HashCorner

รีวิว ฮาโกดาเตะ (Hakodate) : เที่ยวฮอกไกโดคูลๆ ลุยหิมะหน้าหนาว 「Hokkaido Winter Edition」

 

ฮาโกดาเตะ (Hakodate) เป็นเมืองสุดท้ายของทริปฮอกไกโดล้าวววว .. โดยเราจะนอนที่นี่สองคืน เที่ยวเต็มๆหนึ่งวัน นอกนั้นคือเปื่อยและเตรียมตัวกลับบ้าน ไฮไลท์ของเมืองนี้คือการเดินรอบเมืองเก่าในย่านโมโตมาชิ (Motomashi) แล้วปิดท้ายด้วยการขึ้นไปดูวิวเมืองฮาโกดาเตะบนภูเขา ซึ่งจะสวยแค่ไหนก็ต้องอ่านดูกันเลย 🙂

รู้จักฮาโกดาเตะกันซักหน่อย

เมืองฮาโกดาเตะ (Hakodate) เป็นเมืองท่าเรือแห่งแรกในญี่ปุ่นที่เปิดทำการค้าขายกับต่างประเทศในปี 1854 หลังจากที่ญี่ปุ่นได้ทำสนธิสัญญาคะนะงะวะ (Convention of Kanagawa) กับอเมริกา จนปี 1859 ฮาโกดาเตะได้เป็น 1 ใน 5 เมืองของญี่ปุ่นที่เป็นเมืองท่าเรือค้าขายอย่างสมบูรณ์แบบ ทีนี้ชาวตะวันตกก็ไหลหลั่งเข้ามาในเมืองฮาโกดาเตะ และได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่กันหลายชนชาติเลยล่ะ มันก็เลยมีตึกรามบ้านช่องที่มีสถาปัตยกรรมตะวันตกเยอะแยะมากมายที่เรายังสามารถเห็นได้ในเขตเมืองเก่าย่านโมโตมาชิ (Motomashi) อยู่

เมืองฮาโกดาเตะ ถือเป็นหนึ่งเมืองในญี่ปุ่นที่ได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 น้อยที่สุด

วอร์มอัพด้วยวิดีโอทริปฮอกไกโด

ภาพรวมทริปฮอกไกโด 11 วัน 10 คืน

ก่อนอ่านรีวิว อาซาฮิกาว่า-บิเอะ (Asahikawa-Biei) อยากให้ลองทำความเข้าใจภาพรวมของทริปฮอกไกโดกันก่อน .. ทริปนี้ถือว่าเป็นทริปโคตรอภิมหากาพย์ของปีเลยทีเดียว เพราะว่าไปเที่ยวตั้ง 11 วัน 10 คืน และมีความตั้งใจว่าจะเที่ยวรอบเกาะฮอกไกโดให้ได้ทั้งหมดเท่าที่จะทำได้ เราจะเริ่มต้นทริปด้วยการบินจาก กรุงเทพ-นาริตะ ต่อเครื่องจาก นาริตะ-ชิโตเสะ (ซัปโปโร) และ เริ่มเที่ยวจากเมืองสู่เมืองทั้งหมด 7 เมือง คือ ซัปโปโร / โอตารุ / อาซาฮิกาวะ / บิเอะ / อะบาชิริ / คุชิโระ / ฮาโกดาเตะ จากนั้นจะนั่งรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นจาก ฮาโกดาเตะ เข้าสู่โตเกียวและบินกลับกรุงเทพ

รายละเอียดแพลนเที่ยวทั้งหมด ผมทำเป็นตารางไว้ให้เป็นไกด์ไลน์แล้ว หากใครต้องการดู สามารถคลิกที่นี่ หรือรูปด้านล่างแล้วโหลดตารางทริปใน Google Sheet ได้เลย สามารถ export เป็น Excel เพื่อแก้แพลนแล้วแต่ความชอบ หรือจะ export สำเร็จรูปเป็น PDF ก็ยังได้ เริ่ดมั้ยล่ะ นี่ทำเพื่อทุกคนนะเฟร้ย

