
วาติกัน (Vatican City) หากใครมาเที่ยวโรม ประเทศอิตาลี ก๊อตเชื่อว่าจะต้องเคยได้ยินชื่อของนครรัฐแห่งหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลกอย่าง วาติกัน (Vatican City) ที่แยกออกมาปกครองตัวเองบนพื้นที่เล็กๆ เพียง 0.44 ตารางกิโลเมตร เมื่อเทียบขนาดแล้ว คือเล็กกว่าสวนลุมพินีบ้านเราอีก แถมประชากรทั้งประเทศยังมีอยู่ไม่ถึงหนึ่งพันคนอีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเหล่านักบวช เจ้าหน้าที่ของวาติกัน ทหารรักษาการณ์สวิส (Swiss Guard) รวมถึงพระสันตะปาปา หรือ ‘โป๊บ’ ผู้นำสูงสุดของคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เรียกได้ว่า วาติกัน (Vatican City) เป็นดั่งศูนย์กลางและนครศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวคาทอลิก ดังนั้น ใครมาเที่ยวโรมแล้วไม่ได้มาเยือนที่นี่ ก๊อตบอกเลยว่าพลาดมาก เพราะประเทศจิ๋วแห่งนี้คือขุมทรัพย์ทางศิลปะและประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่สุดๆ ใครที่หลงใหลและอยากเดินเที่ยวนครรัฐวาติกันแบบรู้เรื่อง อ่านรีวิวนี้แล้ว บอกเลยว่าเราจะเข้าใจภาพรวมและเที่ยวได้สนุกมากยิ่งขึ้นแน่นอน
รู้จักวาติกัน (Vatican City)
วาติกัน (Vatican City) หรือจะเรียกว่า นครรัฐวาติกัน เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของคริสตจักรโรมันคาทอลิก และเป็นดินแดนส่วนแยก (Enclave) ที่ล้อมรอบด้วยกรุงโรม ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไทเบอร์ (Tiber River) ถือเป็นรัฐชาติเอกราชโดยสมบูรณ์ที่เล็กที่สุดในโลก หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ เป็นประเทศที่เป็นเจ้าของตัวเอง มีอำนาจตัดสินใจทุกอย่างได้โดยไม่ต้องขึ้นกับประเทศอื่นๆ นั่นเอง ซึ่งกว่าจะมาเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลกนั้น วาติกัน (Vatican City) มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาหลายพันปีเลยทีเดียว

ก่อนจะมาเป็นวาติกัน (Vatican City)
ต้องเล่าย้อนกลับไปในช่วงสมัยโบราณ บริเวณที่ตั้งของ วาติกัน (Vatican City) ในปัจจุบันนี้ เคยเป็นเพียงพื้นที่ราบและเนินเตี้ยๆ ที่สามารถมองเห็นแม่น้ำไทเบอร์ (Tiber River) ได้ชัดเจน โดยบริเวณนี้แม้จะเป็นพื้นที่ห่างไกลจากกรุงโรม แต่ก็ยังถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตโรมอยู่ดี เพียงแต่ในยุคนั้น ผู้คนมองว่าที่ดินผืนนี้เป็นพื้นที่อัปมงคลเพราะเกิดภัยพิบัติต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง เลยไม่ค่อยมีใครอยากจะยุ่งเกี่ยวด้วยเท่าไหร่นัก จนกระทั่งในช่วงต้นยุคจักรวรรดิโรมัน จักรพรรดิเนโร (Nero) ได้สั่งให้สร้าง เซอร์คัสของเนโร (Circus of Nero) หรือสนามแข่งรถม้า ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่ซ้อมรบและจัดมหรสพต่างๆ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนเริ่มรู้จักพื้นที่วาติกันมากขึ้น

โดยช่วงเวลานั้น ศาสนาคริสต์ยังไม่เป็นที่ยอมรับในจักรวรรดิโรมัน ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงนับถือเทพเจ้าหลายองค์ และมองศาสนาคริสต์เป็นกลุ่มเล็กๆ ที่แตกต่าง กระทั่งในปี ค.ศ. 64 ได้เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ไปทั่วกรุงโรม เผาไหม้เมืองจนวอดวาย ตำนานเล่าว่าในขณะเกิดไฟไหม้ จักรพรรดิเนโรกลับออกมาเล่นไวโอลินอยู่บนหอคอยอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นจึงโยนความผิดให้กลุ่มคริสเตียน พร้อมออกคำสั่งให้จับกุมพวกเขามาประหารในเซอร์คัสของเนโร

