HashCorner

รีวิว คุมาโมโตะ + อะโสะ + ทาคาจิโฮะ (Kumamoto-Aso-Takachiho) : เที่ยวคิวชู สไตล์เที่ยวเก่ง กินเก่ง

 

คุมาโมโตะ (Kumamoto) / ภูเขาไฟอะโสะ (Aso) / ทาคาจิโฮะ (Takachiho) หลายๆคนน่าจะรู้จักหมีสีดำที่ชื่อ คุมะมง ที่มีแก้มกลมๆสีแดง ไอ้เจ้าหมีนั่นแหละคือมาสคอตของเมืองคุมาโมโตะเลย หากใครชอบหมีตัวนี้ บอกเลยว่าเราจะได้เจอมันอยู่ทุกที่ในเมืองนี้ โอ้ย มันน่ารักสุดๆ อย่างไรก็ตาม คุมาโมโตะ (Kumamoto) พึ่งผ่านเหตุการณ์ภัยพิบัตธรรมชาติเมื่อปี 2016 ที่เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริกเตอร์ และภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนี้ยังประทุขึ้นอีกในปีเดียว ซึ่งเมืองเค้าก็เสียหายและพังค่อนข้างเยอะเหมือนกัน และตอนนี้ก็อยู่ในช่วงฟื้นฟูของเค้าอยู่ แต่อย่าพึ่งตกใจล่ะ .. ที่เที่ยวยังมีอยู่ แถมพีคสะด้วยสิ 😁

ภาพรวมแพลนทริปเที่ยวเกาะคิวชูตอนเหนือ

สำหรับทริปเที่ยวเกาะคิวชูครั้งนี้ คือผมเที่ยวทั้งหมด 8 วัน โดยมีเมืองและสถานที่หลักๆ เลยคือ ฟุกุโอกะ (Fukuoka) นางาซากิ (Nagasaki) ยุฟุอิน (Yufuin) คุมาโมโตะ (Kumamoto) และมีอีกสองที่อยู่ใกล้ๆ คุมาโมโตะ คือ ทาคาจิโฮะ (Takachiho) และ ภูเขาอะโสะ (Mount Aso) ซึ่งดีมากกกก และแน่นอนว่าผมทำแพลนมาให้เหมือนเดิมที่เคยทำตอนรีวิวทริปฮอกไกโดเน้อ ไปตามรอยกันได้เลย 😚

อ่านภาพรวมทริปเกาะคิวชูตอนเหนือทั้งหมด ที่นี่
ทุกเรื่องเกี่ยวกับ JR Kyushu Pass, การเช่ารถ และทริคการจองโรงแรมให้ถูกในญี่ปุ่น

รวมรีวิวเที่ยวคิวชูทุกตอนจาก Hashcorner

1. รีวิว ฟุกุโอกะ (Fukuoka) + ดาไซฟุ (Dazaifu)
2. รีวิว นางาซากิ (Nagasaki)
3. รีวิว ยูฟูอิน (Yufuin)
4. รีวิว คุมาโมโตะ (Kumamoto) + อะโสะ (Aso) + ทาคาจิโฮะ (Takachiho)

คุมาโมะโตะ (Kumamoto)

จริงๆ คุมาโมะโตะ (Kumamoto) เป็นทั้งจังหวัด (Prefecture) แล้วก็เมืองเลยนะ ซึ่งเมืองจะเหมือนอำเภอบ้านเรา แต่บ้านเค้าเรียกเป็นเมือง (City) แทน ส่วนตัวคือตัวเมืองคุมาโมะโตะ (Kumamoto) น่ะไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่แกร๊ แต่มีเมืองนึงในจังหวัดคุมาโมะโตะ (Kumamoto Prefecture) เนี่ย พีคมาก และชอบมาก ซึ่งถ้าใครเป็นสายธรรมชาติ นั่นคือ เมืองอะโสะ (Aso) ที่มีภูเขาไฟที่ติดอันดับใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่ รวมถึงมีเมืองข้างๆคือ เมืองทาคาจิโฮะ (Takachiho) ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดข้างๆคุมาโมโตะไปหน่อยๆ ที่อยากแนะนำให้มาเที่ยวด้วยเหมือนกัน ส่วนตัวเมืองคุมาโมะโตะ (Kumamoto) เราจะเที่ยวพอเป็นพิธี เหมือนเป็นวันชิลๆ เอื่อยๆ เหมือนวันพักผ่อนงี้ 55555555 // ปะ เดี๋ยวพาเที่ยว

 

วันแรก: เมืองคุมาโมะโตะ (Kumamoto)

วันนี้ของการเที่ยวคุมาโมโตะ คือ ชิลมาก ชิลแบบไม่รู้จะทำไรอ่ะ เพราะในตัวเมืองคุมาโมโตะคือแทบไม่ค่อยมีอะไรจริงๆ ทีนี้ก็เลยปักไปแค่สองที่ในเมืองให้ดูมีอะไรทำบ้าง สองที่นั้นคือ สวนซุยเซนจิ (Suizenji Garden) และ ปราสาทคุมาโมะโตะ (Kumamoto Castle) นอกจากนี้นึกไม่ออก .. เพราะไม่รู้จะไปไหนแล้ว นอกนั้นก็แค่เดินเล่นช็อปปิ้ง หาของกิน และตามล่าหาของฝากหมีคุมะมงอะไรประมาณนั้น 5555555555

สวนซุยเซนจิ (Suizenji Garden)

ที่แรกของการเจิม คุมาโมโตะ คือ สวนซุยเซนจิ (Suizenji Garden) ที่เป็นสวนญี่ปุ่นที่กว๊างกว้างง ซึ่งช่วงที่ผมมาคือเหลืองอร่ามไปทั้งสวนเลย ส่วนใครที่มาหน้าร้อนงี้ อาจจะเห็นเป็นสีเขียวเนอะ ฟีลสวนซุยเซนจิ (Suizenji Garden) ที่นี่ก็จะชิลๆ ถามว่าสวยมั้ย? .. มันสวยยยย อากาศดี เป็ดว่ายน้ำเยอะแยะ นกก็เยอะ ปลาคาฟก็มาเยอะในบ่อ คือเดินชิลแบบเพลินๆ ดูเพลินๆ มันแฮปปี้ดีย์

 