รีวิว ซัปโปโร (Sapporo) คลิก
รีวิว โอตารุ (Otaru) คลิก
รีวิว อาซาฮิกาวะ-บิเอะ (Asahikawa-Biei) คลิก
รีวิว อะบาชิริ-คุชิโระ (Abashiri-Kushiro) — อ่านอยู่ ณ ตอนนี้

จองเที่ยวบินกับโรงแรมที่ Expedia.co.th

เครื่องบินขาไป ดอนเมือง-นาริตะ บินด้วย Scoot Airlines จากนั้นต่อเครื่องจาก นาริตะ-ชิโตเสะ (ซับโปโร) บินด้วยสายการบิน Jetstar Japan ซึ่งเป็นสายการบินโลวคอสแอร์ไลน์ของญี่ปุ่น และขากลับจาก นาริตะ-ดอนเมือง บินด้วย AirAsia ครับ การจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมทั้งหมดนั้น ผมได้ใช้ Expedia ทั้งหมด เพราะว่า ดีลโรงแรมของ Expedia คือถูกกว่า OTA เจ้าอื่นนะ ถ้ารู้จังหวะ ดูโค้ดลับ รู้ดีล หรือถ้าเราจองเครื่องบินและโรงแรมพร้อมกัน บอกเลยว่าถูกกว่าเจ้าอื่นแน่นอน หากใครยังไม่เคยใช้ Expedia ลองเข้าไปกดเลือกเมืองที่จะไปกับวันที่เข้าพักดู แล้วจะรู้ว่า .. ราคาของ Expedia นั้นถูกและดีงามขนาดไหน ฮี่ฮี่

 

สำหรับใครที่อยากรู้ว่าในทริปฮอกไกโดนี้พักโรงแรมไหนบ้าง เชิญตามรอยรีวิวที่พักที่แยกเป็นอีกรีวิวนึงได้เล้ย บอกหมดว่าแต่ละโรงแรมเป็นยังไง ดีมั้ย น่าพักหรือเปล่า ตามลิงค์ด้านล่างโลด

รีวิวที่พักฮอกไกโด ทุกโรงแรมที่ได้ไปใน Sapporo, Hakodate, Asahikawa,
Abashiri และ Kushiro พร้อมบอกเคล็ดลับการจองโรงแรมกับ Expedia (คลิก)

การเดินทางในเมืองฮาโกดาเตะ (Hakodate)

การเดินทางไปไหนมาไหนนั้น มีตัวเลือกอยู่สองอย่าง คือ รถแทรมกับรถเมล์ครับ ทีนี้มันจะมีพาส 1-day ด้วยล่ะ เราสามารถซื้อได้ที่ Tourist Information Center ในสถานีรถไฟ JR Hakodate ครับ หรือถ้าใครลืม สามารถซื้อได้จาก Front Desk ในโรงแรมได้เหมือนกันครับผม

Tram 1-day pass ราคา 600 เยน
Bus 1-day pass ราคา 800 เยน
Tram + Bus 1-day pass ราคา 1,000 เยน
Tram + Bus 2-day pass ราคา 1,700 เยน

ผมว่า Tram+Bus อ่ะคุ้ม เพราะบางสถานที่คือนั่งรถไฟสะดวกกว่า ไม่ต้องเดิน แต่ตอนนั้นที่ผมซื้อจากหน้า Front Desk ของโรงแรม คือเค้าไม่มีขาย ยังไงลองถาม Tourist Information Center อีกทีเน้ออ ลิงค์เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Transportation ในเมืองฮาโกดาเตะ คลิก

 

ตลาดตอนเช้า (Hakodate-Asaichi / Morning Market)

สำหรับใครที่อยากกินอาหารสด อร่อย และราคาถูก แนะนำให้มากินที่ตลาด Hakodate-Asaichi หรือ Morning Market เลย ที่นี่เดินทางไม่ยาก เพราะอยู่เกือบติดกับสถานี JR Hakodate เลยแหละ

 