โดยหนึ่งในคนที่ถูกจับกุมและถูกประหารด้วยการตรึงกางเขนนั้น มีชื่อของ นักบุญเปโตร (Saint Peter) หนึ่งใน 12 ศิษย์เอกของพระเยซู ที่เคยอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ในตอนที่ยังมีชีวิต และยังเป็นผู้ที่พระเยซูเคยตรัสว่า “เจ้าคือศิลา (Petros) และบนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเรา” โดยตำนานเล่าว่า ก่อนถูกตรึงกางเขน นักบุญเปโตรขอให้ตรึงกางเขนของตนแบบกลับหัว ด้วยเหตุผลว่า “ตนไม่คู่ควรจะตายในแบบเดียวกับพระเยซู” และเมื่อเสียชีวิต ร่างของเขาถูกนำไปฝังไว้บริเวณใกล้สุสาน ซึ่งต่อมากลายเป็นสถานที่แสวงบุญที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของคริสตชน และเป็นต้นกำเนิดของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในวาติกันในเวลาต่อมา

กำเนิดวาติกัน (Vatican City)
วาติกัน (Vatican City) เริ่มก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 4 เมื่อมีการสร้างมหาวิหารนักบุญเปโตร (St. Peter’s Basilica) ขึ้นบนหลุมศพของท่าน ต่อมาในความเชื่อของคริสตจักร นักบุญเปโตรถือเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาองค์แรก และเป็นสัญลักษณ์ของประมุขแห่งศาสนา จนเวลาล่วงเลยผ่านมาถึงปี ค.ศ. 313 ช่วงที่จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 (Emperor Constantine I) แห่งจักรวรรดิโรมัน พระองค์เป็นจักรพรรดิองค์แรกที่หันมานับถือศาสนาคริสต์ และได้ออก ‘กฤษฎีกาแห่งมิลาน’ (Edict of Milan) เพื่อยุติการไล่ล่าประหารชาวคริสต์ ซึ่งนี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ศาสนาคริสต์ได้รับการยอมรับและแผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว จนผู้คนจำนวนมากเริ่มเปิดใจและหันมาเข้าร่วมคริสตจักร

เมื่อคริสตจักรเริ่มเข้มแข็งขึ้น อิทธิพลของพระสันตะปาปาก็แผ่ขยายตามไปด้วย โดยในศตวรรษที่ 5 หลังจักรวรรดิโรมันล่มสลาย ประชาชนในอิตาลีตอนกลางเริ่มหันไปพึ่งพาพระสันตะปาปาเพื่อความคุ้มครองจากภัยสงคราม ส่งผลให้อำนาจของศาสนจักรเพิ่มสูงขึ้น จนในช่วงประมาณปี ค.ศ. 600 คริสตจักรกลายเป็นหนึ่งในเจ้าของที่ดินรายใหญ่ที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาของความรุ่งเรืองไม่ได้ยาวนานมากนัก ในปี ค.ศ. 1309 ราชสำนักสันตะปาปาถูกย้ายไปยังเมืองอาวิญง ประเทศฝรั่งเศส พื้นที่วาติกันจึงถูกทิ้งร้าง สิ่งก่อสร้างหลายแห่ง รวมถึงมหาวิหารนักบุญเปโตร เริ่มทรุดโทรมลง จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1377 คริสตจักรได้กลับคืนสู่โรมอีกครั้ง และเริ่มสร้างสถาปัตยกรรมใหม่อย่างยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังอะพอสทอลิก (Apostolic Palace), โบสถ์ซิสทีน (Sistine Chapel) และการบูรณะมหาวิหารนักบุญเปโตรขึ้นมาใหม่ โดยวาติกันเริ่มประกาศตัวว่าเป็นนครรัฐที่ไม่ขึ้นกับผู้ใด แม้ในขณะนั้นจะยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการก็ตาม

เข้าสู่ศตวรรษที่ 19 อิตาลีเริ่มพยายามที่จะรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว ทำให้คริสตจักรต้องสูญเสียที่ดินและอำนาจไปอย่างมหาศาล เรื่องนี้ทำให้เกิดความตึงเครียดอย่างหนักระหว่างรัฐบาลอิตาลีกับวาติกัน ถึงขนาดที่พระสันตะปาปาหลายพระองค์ประกาศตัวเป็น “นักโทษโดยสมัครใจ” และปฏิเสธที่จะก้าวออกจากกำแพงวาติกันเลยทีเดียว พระสันตะปาปาในยุคนั้นจึงยืนกรานที่จะไม่ยอมรวมเข้ากับอิตาลีเด็ดขาด จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1929 รัฐบาลอิตาลีและสมเด็จพระสันตะปาปาขณะนั้นได้ลงนามในสนธิสัญญาลาเตอแรน (Lateran Treaty) ทำให้วาติกันกลายเป็นประเทศเอกราชอย่างเป็นทางการในชื่อ Vatican City State พร้อมระบอบการปกครองแบบนครรัฐ ที่พระสันตะปาปาทรงมีอำนาจสูงสุดทั้งด้านบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ โดยวาติกันยังมีระบบโครงสร้างที่แยกขาดจากอิตาลีโดยสมบูรณ์ ทั้งโทรศัพท์ ไปรษณีย์ สถานีวิทยุ ธนาคาร ร้านขายยา รวมถึงกองกำลังองครักษ์สวิส (Swiss Guard) ที่คอยดูแลสมเด็จพระสันตะปาปาโดยตรง