แล้วถามว่าชอบมั้ย? ชอบบ คือไม่แน่ใจว่านี่แก่ขึ้นหรือเปล่า เลยเริ่มชอบอะไรแบบนี้ 555555555 // บอกก่อนว่าที่นี่มีค่าเข้าในราคา 400 เยนด้วยนะ

ถ้าสังเกตในรูป มันจะมีเหมือนเป็นภูเขาอันสูงๆในสวนด้วย นั่นคือเค้าทำเสมือนเป็นภูเขาไฟฟูจิแหละ 🗻 และนอกจากสวนที่มีสัตว์น่ารักแบบคิวท์ๆแล้ว ที่นี่ยังมี ศาลเจ้าอิสุมิ (Izumi Shrine) ที่เราสามารถเข้าไปไหว้ขอพรได้อีกด้วย

ปราสาทคุมาโมโตะ (Kumamoto Castle)

จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะมา ปราสาทคุมาโมะโตะ (Kumamoto Castle) เพราะเท่าที่รู้คือ ปราสาทพังและปิดไม่ให้เข้า แต่ด้วยความที่วันที่เที่ยวมันจัดงานมาราธอนของเมืองคุมะโมโตะตรงปราสามคุมาโมโตะจย้า ด้วยความว่างอยู่แล้ว และเผื่อปราสาทเค้าจะเปิดเพราะมีอีเวนท์พิเศษประจำเมืองงี้ นี่เลยเดินสวนฝูงชนที่พึ่งวิงเสร็จ ขึ้นไปตรงที่จัดงานด้านข้างปราสาท

 

ก่อนทางจะไปขึ้นถึงปราสาทเราจะผ่าน Sakurano-baba Josaien ที่ฟีลเหมือนเป็นคอมมูนิตี้มอล์สไตล์พี่ยุ่นที่มีร้านค้าและร้านอาหารเยอะมาก ใครไม่รู้จะไปไหนก็แวะมาได้เหมือนกัน

เมื่อเดินขึ้นไปถึงด้านข้างปราสาท สรุปก็คือ ปราสาทยังพังและอยู่ในช่วงที่ปิดเพื่อปรับปรุงอยู่นะแจ๊ะ .. หลายคนอาจจะคุ้นว่าเคยมีแคมเปญหมีคุมะมง มาเรี่ยไรเงินช่วยเหลือจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี 2016 ซึ่ง ปราสาทคุมาโมโตะ (Kumamoto Castle) ก็พังแบบขั้นสุดจากเหตุการณ์นี้เช่นกัน จนตอนนี้ปิดยาวมาสองปีแล้ว

 

เออ มันมีก็มีแค่นี้แหละ เพราะมันปิดไง๊ ก็ได้แต่ยืนเกาะรั้วถ่ายรูปความเสียหายของปราสาท ซึ่งเค้าแพลนกันไว้ว่าตัวปราสาทหลักน่าจะบูรณะเสร็จปี 2019 และบูรณะแบบเสร็จสมบูรณ์ทุกอย่างปี 2036 .. คือนานมากกกก ถ้าดูจากความเสียหายที่เห็นตรงหน้า บอกเลยว่าน่าเสียดาย เสียดายปราสาทที่เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่มีอายุมากกว่า 500 ปี

 

ถนนคามิโทริ (Kamitori) + ถนนซึโมโทริ (Shimotori)

ในตัวเมืองหลักๆของคุมาโมโตะ มันก็มีแค่นี้แหละแกร๊ นอกนั้นก็มาเดินเล่นชิลๆแถว ถนนคามิโทริ (Kamitori) + ถนนซึโมโทริ (Shimotori) ที่เป็นถนนแหล่งช็อปปิ้งหลักกลางเมืองคุมาโมโตะ มีทั้งร้านอาหาร ร้านขายของพวกครีมทาหน้า เครื่องสำอางค์ ร้านเสื้อผ้าฮิปๆ ที่มาเป็นห้างให้เราเดินช็อปแบบกระเป๋าตังค์ทะลุ หรือจะดูของที่ระลึกอย่างพวกหมีคุมะมงก็มีเหมือนกัน ให้มาที่นี่ได้เลยยยย

 

เอาจริงป่ะ จากประสบการณ์ที่ไปมา พวกของหมีคุมะมง หาซื้อที่สถานีรถไฟคุมาโมโตะ ราคาดีสุด ตรงร้านชั้นหนึ่งอาจจะมีไม่เยอะ แนะนำให้ขึ้นชั้นสอง มี 2-3 ร้านติดกันเลย

เสื้อผ้าหรอ? แถวนี้ก็มีมาเกือบหมด ทั้ง Nike / Adidas / GU หรือ Champion หรืออื่นๆที่อยากจะสรรหา หรือถ้าใครอยากดู Muji ที่นี่คือใหญ่มาก แถมมี Muji Cafe ด้วยนาจา เอ้ออออ ❤

 

วันที่สอง: ทาคาจิโฮะ (Takachiho)

สำหรับวันที่สองในการเที่ยวเมืองคุมาโมะโตะ เราจะเล่นง่ายหน่อยด้วยการซื้อทัวร์ไปเที่ยว ทาคาจิโฮะ (Takachiho) แบบหนึ่งวันจากเว็บ KLOOK โดยเราสามารถซื้อโดยจองวันที่ว่าง และกรอกรายละเอียดทั้งหมดผ่านเว็บ KLOOK ได้ง่ายๆ ซื้อเสร็จให้เรารอคอนเฟิร์มจากทัวร์และเว็บ KLOOK แค่นั้น จากนั้นเตรียมตัวรอไปเที่ยวได้เลย โอ้ยยยย ง่ายยยยย! 5555555

ดูและซื้อทัวร์ทาคาจิโฮะ (Takachiho) แบบ 1 วัน ในเว็บ KLOOK ที่นี่
www.klook.com/th/activity/992-takachiho-gorge-day-tour-kumamoto/

จุดที่ไกด์นัดเจอเราตอนเช้าคือที่ สถานีรถไฟ JR Higo-Ozu ตอน 8.51 น. ซึ่งเค้าจะบอกเป๊ะๆเลยว่าแกรควรขึ้นรถไฟเวลา 8.11 น. มานะ จะได้ทันเวลาพอดีที่นัดเจอกันงี้ ซึ่งเวลาเดินทางจากตัวเมืองคุมาโมะโตะจนถึงสถานี JR Higo-Ozu ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ซึ่งไกลเหมือนกันโว้ว วันนั้นแทบจะเป็นที่ตื่นเช้าที่สุดในทริป เพราะปกติเป็นคนออกเที่ยวสายหน่อยๆอ๊า 😭