จะบอกว่าผมนั้นแค่มาเดินเล่นเฉยๆ ไม่ได้กินแหละ เพราะว่าผมกินอาหารเช้าบุฟเฟต์จากโรงแรมแล้ว ฮ่าๆ ดังนั้นผมเลยมาเดินเล่นเฉยๆที่นี่ ซึ่งเค้าก็จะมีร้านซีฟู๊ด อาหารทะเลเรียงกันเป็นแถวเลย ถ้าใครสนใจอยากกินอันไหน ก็บอกเค้าแล้วเค้าจะทำสดๆตรงนั้นให้ได้ทาน ในส่วนของตรงกลางตลาดจะมีโต๊ะให้ทานอาหาร ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีที่นั่งกินสบายๆนา

 

ตรงกลางตลาด อ่านมาเค้าบอกว่ามีให้ตกปลาหมึกด้วย แต่ตอนผมมามันปิดง่ะ งือ

นอกจากตลาดแล้ว ที่นี่ยังมีฟู๊ดคอร์ทด้วย และด้านหลังฟู๊ดคอร์ทยังมีตลาดที่ขายของอื่นๆอีก ดังนั้น ถ้าใครจะมาซื้อของฝาก แนะนำให้มาที่นี่ได้เลย มีแทบเกือบจะทุกอย่าง ร้านขายยาก็มี 🙂

สวนพฤกษศาสตร์ฮาโกดาเตะ (Hakodate Botanical Garden)

สำหรับการมาสวนพฤกษศาตร์ที่นี่ คือจริงๆไม่ได้จะมาดูต้นไม้อะไรเลยแหละ ฮ่าๆ เพราะความจริงคือเราจะมาดูลิงแช่น้ำร้อนในหน้าหนาว แต่ในเมื่อเราเข้ามาแล้ว การดูต้นไม้ ดอกไม้ในสวนพฤกษศาสตร์เรือนกระจกนั้นก็ไม่เสียหาย เพราะเสียค่าเข้ามาแล้วนี่หน่า งั้นเราจะพาดูข้างในสวนกันก่อนซึ่งเราค่อนข้างอเมซิ่งนิดหน่อย เพราะว่าอากาศข้างนอกติดลบ แต่ในเรือนกระจกคืออากาศธรรมดาปกติ ประมาณ 25 องศา เจ๋งว่ะ

 

ค่าเข้าสวนพฤกษศาสตร์ฮาโกดาเตะ 300 เยน
วิธีการมาง่ายสุด คือนั่งเมลสาย 96 หรือ 6 จากหน้าสถานีรถไฟ JR Hakodate 

ภายในเรือนกระจกนั้น คือสวรรค์ของพืชพรรณต้นไม้ในเขตโซนร้อนเลย เพราะเค้าทำอุณภูมิภายในให้เป็นเขตร้อน แตกต่างกันลิบลับกันอากาศข้างนอกที่มีหิมะขาวโพลนอุณหภูมิติดลบ 555

 

 

ใครเป็นขาต้นไม้ ดอกไม้ แนะนำให้มาครับ เพราะเราจะเจอกับพืชพรรณท้องถิ่นของญี่ปุ่นมากกว่า 3,000 สปีชี่ส์ นอกจากต้นไม้แล้ว ที่นี่เหมือนยังมีอีเวนท์เล็กในสวนด้วย ยังไงลองเช็คดูกันได้ครับ

ลิงแสมแช่น้ำร้อน

เอาล่ะ เมื่อเราเดินออกมาจากสวนพฤกษศาสตร์เรือนกระจก ให้เราเดินมาด้านขวา เราจะเจอสระน้ำหรือบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่มีลิงแสมหน้าแดงเจี๊ยกๆแช่น้ำอยู่ จะบอกว่าตอนแรกเห็นแล้วสะพรึง คือลิงเยอะมว๊ากกกกก แล้วคือมันก็แช่น้ำร้อนสบายใจมากเลยแหละ

 

 

เมื่อมองไปใกล้ๆแบบ ทีละตัวทีละตัว เรารู้สึกเราสงสารลิงเล็กๆ คือก็ไม่รู้ว่าลิงถูกดูแลดีหรือเปล่า คือถูกขังอยู่ในบ่อ สภาพอาการลิงคือดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ขนแต่ละตัวจะแบบเหมือนเห็นหนังสลับขนเป็นปื้นๆ ก็เลยไม่แน่ใจ T__T

 

