ง (Beijing) ต่อเลยจ้า เราสามารถนั่งรถไฟความเร็วสูงภายในเวลาแค่ 30-40 นาทีเท่านั้น ซึ่งตัวเมืองปักกิ่ง มีที่เที่ยวอย่างเยอะ ไม่ว่าจะเป็น พระราชวังต้องห้าม (Forbidden City), พระราชวังฤดูร้าน (Summer Palace), หอสักการะฟ้าเทียนถัน หรือ หอสักการะฟ้าดิน (Temple of Heaven) และแน่นอนที่ขาดไม่ได้ คือ กำแพงเมืองจีน (Great Wall of China) ด่านอื่นๆ ในปักกิ่งนั่นเอง

ถามว่าก๊อตได้ไปเที่ยวปักกิ่งมามั้ย ?
โอ้โหหห มีหรอจะพลาด เดี๋ยวมีรีวิวต่อแน่นอน ต้องติดตามนะก๊ะ 💙

รีวิวเที่ยวจีนยังไม่หมดเท่านี้ 🇨🇳❤️
เที่ยวจีนให้เยอะขึ้นอีกจากรีวิวจีนด้านล่างนี้ได้เลย

ปีนี้เป็นปีที่ได้มีโอกาสเที่ยวจีนเยอะมาก คือไปได้ประมาณ 3-4 รอบในหนึ่งปี และมีแพลนว่าจะได้ไปอีก นี่เลยเริ่มทยอยเขียนรีวิวจีนเรื่อยๆ เพื่อที่จะได้ตามรอยกันได้ง่ายขึ้นเนอะ ส่วนตัวบอกเลยว่าค่อนข้างประทับใจประเทศจีนมากพอควร ธรรมชาติเว่อร์วังอลังการ เมืองใหญ่ก็เจริญขั้นสุด การเที่ยวประเทศจีนทำให้เราเซอร์ไพรส์ได้ตลอดเวลา เอาเป็นว่า ก๊อตจะทยอยเขียนรีวิวจีนเรื่อยๆ เนอะ

เมืองในเขตปกครองพิเศษ (Municipality)

1. รีวิว เซี่ยงไฮ้ (Shanghai)
2. รีวิว เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์แลนด์ (Shanghai Disneyland)
3. รีวิว เทียนจิน (Tianjin)

4. รีวิว ปักกิ่ง (Beijing) // กำลังเขียน

มณฑลยูนนาน (Yunnan)

1. รีวิว ลี่เจียง (Lijiang)
2. รีวิว แชงกรีล่า (Shangri-La)
3. รีวิว ภูเขาหิมะเหม่ยลี่ (Meili Snow Mountain) // กำลังเขียน

มณฑลเหอหนาน (Henan)

4. รีวิว เจิ้งโจว (Zhengzhou) // กำลังเขียน
5. รีวิว ลั่วหยาง (Louyang) // กำลังเขียน
6. รีวิว หยุนไถซาน (Yuntaishan) // กำลังเขียน
7. รีวิว ไคฟง (Kaifeng) // กำลังเขียน

ส่วนลดจองโรงแรมจาก Agoda, Expedia, Booking, Hotels.com, Airbnb และบัตรสวนสนุก ตั๋วรถไฟ กิจกรรมท่องเที่ยวจาก Klook

สำหรับใครที่กำลังจะจองที่พักและหาส่วนลดจองโรงแรมอยู่ ลองดูตามลิงค์ด้านล่างได้เลย มีทั้ง Agoda, Expedia, Booking รวมถึง Hotels.com ด้วย ประหยัดไปได้อีกเกือบ 10-20% ใช้ได้กับโรงแรมทั่วโลก
ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเว็บไซต์จองโรงแรมพวกนี้ มีส่วนลดท็อปอัพจากบัตรเครดิตเพิ่มเกือบทุกธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต Citibank, KBANK, SCB, Krungsri, KTC, Bangkok Bank และ TMB หรือแม้แต่ส่วนลดจากค่ายมือถืออย่าง AIS, DTAC หรือ True ซึ่งส่วนลดพวกนี้จะเปลี่ยนตลอดทุกเดือน และเก๊าก็อัพเดทให้ตลอดเวลาเน้อ 🧡

ส่วนลด Agoda.com (อโกด้า)  |  ส่วนลด Booking.com (บุคกิ้ง)  ส่วนลด Expedia (เอ็กซ์พีเดีย) | ส่วนลด Hotels.com (โฮเทลส์)  |  ส่วนลด Klook (คลุก)  |  ส่วนลด Airbnb (แอร์บีเอ็นบี)

    

รีวิว ที่เที่ยว PANTIP 2018 2019

[email protected]

Passionately love travelling to an interesting destination, doing and wearing cool pieces of stuff, and sharing to inspire other people in an attractive way through his own travel and lifestyle blog.

NO COMMENTS

POST A COMMENT