พอเจอไกด์ปุ๊ป เป็นไกด์ฝรั่งชื่อ เฮเลน จ้า ตอนแรกงงเล็กน้อย แต่เค้าพูดญี่ปุ่นปร๋อเพราะแต่งงานกับคนญี่ปุ่นและอยู่ที่นี่มาหลายสิบปี + พูดภาษาอังกฤษไหลปรี๊ด เพราะเฮเลนเป็นคนบริทติช สำเนียงอังกฤษฟังง่ายมาก ง่ายกว่าคนญี่ปุ่นพูดภาษาอังกฤษอีก บอกตรงๆ อันนี้ชอบบ ฟังง่าย ฟังรู้เรื่อง และนางน่ารักมาก 555555 ❤

 

สรุปทัวร์วันนี้ คือ มีผมกับแฟน แล้วก็อีกครอบครัวหนึ่งที่มากันประมาณ 6 คน รวมทั้งหมด 8 คน โดยมีรถตู้หนึ่งคืนที่มีเฮเลน เป็นคนขับและเป็นไกด์เองแบบ all-in-one เนี่ยแหละ ฮ่าๆ เราชอบฟีลนี้อ่ะ เฮเลนทำเองพาเที่ยวเอง

หุบเขาทาคาจิโฮะ (Takachiho Gorge)

ที่แรกที่เราจะไปก็เป็นไฮไลท์ของทัวร์วันนี้นี่แหละจ๊าา นั่นคือ หุบเขาทาคาจิโฮะ (Takachiho Gorge) โชคไม่ค่อยดีเท่าไหร่ที่วันนี้สภาพอากาศย่ำแย่ ฝนตกทั้งวัน นี่ก็ไม่ได้ดูพยากรณ์อากาศมาไง ด้วยความเคยชินที่เมืองไทยแม่งร้อนแดดจ้าทุกวัน ก็เลยไม่ร่ม ไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย ก็เปียกไปสิจ๊า .. ดีหน่อยที่กิจกรรมแรกที่เฮเลนจะให้พวกเรา คือ การพายเรือเล่นในหุบเขาทาคาจิโฮะ ซึ่งเค้าก็มีเสื้อกันฝนขาย กันเปียกไปได้เปราะหนึ่ง ฮือ

ช่วงที่พีคที่สุดของการมาเที่ยว หุบเขาทาคาจิโฮะ (Takachiho Gorge) คือฤดูใบไม้ร่วงที่ต้นไม้ของที่นี่จะกลายเป็นส้มหมดเลย เคยเห็นรูปคือสวยโคตรรร ส่วนผมเองนี่มาผิดช่วงนะจ๊ะ 555555

พายเรือที่หุบเขาทาคาจิโฮะ (Takachiho Gorge)

ราคาพายเรือที่หุบเขาทาคาจิโฮะ (Takachiho Gorge) 30 นาทีอยู่ที่ 2,000 เยน (ประมาณ​ 600 บาท) ต่อเรือหนึ่งลำ ซึ่งนั่งได้สูงสุด 3 คน // ราคานี้ไม่รวมอยู่ในทัวร์นะแจ๊ะ

นี่ก็ลงไปพายเรือพร้อมสายฝนโปรยปรายกับวิวที่แม่ง … เออ สวยว่ะ ยอม ซึ่งวิวที่เราเห็นด้านล่างจากมุมที่เราพายเรืออยู่ คือหุบเขามันใหญ่โต ตอนแรกที่เห็นนึกว่ามนุษย์สร้าง แต่จริงๆมันไม่ใช่เลย มันคือธรรมชาติสร้างขึ้นเองนี่แหละ

 

 

น้ำเป็นสีฟ้าเขียว แถมมีเป็ดว่ายไปมาแบบกรุ๊งกริ๊ง มีน้ำตกสาดลงแบบแรงๆอยู่อันนึง บอกเลยว่าบรรยากาศมันดีมาก ตอนแรก .. พายเรือมันอาจจะยากหน่อยๆ แต่พอพายไปเรื่อยๆ เราจะรู้เองว่ามันพายยังไง ฮ่าๆ ไม่ต้องกลัวพายไม่เป็น และไม่ต้องกลัวตกน้ำ เพราะเค้าบังคับใส่เสื้อชูชีพครับโผมม

 

เดินเล่นทาคาจิโฮะ (Takachiho Walk)

หลังจากที่พายเรือเสร็จ เราจะมาเดินเล่นดูวิวทาคาจิโฮะตามทางเดินกันบ้าง ซึ่งตรงนี้เราจะสามารถมองเห็นหุบเขาที่มีแม่น้ำที่เราพายเรืออยู่ด้านล่างเมื่อกี้ (ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครพายเรืออยู่เลย เพราะฝนตก 5555555) รวมถึงเห็นแนวหุบเขาดูเหมือนเป็นคอลัมๆ ที่เกิดจากก่อร่างสร้างตัวของหินภูเขาไฟเป็นพันๆปีจากการระเบิดของภูเขาไฟอะโสะตรงนี้ ซึ่งเค้าบอกว่าบางทีที่ดูแนวหุบเขานี้มันมีฟีลเหมือนลำตัวมังกรที่พาดเลียบทางแม่น้ำด้วยแหละ (จริงหรอฟ่ะ)

 

ทางเดินนี้ เราสามารถเดินไปเรื่อยๆจนถึง ศาลเจ้าทาคาจิโฮะ (Takachiho Shrine) ได้เลยในระยะไม่กี่กิโล ส่วนเราไม่เดินหรอก เฮเลนบอกให้กลับไปที่รถ เดี๋ยวเราค่อยขับรถไปกัน 55555

ศาลเจ้าทาคาจิโฮะ (Takachiho Shrine)