แช่เท้าคลายหนาวในน้ำแร่ฟรี
แถวสถานีรถแทรมยูโนะกาวะ-ออนเซ็น (Yunokawa-onsen)

หลังจากเราดูและเอ็นจอยกับสิ่งต่างๆในสวนพฤกษศาสตร์ฮาโกดาเตะ (Hakodate Botanical Garden) เรียบร้อยแล้ว ตอนขากลับเราจะนั่งรถเมล์กลับโดยการเดินไปทางเดิมก็ได้นะ แต่นี่ขอเปลี่ยนบรรยากาศโดยการเดินไปที่ สถานีรถแทรมยูโนะกาวะออนเซ็น (Yunokawa Onsen) แทน เพราะนี่จะไปแช่ขาในน้ำแร่อุ่นๆใกล้กับสถานีรถแทรมซักแปป ซึ่งบอกเลยว่าฟรีแจ้

 

ทางเดินระหว่างสวนพฤกษศาสตร์กับสถานีรถแทรมจะเป็นเส้นโค้งเลียบคลอง เราสามารถเดินได้เพลินๆ แค่กิโลเดียวเอ๊ง 🙂

ตรงนี้แหละ คือที่แช่เท้าสาธารณะ แช่ได้ฟรีเลยยยย

 

เมื่อเราแช่เท้าจนจุใจหายเหนื่อยแล้ว จากนั้นก็นั่งรถแทรมไปต่อที่อื่นได้เล้ยยยย

ย่านเมืองเก่าโมโตมาชิ และ ย่านอ่าวฮาโกดาเตะ (Motomashi & Hakodate Bay Area)

เส้นทางเดิน

อันนี้คือเส้นทางเดินที่แนะนำมาจากเว็บการท่องเที่ยวของ เมืองฮาโกดาเตะ (Hakodate) เลยล่ะ เป็นโซนเก่าย่านโมโตมาชิและอ่าวฮาโกดาเตะ ครอบคลุมเกือบทุกสถานที่ของเมืองเลย แหม๊ แนะนำมาขนาดนี้แล้ว เข้าทางพอดี ก็เลยเดินตามเลยจ้า ระยะทางการเดินประมาณ 2.5 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

เริ่มต้นที่สถานีรถแทรม Suehiro-cho แล้วตามเส้นทางในแมพด้านล่าง
[1] ทางลาดโมโตอิ-ซากะ (Motoi-zaka slope) -> สถานกงสุลอังกฤษเก่า (Old British Consulate)
[2] สวนโมโตมาชิ (Motomachi Park)
[3] ศาลาประชาคมฮาโกดาเตะ (Old Hakodate Public Hall Ward)
[4] โบสถ์รัสเซียออโธด็อกซ์ (Rusian Orthodox Church)
[5] ทางลาดฮะจิมัน-ซากะ (Hachiman-zaka Slope)
[6] โกดังอิฐแดงคาเนะโมริ (Kanemori Red Brick Warehouse)
[7] กระเช้าขึ้นภูเขาฮาโกดาเตะ (Mt. Hakodate Ropeway)

ถามว่าเหนื่อยมั้ย?
ก็เรื่อยๆน้า เพราะมันคือหน้าหนาวไง เราเลยไม่รู้สึกเหนื่อยมาก เหงื่อไม่ออก 555
ยังไงลองดูเส้นทางกันก่อนจากแมพด้านล่างกลับอีกรอบ สามารถคลิกที่รูปเป็นไฟล์ PDF แล้วเซฟเก็บไว้ได้ 🙂

 

 

เริ่มต้นให้เรานั่งรถแทรมไปที่ สถานี Sueshiro-Cho จากนั้นเริ่มเดินขึ้นตามทางลาดโมโตอิ-ซากะ (Motoi-zaka Slope) เราจะเห็นตึกรามบ้านช่องที่ยังอนุรักษ์ไว้อย่างดิบดี รวมถึงเห็น ศาลาประชาคมฮาโกดาเตะ (Old Hakodate Public Hall Ward)  อยู่ไกลลิบๆ

 