หลายคนอาจสงสัยว่าประเทศเล็กๆ แบบนี้จะมีรายได้มาจากไหน คำตอบก็คือรายได้หลักของวาติกันนั้นมาจากเงินบริจาคโดยสมัครใจจากชาวคาทอลิกทั่วโลกกว่าพันล้านคน รวมถึงดอกเบี้ยจากการลงทุน และการขายแสตมป์ สิ่งพิมพ์ กับเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกนั่นเอง เรียกได้ว่าแม้จะเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลก แต่ก็สามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบไม่แพ้ประเทศใหญ่ๆ เลย และทั้งหมดนี้ก็คือเส้นทางประวัติศาสตร์ของวาติกัน จากดินแดนที่เคยไร้ผู้คนสนใจ สู่การเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และกลายเป็นนครรัฐที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกในปี ค.ศ. 1984 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า แม้จะเล็กแค่ไหน แต่ความยิ่งใหญ่ของที่นี่นั้นอยู่เหนือกาลเวลาอย่างแท้จริง
เริ่มเที่ยว วาติกัน (Vatican City) กันเล้ยย
จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter’s Square)
จัตุรัสนักบุญเปโตร (St. Peter’s Square) คือจุดแรกที่ทุกคนต้องเจอ โดยก๊อตเริ่มต้นเดินจากถนนสายหลัก Via della Conciliazione ที่ทอดยาวพาเราเข้าสู่ใจกลางของ วาติกัน (Vatican City) เมื่อเราเดินมาถึงด้านหน้าของมหาวิหาร เราจะเจอกับลานกว้างโอ่อ่าที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในจัตุรัสที่สวยและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจัตุรัสแห่งนี้สามารถรองรับผู้คนได้มากถึง 320,000 คนในช่วงพิธีกรรมทางศาสนา หรือเหตุการณ์พิเศษระดับโลก เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งศรัทธา ที่เราสัมผัสได้ตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาเลย

ชื่อของ จัตุรัสนักบุญเปโตร ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติ แก่นักบุญเปโตร (Saint Peter) ตามตำนานเชื่อกันว่า บริเวณลานกว้างแห่งนี้คือสถานที่ที่นักบุญเปโตรถูกตรึงกางเขนและเสียชีวิต ด้วยเหตุนี้ จัตุรัสนักบุญเปโตร จึงกลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนจากทั่วโลกเดินทางมาเยือนเพื่อแสวงหาความสงบในจิตใจ และเพื่อแสดงความเคารพต่อความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ ความโอ่อ่าอลังการของจัตุรัสแห่งนี้ เป็นผลงานการออกแบบของ จาน ลอเรนโซ แบร์นินี (Gian Lorenzo Bernini) สถาปนิกและประติมากรเอกแห่งยุคบาโรก (Baroque) ของอิตาลี ตามพระประสงค์ของสมเด็จพระสันตะปาปา อเล็กซานเดอร์ที่ 7 ซึ่งการก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1656-1667 รวมเวลาทั้งหมดในการสร้างถึง 11 ปี



ลักษณะเด่นของจัตุรัสคือพื้นที่วงรีโอบล้อมด้วยแนวเสาโค้งครึ่งวงกลม 284 ต้น ทอดตัวเชื่อมต่อกับมหาวิหาร ว่ากันว่าถ้าเราได้ขึ้นไปมองภาพจากมุมสูงจะเห็นว่าแนวเสาโค้งทั้งสองฝั่งนั้นแผ่ออกเหมือนกับอ้อมกอดอันยิ่งใหญ่ที่เปิดต้อนรับผู้ศรัทธาจากทั่วโลกให้เข้ามาสู่อ้อมกอดของคริสตจักร นอกจากนี้หากเรามองขึ้นไปด้านบนของแนวเสา จะเห็นรูปปั้นนักบุญต่างๆ ถึง 140 องค์ สูงราวๆ 3 เมตร โดยรูปปั้นเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1670 โดยลูกศิษย์ของแบร์นินี เพื่อเพิ่มความขลังให้กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้นั่นเอง

ยังไม่หมดเท่านั้น ตอนที่ก๊อตไป ดันตรงกับช่วงที่จัตุรัสกำลังจัดงานอะไรสักอย่างพอดี (ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นงานอะไร) ลานกว้างตรงหน้าเลยเต็มไปด้วยเก้าอี้นับพันตัววางเรียงรายรอบเสาโอเบลิสก์แบบเนียนกริบ ถึงแม้จะมีเก้าอี้วางอยู่เต็มพื้นที่จนดูเหมือนจะเบียดบังวิว แต่ก๊อตก็ยังสัมผัสได้ถึงความขลังและความโอ่อ่าของ จัตุรัสนักบุญเปโตร ผ่านบรรยากาศรอบตัวได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากใครดวงดีหน่อย แล้วมาชนกับช่วงที่ลานจัดงานแบบนี้ก็จะมีโอกาสได้เจอกับโป๊บด้วยนะ โดยพระองค์จะออกมาโบกไม้โบกมือให้เราผ่านช่องประตูด้านหน้าตัวโบสถ์ แต่รอบนี้ที่ก๊อตมา เสียดายแต้มบุญยังไม่พอ เลยอดเห็นพระองค์กับตาไปจ้า