หลังจากเที่ยวธรรมชาติเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราจะไปตามรอยตำนานเทพเจ้าของศาสนาชินโตกันบ้าง โดยเมือง ทาคาจิโฮะ (Takachiho) เนี่ยเป็นเมืองชื่อดังเมืองหนึ่งในญี่ปุ่นที่มีตำนานของเทพเจ้าสูงสุดของศาสนาชินโตเกิดขึ้นที่นี่ ซึ่งถ้าได้แวะเวียนผ่านมายังเมืองทาคาจิโฮะ แนะนำว่าต้องมาเยือนที่นี่ด้วย ถึงแม้ตัวศาลเจ้าจะไม่ได้เว่อวังอลังการ แต่ที่นี่เราจะฟีลถึงพลังความขลังของศาลเจ้ามาก  // เอาจริง ถ้ามาเที่ยวเองก็ไม่รู้ว่ามันมีเรื่องราวแบบนี้ ฮ่าๆ การมาเที่ยวแล้วมีไกด์มันก็จะมีข้อดีแบบนี้แหละ

 

ศาลเจ้าทาคาจิโฮะ (Takachiho Shrine) ถือเป็นศาลเจ้าชินโตที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น มีอายุมากกว่า 1,800 ปี หากอยากรู้ว่าศาลเจ้าที่ไหนสำคัญและเป็นที่นับถือ ให้เราสังเกตความใหญ่ของเสาประตูศาลเจ้า ยิ่งใหญ่ ยิ่งสำคัญนาจา // เฮเลนบอก 5555

เฮเลนยังบอกด้วยว่า ถ้าสังเกตศาลเจ้าอื่นๆ คือเราจะไม่เห็นหน้าตาของเทพเจ้าที่ประจำอยู่ที่ศาลเจ้านั้นๆ แต่ที่ศาลเจ้าทาคาจิโฮะ (Takachiho Shrine) เราสามารถเห็นหน้าตาเทพได้ตรงด้านหลังที่กำลังสับอสูรร้ายที่ทำให้เมืองทาคาจิโฮะถูกต้องคำสาป ปลูกข้าวไม่ขึ้น ทำอะไรก็ไม่ขึ้น ดังนั้นการขอพรกับศาลเจ้าที่นี่ก็จะเน้นเรื่องเกี่ยวการขอผลผลิตทางเกษตรที่ดี ขอเรื่องโชคร้ายให้หมดไป รวมถึงเรื่องความรักด้วย

 

ถ้าใครมีแฟน แล้วอยากมาขอเรื่องความรักให้รักกันนานๆ หรือจะได้แต่งงานกัน แนะนำให้เรามากับแฟนคนนั้น ขอพร .. แล้วจับมือเดินรอบต้นสนคู่หนึ่งที่มีที่มีรากพันกันเสมือนเป็นต้นไม้คู่รักแบบสามี-ภรรยา จำนวน 3 รอบ แล้วความปรารถถนาของคนทั้งสองก็จะเป็นจริง! เอ้า ลองดูวว ❤

 

นอกจากนี้ ด้านข้างของศาลเจ้ายังมีโรงละครที่ใช้แสดง โยคากุระ (Yokagura) ที่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวเทพเจ้า ด้วยนะ เค้าจะจัดการแสดงทุกวันตอน 2 ทุ่ม ใครที่มาเองแล้วมีเวลาช่วงนี้พอดี ก็ลองมาดูได้น้า

ศาลเจ้าอามาโนะ อิวาโตะ (Ama No Iwato Shrine)

และที่สุดท้ายที่เฮเลนพามาเที่ยวคือ ศาลเจ้าอะมะโนะ อิวาโตะ (Ama No Iwato Shrine) ที่มีไฮไลท์อยู่ตรง อะมะโนะ ยาสุกาวาระ (Ama no Yasukawara) ที่เราต้องเดินออกด้านนอกไปตามทางประมาณ 10 นาที ที่นี่คือสถานที่ที่เกิดตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับเทพอะมะเทระซึ (Amaterasu) หรือเทพธิดาแห่งดวงอาทิตย์ที่โด่งดังที่สุดในญี่ปุ่นด้วย

 

เรื่องมันมีอยู่ว่า เทพอะมะเทระซึ (Amaterasu) เทพแห่งดวงอาทิตย์เสียใจที่น้องชาย (เทพซูซาโนโอะ) อิจฉา และปั่นป่วนด้วยความโหดร้าย ทารุณ เทพีอะมะเทระซึ จึงหนีเข้าไปหลบอยู่ในถ้ำที่มืดมิดกลางภูเขาแห่งหนึ่ง (ซึ่งเค้าบอกว่าอยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกัน) จากนั้นนางปิดตายทางเข้าไม่ให้คนอื่นเข้าไป ทีนี้ทั้งจักรวาลเลยมืดสนิท ทุกอย่างแข็งเป็นน้ำแข็ง พืชพันธุ์ก็ตายท่ามกลางความมืดที่ไม่มีวันสิ้นสุด ผู้คนหิวโหยเพราะขาดข้าวปลาอาหารและเริ่มเจ็บป่วย ปีศาจออกอาละวาดและสวรรค์ก็เกิดความโกลาหล

 

 

ทีนี้เทพทั้งหลายก็ต้องไปง้อนางออกมาจากถ้ำเพื่อให้จักรวาลกลับมาสู่ปกติ แต่นางไม่ออกมา เทพทั้งหลายเลยออกอุบายโดยตั้งกระจกไว้หน้าถ้ำและทำเหมือนมีการเฉลิมฉลองอยู่ด้านนอก ส่งเสียงดังโหวกเหวกให้นางได้ยินและเอะใจว่ามีไรเกิดขึ้นข้างนอก ทีนี้นางก็เลยเปิดถ้ำออกมา เจอกระจกที่เห็นตัวเอง ด้วยความนางเป็นเทพพระอาทิตย์ เปร่งแสงได้ นางเลยตาพล่าจากแสงตัวเอง เทพคนอื่นๆเลยรีบเข้าจับตัวให้ไม่สามารถเข้าไปถ้ำได้อีก .. จากนั้นจักรวาลเลยกลับมาสว่างสดใสอีกครั้ง และนางก็หายเศร้าจากการที่เทพทุกคนมาขอคืนดีและเฉลิมฉลองนั่นแล

 

 

หลังจากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตำนานตรงนี้ มั่นใจว่าเราจะอินมากขึ้น โดยตัวถ้ำที่เกิดตำนานนี้จะอยู่ตรงข้าม ศาลเจ้าอะมะโนะ อิวาโตะ (Ama No Iwato Shrine) ที่มีแม่น้ำกั้นอยู่ คือเราไม่สามารถเดินหรือปีนเขาไปดูตรงนั้นได้ แต่เราสามารถไปยังจุดที่เหล่าทวยเทพชุมนุมหาอุบายให้เทพอะมะเทระซึ (Amaterasu) ออกมาจากถ้ำ ซึ่งจุดนั้นมีชื่อว่า อะมะโนะ ยาสุกาวาระ (Ama no Yasukawara) ที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่ที่อยากให้มาเด้อ โดยเราจะต้องเดินเลียบแม่น้ำไปหน่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีแค่นั้นเอง