เดินขึ้นมาเรื่อยๆ ก่อนเราจะเจอ ศาลาประชาคมฮาโกดาเตะ (Old Hakodate Public Hall Ward) อาคารเหลืองนั้น เราจะต้องเดินผ่านสวนโมโตมาชิ (Motomachi Park) กันก่อน ซึ่งตรงจุดนี้ หากเราหันหลังกลับไปยังทางที่ขึ้นมา เราจะเห็นวิวเมืองฮาโกดาเตะที่โคตรสวยเลยแหละ

ส่วนตัวอาคารเหลืองที่เป็นศาลาประชาคมฮาโกดาเตะ .. เราไม่ได้เข้าแหะ เพราะมันเสียค่าเข้า 300 เยน ฟีลข้างในก็จะแบบเป็นเหมือนฟีลพระราชวังตะวันตก ซึ่งนี่เฉยๆ ไม่ค่อยอินแงะ

 

 

เดินต่อมายังโบสถ์รัสเซียออโธด็อกซ์ (Rusian Orthodox Church) เราจะผ่านทางลาดฮะจิมัน-ซากะ (Hachiman-zaka Slope) จะบอกว่า ถ้าเราจะไปเดินไปดูโบสถ์ ให้เดินตรงไปก่อนเลยแจ้ เด่วเราค่อยเดินกลับมาตรงเส้นทางลาดนี้

 

.. แต่เอาจริงป่ะ .. ถ้าใครมีเวลาไม่เยอะ จะผ่านโบสถ์นี้แล้วเดินลงทางลาดไปเลยก็ได้ครับผม แฮ่ๆ

 

ทางลาดฮะจิมัน-ซากะ (Hachiman-zaka Slope)

ทางลาดนี้คือพีคสุดของทุกทางลาดเล้ย คือเมื่อเราเดินลงแล้วมองออกไป เราจะรู้สึกถึงความสวยงามและอลังการของอ่าวฮาโกดาเตะข้างหน้าตัวเอง ภาพมันจะ Distort ตามมิติที่มันเป็นทางลาดลงแล้วไปเจอกับอ่าวพอดี ดังนั้น ทางลาดแม่งไม่เหมือนทางลาดเลย ชอบบบบบ 😳

 

 

ให้เราเดินลงมาตามทางลาดและเลียบอ่าวตามเส้นทางในแมพเลยแกร๊ จากนั้นเราจะไปกินแฮมเบอร์เกอร์ชื่อดังของญี่ปุ่นที่มีเฉพาะฮาโกดาเตะกัน ฮี่ฮี่

แวะกินแฮมเบอร์เกอร์ชื่อดัง Lucky Pierrot

สำหรับใครที่มาเมืองฮาโกดาเตะ (Hakodate) แล้วไม่มากินแฮมเบอร์เกอร์ร้าน Lucky Pierrot ละก็ .. จะบอกว่าพลาดมาก พลาดจริงๆ เพราะ Lucky Pierrot เป็นร้านแฮมเบอร์เกอร์ที่กำเนิดก่อร่างสร้างตัวในฮาโกดาเตะ ตกแต่งร้านด้วย Circus Style ใช้ตัวตลกเป็นมาสคอตไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังอร่อยด้วยการผสมผสานระหว่างอาหารอเมริกันในแบบฉบับของญี่ปุ่น ซึ่งบอกเลยว่าอร่อยมากกกก

Lucky Pierrot เป็นร้านอาหารอันดับ 1 ใน Tripadvisor ด้วยนะ รับรองว่าไม่ผิดหวัง

 

มาดูที่ผมสั่งกันดีกว่ากับอันแรก ชุด No.1 ที่มาพร้อมกับ Chinese Chicken Burger + Cheese French Fries + Iced Green Tea ในราคา 650 เยน คุ้มมาก อร่อยมากจริงๆ โดยเฉพาะเนื้อไก่คือแบบแทบจะล้นออกมาจากขนมปัง ตัวเฟร้นฟรายก็อร่อยเหมือนกัน

 

ตอนนี้ Lucky Pierrot มีทั้งหมด 13 ร้านทั่วเมืองฮาโกดาเตะ ส่วนผมนั้นไปสาขาตรง Bay Area เลยล่ะ ที่นี่เป็นสาขาแรกที่เปิดตั้งแต่ปี 1987 เป็นร้านเล็กๆ แต่ดูน่ารักม๊ากกก แล้วก็มีทั้งแบบเป็นชิงช้าด้วย 🙂