เมื่อเดินเข้าสู่ใจกลางของจตุรัส เราจะเจอกับความยิ่งใหญ่ของเสาโอเบลิสก์แห่งวาติกันที่สูงถึง 25 เมตร ตั้งตระหง่านเป็นจุดศูนย์กลางของจัตุรัส โดยเสานี้ถูกย้ายมาจากประเทศอียิปต์ในสมัยโรมันโบราณ และถูกนำมาตั้งไว้ ณ ตำแหน่งปัจจุบันกลางจัตุรัสในปี ค.ศ. 1586 และถูกตั้งไว้อย่างสมดุลในตำแหน่งปัจจุบัน บนยอดเสามีไม้กางเขนแห่งความรอด สัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย สื่อถึงการเสียสละ ความรัก และการให้อภัยของพระเยซูที่ยอมพลีชีพเพื่อไถ่บาปของมนุษยชาติ ไม้กางเขนนี้จึงเป็นเหมือนหัวใจของความศรัทธาที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับพระเจ้า และเตือนใจคนที่มาเยือนได้รำลึกถึงความเมตตาที่พระองค์มีต่อโลกใบนี้

และแน่นอนว่าความยิ่งใหญ่ของจัตุรัสนักบุญเปโตรยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะภายในจัตุรัสยังมี น้ำพุสองแห่ง ขนาบข้างเสาโอเบลิสก์ ได้แก่ น้ำพุของแบร์นินี (สร้างในปี ค.ศ. 1675) และ น้ำพุของมาดอร์โน (สร้างในปี ค.ศ. 1614) ซึ่งน้ำพุทั้งสองแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงของตกแต่งจตุรัส แต่ยังแฝงไปด้วยความหมายอันลึกซึ้งเกี่ยวกับศาสนา โดย “น้ำ” ในความเชื่อของศาสนาคริสต์ หมายถึงการชำระล้างและการเกิดใหม่ น้ำพุทั้งสองจึงเปรียบเสมือน พระพรของพระเจ้าที่ไหลรินออกมาสู่ผู้คนจากทั่วโลก ซึ่งตรงนี้ก็เป็นอีกจุดที่ถ่ายรูปสวยเช่นกัน โดยรวมแล้ว จัตุรัสนักบุญเปโตร จึงไม่ใช่แค่ลานกว้างทางสถาปัตยกรรม แต่เป็นเหมือน ‘หัวใจแห่งศรัทธา’ และเป็นประตูบานแรกที่เปิดนำเราเข้าสู่ดินแดนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางศาสนาและศิลปะอันยิ่งใหญ่ของโลก ถือเป็นการเริ่มต้นเที่ยวในวาติกันได้แบบยิ่งใหญ่สุดๆ กันเลยทีเดียว

มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ / มหาวิหารนักบุญเปโตร (St. Peter’s Basilica)
ไปต่อกันที่ไฮไลท์หลักของวาติกันกับ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ หรือ มหาวิหารนักบุญเปโตร (St. Peter’s Basilica) ซึ่งเราสามารถเรียกได้ทั้งสองชื่อเลย โดยที่นี่เป็นมหาวิหารที่เค้าสร้างขึ้นบนที่ตั้งของหลุมศพนักบุญเปโตร เพื่อเป็นสถานที่สักการะของผู้ศรัทธา โดยออกแบบตามหลักของห้องประชุมโบราณ ทำให้ด้านในสามารถรองรับได้กว่าหลายพันคนในแต่ละครั้ง ที่นี่จึงเป็นทั้งสถานที่แสวงบุญที่สำคัญและเป็นหนึ่งในโบสถ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกคริสเตียน

เรื่องราวของ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เริ่มต้นขึ้นในศตวรรษที่ 4 เมื่อจักรพรรดิคอนสแตนตินทรงสั่งให้สร้างมหาวิหารบนพื้นที่ที่เชื่อว่าเป็นสถานที่ฝังศพของนักบุญเปโตร หนึ่งในอัครสาวกของพระเยซู โดยมหาวิหารหลังแรกสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 329 และถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา สุสานแบบมีหลังคา และสถานที่จัดงานศพ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1506 ในสมัยของโป๊ปยูลิอุสที่ 2 พระองค์ได้มีรับสั่งให้รื้อถอนมหาวิหารหลังเดิมและมอบหมายให้ ดอนาโต บรามันเต (Donato Bramante) สถาปนิกชื่อดังแห่งยุคนั้น เป็นผู้ออกแบบมหาวิหารขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยเค้าได้เสนอแผนผังของมหาวิหารในรูปแบบกางเขนกรีกที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโบสถ์ไบแซนไทน์ ภายหลังการเสียชีวิตของบรามันเตในปี ค.ศ. 1514 งานก่อสร้างทั้งหมดถูกส่งต่อมายังราฟาเอล ซานซิโอ (Raphael Sanzio) และคณะ ซึ่งได้สร้างกันต่อจนถึงปี ค.ศ. 1520 ก่อนจะเสียชีวิตลง และส่งต่องานอีกครั้งให้กับ อันโตนิโอ ดา ซังกัลโล (Antonio da Sangallo the Younger) ซึ่งรับช่วงต่อจนเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1546
ถ้าคิดว่ารีวิวนี้มีประโยชน์ เลี้ยงกาแฟก๊อตซักแก้วได้นะครับ 😆💙
จะได้มีแรงใจทำรีวิวออกมาให้ทุกคนได้อ่านเรื่อยๆ ครับ


หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1547 โปรเจกต์นี้ก็ได้มาถึงมือของสุดยอดศิลปินอย่าง ไมเคิลแองเจโล (Michelangelo) ที่ตอนนั้นเขามีอายุ 70 กว่าปีแล้ว และได้เข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เพราะเขาได้ปรับเปลี่ยนแผนผังเดิมเกือบทั้งหมด โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างโดมขนาดมหึมาที่สมบูรณ์แบบที่สุด และใช้เวลาต่อเนื่องถึง 26 ปี แม้ว่าไมเคิลแองเจโลจะเสียชีวิตลงก่อนที่โดมจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ แต่เขาก็ได้วางรากฐานและโครงสร้างหลักของโดมเอาไว้ จนสถาปนิกในยุคต่อมาสามารถสานต่องานชิ้นเอกนี้จนสำเร็จได้

เมื่อโครงสร้างหลักของมหาวิหารเสร็จสิ้นลงแล้ว หลายสิบปีต่อมาในปี ค.ศ. 1624 โป๊ปในยุคนั้นก็ได้มอบหมายให้ จาน ลอเรนโซ แบร์นินี (Gian Lorenzo Bernini) เข้ามาตกแต่งภายในส่วนที่สำคัญที่สุด อย่างการสร้างซุ้มบรอนซ์ปิดทองขนาดมหึมา (Baldachin) ที่ตั้งอยู่เหนือหลุมศพของนักบุญเปโตร โดยผลงานชิ้นนี้กลายเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของมหาวิหารมาจนถึงทุกวันนี้เลย
นอกจากนี้ แบร์นินี ยังได้ออกแบบซุ้มศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ (Niches) บริเวณฐานของโดม สำหรับจัดแสดงของสักการะยุคแรก 4 ชิ้น ได้แก่ ผ้าคลุมหน้าของนักบุญเวโรนิกา (Veil of Veronica) ชิ้นส่วนของไม้กางเขนแท้ (True Cross) หอกศักดิ์สิทธิ์ (Holy Lance) และพระธาตุส่วนหนึ่งของนักบุญแอนดรูว์ (Relic of St. Andrew) ซุ้มศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่เหล่านี้ถูกบรรจุไว้ภายในเสากลางสี่ต้นที่รองรับโดมขนาดใหญ่ของมหาวิหาร แต่ละต้นประดับด้วยภาพแกะสลักหินอ่อนแบบนูนต่ำ เพื่อให้ผู้คนได้มองเห็นสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างชัดเจน อีกทั้งด้านข้างของแต่ละซุ้มจะมีเสาโบราณลวดลายใบองุ่นจากมหาวิหารหลังเดิมมาอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ยังคงได้รับการดูแลรักษาและคงความงดงามไว้ได้มาจนถึงทุกวันนี้




สำหรับเส้นทางเดินชมภายใน มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เริ่มจากทางเดินหลักใจกลางมหาวิหารที่มีความยาวกว่า 186 เมตร โอบล้อมด้วยจิตรกรรมฝาผนังและงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซที่ผสานความงดงามของเรอเนสซองส์และบาโรกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ความอลังการของที่นี่ก๊อตไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาเล่าให้ฟังได้ นอกจากอยากให้ทุกคนได้เห็นผ่านภาพที่ถ่ายมาฝากกัน เพราะด้านในมหาวิหารนั้น ยิ่งใหญ่อย่างกับหลุดเข้ามาอยู่ในพระราชวัง ด้วยตัวโถงยกสูง ท่ามกลางเสามากมาย และงานศิลปะที่ประดับประดาเอาไว้ มันตระการตาไปหมดทุกมุมที่กวาดสายตามองผ่านเลย






หากให้พูดถึงความยิ่งใหญ่ของ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ลองดูจากภาพได้เลยว่า คนที่เดินอยู่ยังสูงไม่ถึงฐานเสาของมหาวิหารด้วยซ้ำ ยิ่งเดินยิ่งเห็นคนตัวเท่าถั่วงอกของจริงเลย ซึ่งหนึ่งในผลงานเด่นที่สุดคือ La Pietà ประติมากรรมของพระแม่มารีอุ้มพระเยซู ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของไมเคิลแองเจโล ที่เขาสร้างขึ้นในช่วงอายุเพียงยี่สิบต้นๆ เท่านั้น โดยตัวประติมากรรมนี้ตั้งอยู่ด้านขวาของวิหาร และอยู่ภายในกระจกนิรภัยพิเศษ เนื่องจากเคยมีเหตุการณ์ที่ผู้ไม่หวังดีพยายามทำลายใบหน้าโดยการโยนของเพื่อทำลายใบหน้าของพระแม่มารีนั่นเอง