ก่อนเราเดินไปยัง อะมะโนะ ยาสุกาวาระ (Ama no Yasukawara) แนะนำให้หาหินเล็กๆแล้วถือไปด้วย เพราะตรงนั้นจะมีศาลเจ้าเล็กๆที่มีกองหินที่ต่างคนต่างถือหินมาวางกัน โดยเค้าเชื่อว่าสิ่งที่อยากรู้จะได้รับคำตอบ

 

เฮเลนยังบอกอีกว่า ตรงนี้เป็นจุดที่พลังงานนะ และมีอยู่ครั้งนึงที่แม่น้ำน้ำหลากแล้วพัดพากองหินนี้หายไปหมด แต่ในเวลาไม่นาน ก็มีคนจำนวนมากมายต่างทยอยกันมาตั้งกองหินหน้าปากถ้ำตรงนี้ นี่เลยแสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่าคนญี่ปุ่นเค้าเชื่อและนับถือสถานที่แห่งนี้กันค่อนข้างมากเลยทีเดียว

 

 

เสร็จจากที่นี้ เฮเลนก็พาไปยังร้านขายของที่ระลึกและพาเราส่งกลับที่เดิมคือสถานีรถไฟ JR Higo-Ozu ช่วงเวลาประมาณ 6 โมง สรุป ผมว่าทัวร์นี้ดี คือเฮเลนน่ารักมาก เป็นฝรั่งที่เป็นกันเองสุด แถมยังรู้เรื่องเกี่ยวญี่ปุ่นค่อนข้างเยอะ เนื่องจากเค้ามาอยู่นี่ก็หลายสิบปี ถือเป็นบ้านหลังที่สองจากบ้านเกิดของเฮเลนเลย เอ้า เชียร์ให้จอง .. แตถ้าอยากเที่ยวเอง จะตามรอยแบบนี้ก็ได้ แต่เราจะต้องเช่ารถแค่นั้นเน้อ ไม่ได้ยากเกินความสามารถแน่นอน 😄

วันที่สาม: ภูเขาไฟอะโสะ (Mount Aso)

ในที่สุดวันที่ตั้งตารอคอยก็มาถึง คือการเที่ยว ภูเขาไฟอะโสะ (Mount Aso) เอาจริงจากใจ ที่นี่คือเหตุผลในการมาเที่ยวคุมาโมโตะเลยแกร๊ ก่อนมาก็ใจตุ้มต่อมมากว่าจะได้มาเที่ยวหรือเปล่า เพราะไม่กี่ปีมานี้ จังหวัดคุมาโมโตะโดนภัยธรรมชาติอันหนักหน่วงมาค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหวขนาด 7 ริกเตอร์เมื่อเดือนเมษายนตอนปี 2016 ทำให้ทั้งเมืองพังไปเยอะ ถนนและรางรถไฟปิดซ่อมระนาวจนเราไม่สามารถนั่งรถไฟไปยังเมืองอะโสะ (Aso) ได้อีก เพราะเค้ากำลังปิดซ่อมอยู่จนถึงตอนนี้ รวมถึงกระเช้าที่เราสามารถนั่งเพื่อขึ้นไปดูปากปล่องภูเขาไฟอะโสะก็ปิด เพราะพังและเฝ้าระวังภัยจากการที่ภูเขาไฟอะโสะดันมาประทุ ควันพุ่งสูงเกือบ 10 กิโลเมตรเข้าอีกตอนเดือนตุลาคม ปี 2016 เอ้อออออ .. จะได้เที่ยวมั้ยล่ะ

  (วันที่ผมเที่ยวคือวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2018) เหมือนอะไรเป็นใจให้ได้เที่ยว คือ มีประกาศลดระดับการเฝ้าระวังปลอดภัยเหลือระดับที่เราสามารถเข้าไปได้ แต่ห้ามเข้าไปในระยะรัศมี 1 กิโลเมตร จากปากปล่องภูเขาไฟ ทำให้ยังเที่ยวได้บ้าง ส่วนกระเช้ายังปิดอยู่ แต่เราสามารถขับรถขึ้นไปดูได้ (มั้งนะ .. ดูประกาศล่าสุดของวันที่ 3 มีนาคม 2018 และดูจากเว็บของกระเช้ามา ไปเช็คข้อมูลกันเองอีกที) แต่วันที่ผมไปเที่ยวคือไปดูปากปล่องภูเขาไฟไม่ได้ มันปิดอ๊า ฮือ 😭

เช่ารถขับเที่ยวอะโสะ / ทัวร์เที่ยวอะโสะ

ถ้าจะให้แนะนำวิธีที่ไปเที่ยวภูเขาไฟและตัวเมืองอะโสะได้สะดวกรวดเร็วที่สุด ก็คงจะเป็นการเช่ารถขับจากเมืองคุมาโมโตะนี่แหละ ซึ่งการเช่ารถครั้งนี้คือได้จองไปก่อนล่วงหน้าจากเว็บ Tabirai ที่เหมือนเป็นเว็บเอเจนซี่เช่ารถของญี่ปุ่นที่คอยเปรียบราคาการเช่ารถให้จากทุกเจ้า ซึ่งราคาที่ได้ก็ค่อนข้างถูกใจพอสมควรอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นเช่ารถขนาด Honda Jazz แบบ 12 ชั่วโมง ได้มาในราคา 5,000 เยน (ประมาณ 1,500 บาท) รวมประกันภัยรถยนต์ CDW เรียบร้อย ดีงาม ❤

การเช่ารถขับในประเทศญี่ปุ่นต้องมีใบขับขี่สากลด้วยเน้อ
เว็บเช่ารถ Tabirai > en.tabirai.net/car/

 