โกดังอิฐแดงคาเนะโมริ (Kanemori Red Brick Warehouse)

เมื่อเราเดินข้ามถนนมาจากร้าน Lucky Pierrot จะเห็นห้องแถวโกดังอิฐแดงคาเนะโมริ (Kanemori Red Brick Warehouse) ที่นี่นั้นเคยเปิดเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศครั้งแรกเมื่อปี 1859 เท่ากับว่าโกดังอิฐแดงคาเนะโมรินี้อยู่คู่บ้านคู่เมืองฮาโกดาเตะตั้งแต่สมัยมีเมืองนี้ใหม่ๆเลยล่ะ ปัจจุบันโกดังอิฐแดงอันนี้ได้กลายสภาพเป็นร้านค้า ร้านอาหาร และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องมาในเมืองฮาโกดาเตะที่ทุกคนต้องมาไปเรียบร้อยล้าวววว

 

ในโกดังอิฐแดงนี่คือร้านค้ากับร้านอาหารทั้งหมดเลยนะ ของช็อปเยอะมากกกก ดังนั้นใครอยากซื้อของอะไรในเมืองฮาโกดาเตะ คือมีแนะนำสองที่คือที่โกดังอิฐแดงที่นี่ ไม่ก็แถวตลาดตอนเช้าตรงสถานีรถไฟฮาโกดาเตะ

ขึ้นกระเช้าไปดูวิวบนภูเขาฮาโกดาเตะ (Mt. Hakodate Ropeway)

สำหรับการขึ้นกระเช้าไปดูวิวเมืองฮาโกดาเตะตั้งแต่ตอนเย็นจนพระอาทิตย์ตกนั้นเป็นสิ่ง A MUST ที่ต้องทำเมื่อไปเที่ยวเมืองฮาโกดาเตะเลย ถึงขนาดที่ Michelin ให้คะแนนถึง 3 ดาว สำหรับการมาดูวิวที่นี่ แนะนำให้ขึ้นช่วงก่อนเวลาพระอาทิตย์ตกซักหนึ่งชั่วโมง กว่าจะต่อแถวขึ้น กว่าจะถึงนู่น เพราะคนเยอะมว๊าก แนะนำให้เราเช็คจากเว็บทางการของ Hakodate Ropeway ว่าวันนี้เค้าเปิดปกติมั้ย เวลาพระอาทิตย์ตกของวันนี้กี่โมง

! ถ้ามาจากโกดังอิฐแดง จะเดินมาก็ได้ แต่ก็อาจจะเหนื่อยหน่อย ชิลๆ ไม่งั้นก็นั่งแท็กซี่มา แต่ถ้ามาจากสถานีรถไฟ JR Hakodate ให้นั่งรถเมลจากหน้าสถานีเลย ส่วนค่าขึ้นกระเช้าแบบไป-กลับนั้นราคา 1,280 เยน แจ้

 

เมื่อเราขึ้นมาข้างบนแล้ว ให้เราขึ้นมาจุดชมวิวก่อน แล้วดูว่าคนเยอะมั้ย ทนอากาศหนาวได้หรือเปล่า ฮ่าๆ .. พอนี่ไปถึง ถึงกับผงะกับคนที่เยอะเวอร์ และความหนาวที่ว่า .. ถ้าให้เรายืนตรงนี้เป็นชั่วโมงไม่ไหวแน่ๆ

 

 

ถ้าใครเจอปัญหาเดียวกับผม แนะนำให้เราลงมาแล้วเข้าร้านคาเฟ่เลยจ้า จะบอกว่ามันนั่งดูวิวสบายๆได้ แล้วต้องมาเร็วหน่อยด้วยนะ แปปเดียวคือเต็มร้าน .. เรื่องราคาอาหารนั้นแพงมั้ย บอกเลยว่าแพงอยู่ แต่เราสามารถสั่งแค่น้ำหรือกาแฟแล้วนั่งยาวได้เลยจริงๆ

 

 