นอกจากนี้ ภายในมหาวิหารยังมีโมเสกเหนือแท่นบูชาใหญ่ (The Apse Mosaic) ซึ่งแสดงภาพของพระเยซูที่ส่งมอบกุญแจสวรรค์ให้กับนักบุญเปโตร รวมถึงยังมีประตูแห่งความตาย (Door of Death) ที่สร้างโดยจาโกโม แมนซา (Giacomo Manzu) ในปี ค.ศ. 1964 โดยเป็นประตูสูง 7.5 เมตร กว้าง 4 เมตร หนักกว่า 9 ตัน ใช้เวลาสร้างนานกว่า 20 ปี โดยใช้เฉพาะในพิธีศพของพระสันตะปาปา ทำหน้าที่เป็นประตูเพื่อให้หีบศพเคลื่อนที่ผ่าน แต่ที่อลังการมากๆ เลย ก๊อตยกให้กับ The Dome of the Apse โดมสูง 136.57 เมตร ประดับภาพพระเยซู พระแม่มารี และเหล่านักบุญบนพื้นหลังทองอร่าม ผลงานของแบร์นินีที่งดงามจนต้องแหงนมองนานๆ พอเราได้มาเห็นด้วยตาตัวเองแล้ว ก๊อตถึงกับอึ้งในความอลังการและฝีมือมนุษย์ ว่าคนสมัยก่อนเค้าไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยอย่างตอนนี้ แต่กลับสร้างสรรค์อะไรที่เวอร์วังขนาดนี้ได้ มันคือสุดจริง

ยังไม่หมดเท่านั้น ใครที่เสพศิลป์จนหนำใจแล้ว ในมหาวิหารยังมีสุสานใต้ดินที่ประดิษฐานพระศพของโป๊บและนักบุญกว่า 90 องค์ หนึ่งในนั้นคือพระศพของนักบุญเปโตร รวมถึงยังมีร่างของนักบุญลีโอที่ 1 (St. Leo I), นักบุญเกรกอรี่มหาราช (St. Gregory the Great), โป๊บเออร์บันที่ 8 (Urban VIII), นักบุญปีอุสที่ 10 (St. Pius X), นักบุญยอห์นที่ 23 (St. John XXIII), นักบุญยอห์น ปอลที่ 2 (St. John Paul II) และอื่นๆ อีกมากมายเลย แต่ถ้าใครเดินชมภายในจนเสร็จแล้ว ก๊อตอยากท้าทายให้ลองเดินขึ้นบันไดไปชมวิวด้านบนโดมกันต่อเลย โดยวิธีการเดินขึ้นไปนั้น จะมีอยู่สองแบบ คือ ซื้อตั๋วขึ้นลิฟต์แล้วเดินต่อ 320 ขั้น หรือจะเดินล้วน 551 ขั้นไปเลยแบบผู้กล้าก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่าก๊อตเลือกเดินขึ้นทั้งหมด ฮ่าๆ บันไดให้ฟีลเหมือนเดินอยู่ในท่อลมแคบๆ ก๊อตบอกเลยว่าทุลักทุเลสุดๆ แถมกว่าจะถึงด้านบนก็หอบเอาเรื่อง บันไดก็ยังชันและแคบ เดินได้ทางเดียว ถ้าใครสวนลงมาคือจบเลย
ซึ่งระหว่างทางเดินขึ้นไปนั้น เราจะเริ่มมองเห็นภาพรวมของมหาวิหารที่เริ่มเล็กลงเรื่อยๆ ผู้คนด้านล่างที่เดินขวักไขว่อยู่นั่น เหลือตัวจิ๋วเดียว แต่มู้ดคือสวยมาก เพราะเราจะได้เห็นสถาปัตยกรรมต่างๆ ของมหาวิหารได้แบบปึ้ง เต็มตาขึ้นกว่าอยู่ข้างล่างสุดๆ





เมื่อขึ้นมาถึงจุดชมวิวด้านบนสุด มันคือพื้นที่ที่เราสามารถมาเก็บภาพวาติกันได้แบบ 360 องศา จากมุมนี้เราจะมองเห็นจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ที่โอบล้อมด้วยแนวเสา และมีฉากหลังเป็นวิวเมืองโรมที่กว้างไกลสุดสายตา ถือเป็นบรรยากาศที่สวยจนคุ้มที่จะเหนื่อยเดินขึ้นมาดูเลยล่ะ ซึ่งก๊อตก็ดูวิวกันเพลินๆ พร้อมกับเก็บภาพจนหนำใจ จากนั้นเราก็เดินกลับลงมา โดยเรียกได้ว่า มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เต็มเปี่ยมไปด้วยผลงานศิลปะระดับตำนาน ที่ไม่ได้บอกเล่าเพียงแค่เรื่องราวศิลปะ หรือสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ยังพาเราย้อนกลับไปสัมผัสกับประวัติศาสตร์ ความศรัทธา และจิตวิญญาณที่ถูกหล่อหลอมผ่านกาลเวลาหลายร้อยปีได้อย่างลึกซึ้ง จนกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของโลกคริสต์ ที่ควรค่าแก่การมาชมของจริงด้วยตากันสักครั้งจริงๆ