ส่วนวิธีอื่นๆในการเที่ยวอะโสะ อาจจะยากซักหน่อย เพราะตอนนี้เส้นทางรถไฟพังจริงจัง แล้วก็ไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่ด้วย หากใครขับรถไม่เป็นแล้วยังอยากเที่ยวอยู่ เฮเลน ไกด์ที่ผมไปทัวร์ด้วยกับเค้าที่เมืองทาคาจิโฮะ (Takachiho) ก็มีเปิดทัวร์ภูเขาไฟอะโสะด้วย โดยเราสามารถซื้อผ่านเว็บ KLOOK ได้เหมือนกันเลย // ถือเป็นตัวเลือกที่ดีไม่แพ้กัน

เที่ยวอะโสะ (Aso) แบบวันเดย์ทัวร์ โดยเฮเลน เจ้าเดิม คลิกจองที่ Klook ได้เลย
www.klook.com/th/activity/989-around-aso-day-tour-kumamoto/

มิลค์โรด (Milk Road)

สำหรับการเดินทางมายังเมืองอะโสะ และภูเขาไฟอะโสะนั้น แนะนำให้เรามาตั้งต้นเส้นทางด้วยการปัก Google Map ไปที่ ถนนมิลค์โรด (Milk Road) เพื่อไปยัง ไดคันโบะ (Daikanbo) ก่อนเป็นอันดับแรก ถนนมิลค์โรด (Milk Road) เส้นนี้คือสวยมากกกกก

 

 

เราจะได้ขับรถไปยังถนนเส้นนึงที่พาดไปตามขอบแอ่งของภูเขาไฟอะโสะ รวมถึงมีวิวรอบข้างที่เป็นทุ่งหญ้ายาวสุดลูกหูลูกตา ในวันที่ผมขับรถไปนั้นคือช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ทุ่งหญ้านี่มาเป็นสีเหลือทองเลยแหละ และตามข้างถนนยังมีหิมะอยู่บ้างประปราย .. แนะนำให้พกแจ็คเก็ตมาด้วย เพราะลมแรงและอากาศหนาวมากจริงๆ

 

ระหว่างบน ถนนมิลค์โรด (Milk Road) นั้น มันจะมีจุดชมวิวเล็กๆให้เราพักรถด้วย ซึ่งวิวเมืองอะโสะ (Aso) ที่เรามองลงจากตรงนี้ก็สวยมากกกกก

จุดชมวิวไดคันโบะ (Daikanbo)

ขับบนถนนมิลค์โรด (Milk Road) มาเรื่อยๆ ให้เรามายัง จุดชมวิวไดคันโบะ (Daikanbo) เป็นจุดชมวิวขนาดใหญ่ที่เราสามารถดูวิวแอ่งภูเขาไฟจากทางด้านเหนือ ที่มีเมืองอะโสะตั้งอยู่ด้านล่าง และถ้าเรามองออกไปไกลๆ เรายังสามารถมองเห็นยอดเขาทั้ง 5 ของกลุ่มภูเขาไฟอะโสะได้อีก จุดชมวิวตรงนี้คนเยอะมว๊าก มีเป็นตึกที่มีร้านอาหาร ร้านขายของด้านในเลย ใครหิวก็กินตรงนี้ได้เหมือนกัน แต่ถ้าทนได้ ทนหน่อย เดี๋ยวนี่พาไปกินข้าวหน้าเนื้อในตัวเมืองอะโสะ ที่บอกว่าซี๊ดมากก

 

โดยรวมคือดีย์ เราสามารถมานั่งโง่ๆ ดูวิวอยู่ตรงนี้ไปแบบเรื่อยๆเลย สวยมากกกก // วิวข้างล่างที่เห็นคือเมืองอะโสะนี่แหละ อยู่ในแอ่งภูเขาไฟ

ข้าวหน้าเนื้อ Imakin Shokudo

เสร็จจากจุดชมวิวไดคันโบะ (Daikanbo) เราจะขับรถลงมาในแอ่งภูเขาไฟที่เป็นที่ราบกว้างและเป็นที่ตั้งของเมืองอะโสะ .. เราจะไปหาข้าวกลางวันกินกันกับร้านข้าวหน้าเนื้ออันดับหนึ่งของเมืองอะโสะ (อันดับ 1 ใน Tripadvisor ด้วย) ที่มีชื่อว่า Imakin Shokudo ซึ่งนี่ก็ไปที่ร้านแล้วกดบัตรคิวมา ซึ่งต้องรออยู่ประมาณชั่วโมงกว่าถึงจะได้กิน โอ้ยย .. แต่ก็ยอมไง เพราะทุกรีวิวของญี่ปุ่นบอกว่าคุ้มค่า

 

 

ด้วยความที่ไม่มีอะไรทำระหว่างรอ ก็เลยไปเดินเล่นดูของนู่นนี่นั่นข้างร้านหน้าเนื้อ ก็เลยเจอร้านขนมหวาน และไอติมร้านนึง ที่ชื่อว่า Cafe & Zakka & Kagu ซึ่งพอเดินเข้าไป .. เออ แม่งคนเยอะ นั่งเกือบเต็มร้านว่ะ คุยไป คุยมา สรุปคือคนพวกนี้มานั่งกินของหวานรอคิวเพื่อเข้าไปกินข้าวหน้าเนื้อนั่นแหละ แถมร้านเค้ายังมีบริการที่คอยดูคิวแทนเราด้วย ถ้าคิวมาถึงเค้าจะประกาศเรียกเราในร้านของหวานเลย โอ้โหว .. ร้านเค้าฉลาดจังโว้ย

 

Cafe & Zakka & Kagu บังคับสั่ง 1 คน ต่อ 1 อย่าง ผมสั่งไอติมชุดโฮมเมดที่เป็นรสข้าว + งาดำ + เผือก พร้อมขนมปัง และสั่งสมู๊ทตี้อีกหนึ่งแก้ว .. ก็ต้องยอมรับว่า ไอติมเค้าอร่อยมากเหมือนกันนะ ฮ่าๆ

กินของหวานเสร็จก็แล้ว ดื่มน้ำซรู๊ดก็หมดแล้ว รอยาวไปจนชั่วโมงกว่าถึงจะโดนเรียกคิว จนได้กินข้าวหน้าเนื้อยอดฮิต ซึ่งเมนูภาษาอังกฤษก็ไม่มี ได้แต่โชว์รูปเอาจากมือถือว่าจะเอาจานนี้ๆ  จนสุดท้ายได้กินสมใจ

 