แต่ที่น่าเสียใจของวันนี้คือไม่ใช่อะไร อากาศไม่ดีจ้าาาาา .. ฟ้าปิด มันเปิดให้เห็นเมืองอยู่นิดเดียว และแปปเดียวด้วย หลังจากนั้นคือมองไม่เห็นอะไรเลย เสียใจ ฮือออออออออ จากนั้นพอฟ้ามืดแล้ว เราก็กลับโรงแรมแบบฝนตกปรอยๆ

อย่างที่บอก ให้เช็คสภาพอากาศก่อนขึ้นมาด้วยล่ะ 😩

ที่พักในฮาโกดาเตะ / Hakodate

สำหรับที่พักในฮาโกดาเตะที่ผมได้ไปนอนนั้น คือ Hotel WBF Grande Hakodate อ่านรีวิวต่อด้านล่างได้เลย สำหรับการจองโรงแรมนั้น แนะนำให้จองกับ Expedia โดยเราเป็นเมมเบอร์กับเค้าจะได้ส่วนลดเพิ่ม อีกทั้งให้ใส่โค้ดลดท็อปอัพของบัตรเครดิตเพิ่มตอนหน้าจ่ายตัง ราคาที่ถูกกว่า OTA เจ้าอื่นแล้ว จะยิ่งถูกมากขึ้นอีก เอาโค๊ดตามนี้เลย

Expedia มีส่วนลดให้สูงสุด 15% นะ

สำหรับการจองโรงแรมนั้น แนะนำให้จองกับ Expedia เพราะถ้าเราเป็นเมมเบอร์กับเค้าจะได้ส่วนลดเพิ่ม อีกทั้งให้ใส่โค้ดลดท็อปอัพของบัตรเครดิตเพิ่มตอนหน้าจ่ายตัง ราคาที่ถูกกว่า OTA เจ้าอื่นแล้ว จะยิ่งถูกมากขึ้นอีก ยังไงลองเทียบราคาดูอีกที ระหว่าง Expedia / agoda / Booking.com เจ้าไหนถูกสุด ก็เอาอันนั้นเลย อันนี้นำมาบอกเพื่อเป็นตัวเลือก เพราะส่วนตัวผมใช้ Expedia แหละ

คลิกที่ปุ่มสีส้มด้านล่างเพื่อดูโค้ดส่วนลดแต่ละบัตรเครดิตได้เลย บอกเลยว่า ประหยัดค่าใช้จ่ายไปเยอะมาก
สมมุตเราจ่ายค่าโรงแรมทั้งทริป 15,000 บาท แล้วใช้โปรบัตร KTC Mastercard ลด 15% เราจะประหยัดไป 2,250 บาท ถือว่าลดเยอะมาก เอาเงินไปทำอย่างอื่นได้เยอะแยะเลย ส่วนบัตรเครดิตเจ้าอื่นๆ จะลดอยู่ที่ 10% ก็ยังถือว่าเยอะอยู่ดี

โค้ดส่วนลดโรงแรม สูงสุด 15% เมื่อจองผ่าน Expedia.co.th

KTC MASTERCARD ลด 15%

KTC ลด 10%

Citibank ลด 10%

UOB ลด 10%

KBANK ลด 10%

SCB ลด 10%

KRUNGSRI ลด 10%

Thanachart ลด 10%

Standard Chartered ลด 10%

หาโรงแรมที่พักในฮาโกดาเตะบนเว็บ Expedia คลิกที่นี่ได้เลย ❤️
หรือจะเลือกพักตามโรงแรมที่ผมไป กดลิงค์ด้านล่างของแต่ละโรงแรมได้เด้อ

Hotel WBF Grande Hakodate

จุดเด่น: ห้องกว้างกว่าโรงแรมญี่ปุ่นทั่วไป อุปกรณ์ห้องคือครบครันและดีกว่า
ราคาที่ผมได้: ห้อง Semi-double Bed Room : 2,678 บาท/คืน
ช่วงราคาห้องพัก: 2,000-6,000 บาท/คืน (อันนี้เป็นแค่ราคาคร่าวๆ ราคาจริงจะขึ้นลงแล้วแต่ช่วงเวลา)
🚩 คลิก ดูราคาและจอง Hotel WBF Grande Hakodate กับ Expedia
💸 
คลิก ดูเคล็ดลับการจองโรงแรมให้ได้ราคาถูกกับ Expedia