พิพิธภัณฑ์วาติกัน (Vatican Museums)
หลังจากเดินชมมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์กันจนเต็มอิ่มแล้ว ก๊อตอยากให้ทุกคนเผื่อเวลาอีกครึ่งวันเพื่อเดินเข้ามาสู่โลกของ พิพิธภัณฑ์วาติกัน (Vatican Museums) พื้นที่ที่รวบรวมศิลปะกว่า 2,000 ปีไว้ในเส้นทางเดียวแบบแน่นๆ จนแทบไม่มีช่วงให้พักสายตา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นเครือพิพิธภัณฑ์กว่า 20 แห่งที่เชื่อมต่อกันด้วยโถงทางเดินยาวรวมกว่า 7 กิโลเมตร และจัดแสดงผลงานศิลปะมากกว่า 70,000 ชิ้น ไล่ตั้งแต่มัมมี่อียิปต์ ประติมากรรมกรีก-โรมัน ไปจนถึงงานมาสเตอร์พีซยุคเรอเนซองส์ที่เราเห็นกันในหนังสือเรียนตั้งแต่เด็ก
บัตรเข้าพิพิธภัณฑ์วาติกัน (Vatican Museums)
ก่อนจะเข้าไปเดินชมนิทรรศการยาวเป็นกิโลเมตรของพิพิธภัณฑ์วาติกัน (Vatican Museums) สิ่งที่ต้องรู้ที่สุดเลยคือ ต้องจองบัตรล่วงหน้าเท่านั้น เพราะที่นี่เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก เฉลี่ยปีละกว่า 6 ล้านคน แบบว่าถ้ามาหาซื้อเอาหน้างาน บอกเลยว่าไม่มีบัตร โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่นตั้งแต่เมษายน-ตุลาคม
สำหรับการซื้อบัตร ก๊อตแนะนำให้ซื้อผ่านเอเจนซี่ที่น่าเชื่อถืออย่าง Klook, KKDay หรือ Trip ที่มาในตั๋วแบบ Skip-the-Line ที่สแกนแล้วเข้าคิวตรวจความปลอดภัยได้เลย ไม่ต้องรอซื้อบัตรที่เคาน์เตอร์ให้เสียเวลา ยังไงลองเทียบราคาและแพ็คเกจจากทั้งสามเว็บด้านล่างนี้ได้เลย
🎫 ซื้อบัตรเข้าพิพิธภัณฑ์วาติกัน (Vatican Museums) [ซื้อผ่าน Klook] / [ซื้อผ่าน KKday] / [ซื้อผ่าน Trip]

เส้นทางด้านในจะเริ่มจากโซนประติมากรรมใน Museo Pio-Clementino ที่อลังการระดับพระราชวังโบราณ ผ่านห้องเด่นๆ อย่าง Sala a Croce Greca ที่มีพื้นโมเสกโบราณสวยมาก, Hall of the Muses ห้องโถงที่มีประติมากรรม “Belvedere Torso” อันโด่งดังซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของไมเคิลแองเจโล, และ Sala Rotonda ห้องทรงกลมผนังแดงเข้มพร้อมโดมสูงโปร่งและรูปปั้นเทพเจ้าที่ตั้งเรียงรายรอบห้องแบบสมมาตร เดินเพียงโซนเดียวก็รู้สึกได้เลยว่าความอลังการของวาติกันมันเกินพิพิธภัณฑ์ทั่วไปจริงๆ


อีกหนึ่งไฮไลท์คือชุดห้องเฟรสโกระดับตำนานของ Raphael’s Rooms ซึ่งเป็นไฮไลท์ที่ก๊อตประทับใจมาก เพราะทุกผนังและเพดานถูกวาดด้วยเทคนิคเฟรสโกละเอียดลออแบบโหดจัด โดยเฉพาะห้อง Stanza della Segnatura ที่มีภาพดัง The School of Athens รวมเหล่านักปราชญ์ยุคกรีกไว้ในฉากเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งเพลโต อริสโตเติล ซอกคราทีส ไปจนถึงเพลโต และอริสโตเติล ที่ราฟาเอลวาดใบหน้าให้เป็น Leonardo da Vinci และ Michelangelo แบบแนบเนียน เดินเพียงชุดห้องนี้ก็สามารถอยู่ได้นานมาก เพราะทุกฝืนผนังคือผลงานระดับตำนานที่ตั้งอยู่ตรงหน้า