ข้าวหน้าเนื้ออร่อยมากกกก เนื้อโปะเต็มจานจนไม่เห็นข้าว และมันไม่ได้สุก 100% คือยังมีความดิบนิดๆที่มันนุ่มแล้วละลายในปาก ซี๊ดเลย แนะนำให้มาอย่างแรง ส่วนราคาชามนี้น่ะหรอ ตกชามละ 1,680 เยน หรือประมาณ 500 บาทนาจา ฮิฮิ 🙆🏻‍♂️

 

คุสะเซ็นริ (Kusasenri)

อิ่มท้องแล้วได้เวลาเที่ยวต่อ ทีนี้เราจะขับลงมาทางใต้อีกเพื่อขึ้นไปยัง คุสะเซ็นริ (Kusasenri) ที่เป็นสนามหญ้ากว้างๆ ที่มีวิวภูเขาที่สวยโคตรๆเป็นฉากหลัง ระหว่างทางที่ขึ้นไป วิวก็โคตรพีค คือฟีลลิ่งตอนนั้นเหมือนไม่ได้เที่ยวญี่ปุ่นเลยแกร๊ รู้สึกคลับคลาคล้ายเหมือนขับรถเที่ยวอยู่ยุโรปอะไรอย่างนั้น (ซึ่งตัวเองก็ไม่เคยไปยุโรปนะ 55555555) เอาเป็นว่า นี่ร้องอุทานตลอดเวลาว่า หูยยย โหววว เห้ยยย แม่มมม .. สวยสึส อะไรงี้ งื้ออ

 

ตรงลานกว้าง คุสะเซ็นริ (Kusasenri) คือ มีที่จอดรถ และเราสามารถลงไปเดินเล่นได้เลย ฤดูอื่นไม่รู้เป็นยังไง เคยเห็นรูปทุ่งหญ้าเป็นสีเขียว แต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผมมานี่คือสวยโคตร ทุกอย่างเป็นสีเหลืองทองอร่าม ตัดกับแบล็คกราวด์ภูเขาด้านหลังที่เป็นน้ำตาลเข้มที่แทรกไปด้วยหิมะตามซอกตามมุม คือมันดีย์ และเป็นที่ๆประทับใจสุดของทริปคุมาโมโตะเลย สมใจอยากกก

ถ้าเราเดินไปเรื่อยๆ มันจะมีเนินเขาเล็กๆ ที่เราสามารถปีนขึ้นไปดูวิวได้ด้วยเน้อ รวมถึงมีผืนน้ำไกลๆ ที่เดินไปได้เหมือนกัน คือที่ คุสะเซ็นริ (Kusasenri) เราสามารถเดินได้ฟรีสไตล์มาก จำได้ว่าอยู่ถ่ายรูปและเดินไปเดินมากันอยู่นาน เพราะมันสวยจริงๆ แถมหนาวด้วยนะเออ 55555

แอ่งน้ำที่บอก มีความเหมือนทะเลสาบหน่อยๆ คิดว่าหน้าหนาวมันต้องแข็งโป๊กเป็นน้ำแข็ง แต่ตอนนี้มันเริ่มละลายแล้ว ฮ่าๆ

หลังจากนั้น นี่ก็กลับมาที่รถกัน และลองขับรถวนไปดูตรงแถวๆสถานีกระเช้าที่มันขึ้นไปยังรอบๆปากปล่องภูเขาไฟงี้ เสี่ยงทายดูว่ามันทางมันจะเปิดให้เราขับรถขึ้นไปได้มั้ย สรุปก็ปิดนั่นแหละเออ เสียดายมาก .. สุดท้ายก็วนกลับลงมา แล้วได้เห็นภูเขาอีกลูกที่ชินตาจากรูปในอินเตอร์เน็ตบ่อยๆ คือภูเขาที่มันบุ๋มๆตรงกลางนั้นเอง โอ้ยยยย น่ารัก ถือเป็นการจากลาจากอะโสะแล้วกลับเมืองคุมาโมโตะอย่างประทับใจจริงๆ ฮ่าๆ 🤗

 

ที่พักแนะนำ คุมาโมโตะ (Kumamoto) PANTIP

ถ้าให้แนะนำย่านที่พักในเมืองคุมาโมโตะ ตัวผมเองแนะนำให้เลือกโรงแรมที่ตั้งอยู่แถวสถานีรถไฟ JR Kumamoto

ที่แนะนำแถวสถานีรถไฟ JR Kumamoto เพราะพอตอนที่เรานั่งรถไฟชินคันเซ็นมาถึง คือเราสามารถออกมาแล้วลากกระเป๋าเข้าที่พักได้ทันที โดยที่เราไม่ต้องต่อรถแทรมไปที่อื่นต่ออีก ถึงแม้แถวสถานีรถไฟจะไม่มีห้าง แต่คือเรายังไม่อดตาย เพราะตรงสถานีรถไฟยังมีร้านข้าว ร้านนู่นนี่นั่น แถมยังร้านสะดวกซื้อต่างๆ อีกทั้งร้านเช่ารถก็อยู่ตรงนี้นะเออ โดยโรงแรมที่ผมจะแนะนำคือ Hotel The Gate Kumamoto (สำหรับคนที่มาเที่ยวคนเดียว แล้วอยากพักโฮสเทล), Toyoko INN Kumamoto Ekimae (สำหรับที่พักแบบห้องเดี่ยวที่ราคาถูก ผมพักที่นี่เด้อ)

 

ส่วนถ้าใครอยากอยู่กลางเมืองดาวน์ทาวน์ท่ามกลางความบันเทิงและแหล่งช็อปปิ้ง มีอีกสองโรงแรมที่อยากแนะนำคือ Hotel Nikko Kumamoto และ Dormy Inn Kumamoto อ่านรายละเอียดด้านล่างเล้ย

Hotel The Gate Kumamoto

หากใครมาคนเดียว แล้วอยากนอนโฮสเทลเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ตรงสถานีรถไฟ JR Kumamoto มีอยู่โรงแรมเดียวที่เป็นโฮสเทลที่ชื่อว่า Hotel The Gate Kumamoto นาจา ถึงแม้จะมีตัวเลือกเดียวตรงนี้ แต่คุณภาพดีเลิศ สภาพโรงแรมสะอาดสะอ้าน มีดีไซน์ที่สวยใช้ได้ รวมถึงโลเคชั่นที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ สามารถลากกระเป๋ามาพักได้แบบง่ายๆเลยล่ะ

 