ห้องพักของที่นี่คือกว้างและใหญ่ที่สุดในบรรดาห้องพักที่ไปมาในญี่ปุ่น คือเตียงใหญ่ หมอนให้คนละสองใบเลยทีเดียว ทีวีก็จอใหญ่ มีที่ชั่งน้ำหนัก ตู้เย็น เครื่องฟอกอากาศ เครื่องทำน้ำร้อน ผ้าคลุมอาบน้ำ คือครบมากๆ

น่าเสียดายที่ Hotel WBF Grande Hakodate อยู่ค่อนข้างไกลจากสถานีรถไฟ JR Hakodate ค่อนข้างมาก ตัวโรงแรมจะตั้งอยู่แถวเกือบปลายอ่าว

ถ้าเราจะมาโรงแรมนี้จากตัวสถานี JR Hakodate ต้องนั่งรถแทรมมาที่สถานี Horaicho ในราคา 210 เยน และเดินต่ออีก 220 เมตร ยังดีที่ตรงข้ามถนนของโรงแรมมี Lawson ให้ประทังชีวิตอยู่ได้บ้าง เพราะรอบตัวโรงแรม ร้านอาหารแทบไม่มี แต่ไม่เป็นไร เราสามารถไปแถว Kanamori Red Brick Warehouse สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในเมืองฮาโกดาเตะ เดินได้ในระยะ 650 เมตรแค่นั้น

สำหรับอาหารเช้าบุฟเฟต์ที่นี่ถือว่าโอเคอยู่ ที่เด่นคือมีข้าวที่เราสามารถตักปลาดิบอย่างแซลมอน หรือไข่แซลมอนได้เองแบบไม่จำกัดเลย อีกทั้งยังมีอาหารแบบอื่นๆที่ค่อนข้างหลากหลายเลยแหละ ทั้งอาหารญี่ปุ่นเอง หรืออาหารเช้าสไตล์ฝรั่งอย่างไส้กรอกหรือแม้แต่อ็อมเลต อาหารเช้าที่นี่เราให้คะแนนผ่าน โอเคมากเยย 🙂

🚩 คลิก ดูราคาและจอง Hotel WBF Grande Hakodate กับ Expedia

โรงแรมอื่นๆที่แนะนำ
Four Points By Sheraton

ถ้าจะแนะนำโรงแรมที่ดี ใกล้สถานีรถไฟ ผมขอแนะนำ Four Points By Sheraton นะ เพราะด้วยความที่ติดสถานีรถไฟ JR Hakodate แล้ว ยังเดินไปกินข้าวตรงตลาดตอนเช้า (Morning Market) สะดวก แถมไปที่อื่นก็ง่ายเพราะติดสถานีรถแทรมอีกด้วย ดีมากกกก

🚩 คลิก ดูราคาและจอง Four Points By Sheraton กับ Expedia
💸 
คลิก ดูเคล็ดลับการจองโรงแรมให้ได้ราคาถูกกับ Expedia

จบอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับทริปฮอกไกโด หากใครยังไม่ได้อ่านรีวิวเมืองอื่นๆในฮอกไกโด สามารถอ่านต่อได้จากลิงค์ด้านล่างเลย 🙂

รีวิว ซัปโปโร (Sapporo) คลิก
รีวิว โอตารุ (Otaru) คลิก
ริวิว อาซาฮิกาว่า-บิเอะ (Asahikawa-Bie) คลิก
รีวิว อะบาชิริ-คุชิโระ (Abashiri-Kushiro) คลิก
รีวิว ฮาโกดาเตะ (Hakodate) — อ่านอยู่ตอนนี้
รีวิวที่พักทั้งหมดในทริปฮอกไกโด (Hokkaido) คลิก

 

kotzhul@gmail.com

A world explorer and a gym addict who was born in 1990

2 COMMENTS
  • Art November 15, 2017

    สอบถามเรื่องนั่งชินคันเซ็นจาก Hakodate กลับโตเกียว อยากทราบว่าใช้ JR Pass แบบไหน หรือจ่ายปกติเลยครับ
    ขอบคุณครับ

POST A COMMENT