จากนั้นเส้นทางจะค่อยๆ เปิดเข้าสู่โถงพรมทอ Gallery of the Tapestries ที่บรรยากาศเปลี่ยนเป็นความนุ่มและละเอียดของศิลปะเฟลมิชศตวรรษที่ 16 ซึ่งบางภาพมีเทคนิคที่ทำให้รายละเอียดขยับตามมุมมองเวลาที่เราเดินผ่าน ต่อด้วยโถงที่อลังการที่สุดในพิพิธภัณฑ์อย่าง Gallery of the Maps โถงยาวกว่า 120 เมตรที่เต็มไปด้วยแผนที่อิตาลีโบราณวาดด้วยเทคนิคเฟรสโกช่วงปี ค.ศ. 1580-1585 โดย Ignazio Danti เพดานเป็นลายทองอร่ามทั้งแถบ เมื่อก๊อตเดินอยู่ตรงนี้คือรู้สึกเหมือนเดินอยู่ใต้ท้องฟ้าสีทองที่ประกอบร่างด้วยภาพวาดทั้งเส้นทาง สวยจนต้องหยุดถ่ายทุกสองก้าว




ปลายสุดของเส้นทางทั้งหมดจะพาเรามาถึง โบสถ์น้อยซิสทีน (Sistine Chapel) จุดที่เรียกว่าเป็นยอดเขาแห่งศิลปะโลก เพราะนี่คือที่ตั้งของเพดานเฟรสโกระดับตำนาน Sistine Ceiling ของไมเคิลแองเจโล ที่เล่าเรื่องราว 9 ฉากจากหนังสือปฐมกาล รวมถึงฉากดัง The Creation of Adam และยังมีผนังด้านหลังแท่นบูชา The Last Judgment ที่อลังการจนต้องยืนมองแบบนิ่งไปพักใหญ่ แม้ที่นี่จะถ่ายรูปไม่ได้ แต่เป็นจุดที่ก๊อตรู้สึกว่าการได้เห็นด้วยตาคือประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากๆ และยิ่งทำให้การเดินชมพิพิธภัณฑ์ตลอดทั้งเส้นทางสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

สุดท้าย ก่อนออกจากพิพิธภัณฑ์ อย่าลืมเดินลงบันไดวนสวยๆ Bramante Staircase ที่เป็นฉากปิดสุดเท่ของ Vatican Museums ตรงนี้ให้ฟีลเหมือนออกจากโลกอีกใบ ก๊อตบอกเลยว่าถ้ามาเที่ยววาติกันแล้วไม่เข้าพิพิธภัณฑ์คือพลาดมาก เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์ แต่เป็นเส้นทางเดินผ่านประวัติศาสตร์ศิลปะ 2,000 ปีที่เราจะหาแบบนี้จากที่อื่นไม่ได้จริงๆ

สรุปการมาเที่ยว วาติกัน (Vatican City)
และนี่ก็คือทั้งหมดใน วาติกัน (Vatican City) ประเทศที่ได้ชื่อว่าเล็กที่สุดในโลก แต่ใช้เวลาเดินเที่ยวกันแบบเต็มๆ วันกันเลยทีเดียว ส่วนตัวก๊อตค่อนข้างประทับใจกับวาติกัน แม้วาติกันจะเป็นประเทศเล็กๆ แต่ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ถูกร้อยผ่านสถาปัตยกรรมอันงดงาม ไม่ว่าจะเป็นมหาวิหารหรือพิพิธภัณฑ์ แต่ละจุดสะท้อนพลังศรัทธาของคริสต์ศาสนาอย่างชัดเจน อีกทั้งตามที่เที่ยวต่างๆ ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวทางศิลปะของเรอเนสซองส์และบาโรกที่ผสมผสานเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกล่อม ที่นี่คือหนึ่งในที่เที่ยวบนโลกที่ก๊อตประทับใจสุดๆ จนอยากแนะนำให้ทุกคนตามรอยมาสัมผัสเองสักครั้ง ยิ่งใครที่หลงใหลเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ฝั่งนี้ด้วยแล้ว แกรเอ้ย วาติกัน (Vatican City) คือที่สุดจริงๆ
ส่วนลดจองโรงแรมจาก Agoda, Expedia, Booking และบัตรสวนสนุก ตั๋วรถไฟ กิจกรรมท่องเที่ยวจาก Klook และ KKday ปี 2025
⚡️ สำหรับใครที่กำลังจะจองที่พักและหาส่วนลดจองโรงแรมอยู่ ลองดูตามลิงค์ด้านล่างได้เลย มีทั้ง Agoda, Expedia, Booking รวมถึง Hotels.com ด้วย ประหยัดไปได้อีกเกือบ 10-20% ใช้ได้กับโรงแรมทั่วโลก
หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเว็บไซต์จองโรงแรมพวกนี้ มีส่วนลดท็อปอัพจากบัตรเครดิตเพิ่มเกือบทุกธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต Citibank, KBANK, SCB, Krungsri, KTC, Bangkok Bank, UOB และ TMB หรือแม้แต่ส่วนลดจากค่ายมือถืออย่าง AIS, DTAC หรือ True ซึ่งส่วนลดพวกนี้จะเปลี่ยนตลอดทุกเดือน และเก๊าก็อัพเดทให้ตลอดเวลาเน้อ 🧡