เรทราคาห้องเริ่มต้น 850 บาท / คืน
ดูเรทและจอง Hotel The Gate Kumamoto สามารถคลิกลิงค์ด้านล่าง
เพื่อดูเรทราคาและจองผ่าน OTA ที่ชอบได้เลย
ดูผ่าน Expedia.co.th // ดูผ่าน Booking.com // ดูผ่าน agoda.com

Toyoko INN Kumamoto Ekimae

ส่วนตัวผมเองนั้นพักอยู่โรงแรมนี้ Toyoko INN Kumamoto Ekimae กับเครือโรงแรม Toyoko INN ที่มีโรงแรมเกือบ 300 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น ที่แทบจะเป็นโรงแรมกันตายของตัวผมตอนเวลาที่หาโรงแรมอื่นที่ไม่ถูกใจ หรือไม่รู้จะพักที่ไหนที่ราคาถูกและทำเลสะดวกๆใกล้สถานีรถไฟ … มันคือเรื่องจริง 5555555

 

Toyoko INN Kumamoto Ekimae ก็ดีตามมาตรฐาน Toyoko INN เค้าล่ะ คือ เป็นห้องเดี่ยวเตียงสีส้ม นอนสบาย ห้องไม่ใหญ่มากแต่อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบ มีอาหารเช้าให้ฟรีแบบง่ายๆให้กินอิ่มท้อง พนักงานน่ารัก ฟีลเหมือนโรงแรมครอบครัวเลยจริงๆ อิอิ // ราคาที่ผมได้จาก Expedia ตอนไปพักจริง อยู่ราวๆ คืนละ 1,550 บาท ถูกมากกก

เรทราคาห้องเริ่มต้น 1,500 บาท / คืน
ดูเรทและจอง Toyoko INN Kumamoto Ekimae สามารถคลิกลิงค์ด้านล่าง
เพื่อดูเรทราคาและจองผ่าน OTA ที่ชอบได้เลย
ดูผ่าน Expedia.co.th // ดูผ่าน Booking.com // ดูผ่าน agoda.com

Hotel Nikko Kumamoto

สำหรับโรงแรมที่ดีที่สุดของเมืองคุมาโมโตะขอยกให้เป็น Hotel Nikko Kumamoto ตั้งอยู่กลางเมืองดาวน์ทาวน์ตรงแหล่งช็อปปิ้งเลย (ไม่ใช่ตรง JR Kumamoto นะ) ตัวโรงแรมนั้นอยู่ในระดับ 5 ดาว ห้องกว่าโรงแรมญี่ปุ่นทั่วไปโดยเริ่มที่ขนาด 21 ตารางเมตร (ถือว่ากว้างนะ) แล้วถ้าได้ห้องตำแหน่งดีๆ เราอาจจะได้ห้องวิวปราสาทคุมาโมโตะด้วย ส่วนเรื่องอาหรเช้านั้นดีย์ มีความหลากหลาย หากใครอยากพักแบบสบายๆ ให้เลือกที่นี่เลยจ้า

 

เรทราคาห้องเริ่มต้น 7,000 บาท / คืน
ดูเรทและจอง Hotel Nikko Kumamoto สามารถคลิกลิงค์ด้านล่าง
เพื่อดูเรทราคาและจองผ่าน OTA ที่ชอบได้เลย
ดูผ่าน Expedia.co.th // ดูผ่าน Booking.com // ดูผ่าน agoda.com

Dormy Inn Kumamoto

Dormy Inn Kumamoto หนึ่งโรงแรมสุดท้ายในเครือ Dormy Inn ชื่อดังที่ทำเลตั้งอยู่กลางเมืองไม่ไกลจากแหล่งช็อปปิ้ง ล้อมรอบด้วยมินิมาร์ท แถมยังอยู่เกือบติดป้ายรถแทรมอีกด้วย (แต่เหมือนเค้าจะมีบริการรถรับ-ส่งฟรีจากสถานีรถไฟคุมาโมโตะนะ อันนี้ต้องถามทางโรงแรมเอาดูเอง) ที่เก๋กู๊ดกว่าโรงแรมอื่นของที่นี่คือ อาหารเช้าบุฟเฟต์ที่เริ่ด และที่เก๋สุดคือมีราเมนให้เรากินฟรีทุกวันตอนประมาณ 3 ทุ่ม + มี Public Bath ชั้นดาดฟ้า ที่ให้เราสามารถไปแช่น้ำพักผ่อนให้หายเมื่อยได้ด้วย ส่วนห้องพักนั้นคือตามแสตนดาร์ดญี่ปุ่นที่ควรจะมี เริ่มตั้งแต่ 15-30 ตารางเมตรนาจา

 

เรทราคาห้องเริ่มต้น 7,000 บาท / คืน
ดูเรทและจอง Dormy Inn Kumamoto สามารถคลิกลิงค์ด้านล่าง
เพื่อดูเรทราคาและจองผ่าน OTA ที่ชอบได้เลย
ดูผ่าน Expedia.co.th // ดูผ่าน Booking.com // ดูผ่าน agoda.com

อ่านรีวิวเที่ยวคุมาโมะโตะเสร็จแล้ว
อ่านเมืองอื่นในคิวชูต่อกันเลย 🤗

1. รีวิว ฟุกุโอกะ (Fukuoka) + ดาไซฟุ (Dazaifu)
2. รีวิว นางาซากิ (Nagasaki)
3. รีวิว ยูฟูอิน (Yufuin)
4. รีวิว คุมาโมโตะ (Kumamoto) + อะโสะ (Aso) + ทาคาจิโฮะ (Takachiho)

โอกินาว่าก็มา

1. รีวิว โอกินาว่า (Okinawa)

แถมรีวิวเที่ยวฮอกไกโดด้วย 🤗

1. รีวิว ซัปโปโร (Sapporo)
2. รีวิว โอตารุ (Otaru)
3. รีวิว อาซาฮิกาวะ-บิเอะ (Asahikawa-Biei)
4. รีวิว อะบาชิริ-คุชิโระ (Abashiri-Kushiro)
5. รีวิว ฮาโกดาเตะ (Hakodate)

kotzhul@gmail.com

A world explorer and a gym addict who was born in 1990

1 COMMENT
  • mon พฤษภาคม 13, 2018

    ขับรถเที่ยว aso ตามนี้ ใช้เวลาทั้งหมด กี่โมง – กี่โมงคะ

POST A COMMENT