HashCorner

รีวิว โอกินาว่า (Okinawa) : ขับรถเที่ยว ดูอควาเรียม ดำน้ำดูเต่าคูลๆ

 

โอกินาว่า (Okinawa) เอาจริงๆ ก่อนหน้านี้แทบไม่ค่อยคุ้นชื่อ โอกินาว่า เท่าไหร่ คือฟีลเวลาไปญี่ปุ่น .. คนก็จะนิยมไปพวกโตเกียวหรือโอซาก้าไง แต่หลังจากที่ Peach Air สายการบินโลวคอสของญี่ปุ่นเปิดบินตรงจากกรุงเทพไปโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่นในราคาเบาๆ (มันเบาจริงแกร๊ ถ้าได้ตั๋วโปร ไปกลับนี่ไม่ถึง 4,000 บาทด้วยมั้ง) นี่ถึงกับต้องหาในเน็ตดูว่ามันอยู่ส่วนไหนของญี่ปุ่น และมีอะไรบ้าง จนถึงได้ร้องอ้อออ ..

 

โอกินาว่าคือเกาะสวรรค์ที่มีฟีลความเป็นฮาวาย เหมือนเป็นเมืองตากอากาศเล็กๆที่ตั้งอยู่ระหว่างญี่ปุ่นกับไต้หวัน ที่เที่ยวก็เยอะไม่แพ้กัน แต่ที่ดังสุดคืออควาเรียมที่มีฉลามวาฬนั่นแหละ นอกจากนี้ยังมีปะการังสวยๆให้เราดำน้ำอีก ซึ่งเวลาพูดถึงเรื่องดำน้ำ นี่ไม่เคยนึกถึงญี่ปุ่นเลยจริงๆ มาครั้งนี้เลยจัดซักหน่อยว่าเป็นยังไง ซึ่งถ้าให้สรุปแบบด่วนๆเลยว่าโอกินาว่ามันดีแค่ไหน นี่ขออุบไว้ก่อน อยากให้ลองอ่านแล้วตัดสินใจ .. แต่เกริ่นเล็กๆก่อนว่า เราจะกลับไปอีกรอบแน่นอน โว้ยยย ฮ่าๆ ❤

แพลนเที่ยวโอกินาว่า (Okinawa) 4 วัน 3 คืน

แพลนเที่ยวโอกินาว่าทริปนี้ไม่ยาวเท่าไหร่ เราจะใช้เวลาแค่ 4 วัน 3 คืนแค่นั้น ด้วยระยะเวลาเท่านี้ หากใครทำงานประจำแล้วอยากมาเที่ยว เราก็แค่ลาพักร้อน 2 วันแค่นั้นเอ๊ง สบายจะตาย ฮ่าๆ ซึ่งทริปนี้บอกก่อนว่ามีการเช่ารถขับด้วย เพราะระบบขนส่งมวลชนบนเกาะโอกินาว่าไม่ได้เพียบพร้อมและสะดวกสบายเหมือนเกาะใหญ่ญี่ปุ่น เราจะขับรถขึ้นเหนือสุด และไล่ลงมาเรื่อยๆ มายังเมืองหลวงนาฮะ (Naha) และตั้งหลักอยู่ที่นี่นั่นเอง

 

※ โอกินาว่าวันที่ 1

การเดินทาง: ขับรถ
ที่พัก: 
เมืองโมโตะบุ (Motobu)
ที่เที่ยว
– แหลมเฮโดะ (Cape Hedo)

※ โอกินาว่าวันที่ 2

การเดินทาง: ขับรถ
ที่พัก: 
เมืองนาฮะ (Naha)
ที่เที่ยว
– อควาเรียมชูราอุมิโอกินาว่า (Okinawa Churaumi Aquarium)
– ถนนต้นไม้ฟุคุกิ (Bise Fukugi Tree Road)
– ภูเขายาเอะดาเคะ (Mount Yaedake)
– แหลมมันซาโมะ (Cape Manzamo)

※ โอกินาว่าวันที่ 3

การเดินทาง: โมโนเรลในเมืองนาฮะ (Naha)
ที่พัก: 
เมืองนาฮะ (Naha)
ที่เที่ยว
– ปราสาทชูริโจ (Shurijo Castle)
– โคะคุไซโดริ (Kokusai Dori)

※ โอกินาว่าวันที่ 4

การเดินทาง: มีรถรับ-ส่งฟรีจากทัวร์
ที่พัก: 
เมืองนาฮะ (Naha)
ที่เที่ยว
– ดำน้ำที่หมู่เกาะเครามะ (Kerama Islands)

รู้จัก Klook กันหน่อย

หากใครไม่รู้จัก Klook ผมจะมาแนะนำให้รู้จัก .. Klook นั้นเป็นเว็บอีคอมเมิร์ซที่ขายตั๋วบัตรท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งมีให้เลือกซื้อเยอะแยะมากมายหลายประเทศรวมถึงญี่ปุ่นด้วย จากที่ได้ลองใช้มาแล้วทั้งทริปไต้หวัน ทริปฮอกไกโด และล่าสุดคือทริปฟุกุโอกะและโอกินาว่าในรีวิวนี้ อยากบอกว่าการซื้อจาก Klook สะดวกมากเลย เพราะทุกอย่างทำผ่านออนไลน์ เราไม่ต้องไปหาหน้าร้านซื้อ และที่สำคัญ .. มีภาษาไทย และมี Customer Support ภาษาไทย

 

ทริปโอกินาว่า ซื้ออะไรจาก Klook บ้าง?

การเที่ยวในโอกินาว่า เราจะใช้ Klook สามอย่าง คือ
() เช่ารถ รับรถได้เลยเมื่อลงจากสนามบิน
klook.com/th/activity/1356-car-rental-okinawa/
() บัตรเข้าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชูราอุมิโอกินาว่า (Okinawa Churaumi Aquarium)
klook.com/th/activity/1421-churaumi-aquarium-okinawa/
() ทัวร์ดำน้ำสน็อคเกิ้ลที่หมู่เกาะเครามะ (Kerama Islands)
klook.com/th/activity/280-island-snorkeling-okinawa/

※ แนะนำให้เราจองล่วงหน้าก่อนไปเที่ยว ยิ่งนานยิ่งดี โดยเฉพาะการเช่ารถและทัวร์สน็อคเกิ้ล
เพราะถ้าเราซื้อก่อนไปทริปไม่กี่วัน โอกาสเสี่ยงรถไม่มีให้เช่าสูงมาก

ขั้นตอนการซื้อบัตรหรือทัวร์จาก Klook

(1) เลือกบัตร หรือสิ่งที่เราจะซื้อในเว็บ Klook จากนั้นเลือกวันที่เราจะไป แล้วซื้อโดยการตัดบัตรเครดิตได้เลย
(2) รอทาง Klook คอนเฟิร์มว่าวันที่เราจองนั้นมันว่างหรือเปล่า โดยเฉพาะพวกเช่ารถ ทัวร์ต่างๆ // เรื่องบัตรเข้าหรือบัตรรถไฟส่วนมากคอนเฟิร์มเลย
(3) เมื่อวันมาเที่ยวไปถึง ก็แค่โชว์เวาเชอร์ในแอพ Klook ที่เราได้ให้เค้าดู // บางเจ้าไม่ดูเลย โดยเฉพาะทัวร์ 555555

เที่ยวโอกินาว่าต้องเช่ารถด้วยหรอ?

จริงๆมันอยู่ที่แพลนเราว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ถามใจตัวเองดูว่าทริปเรามีออกนอก เมืองนาฮะ (Naha) มั้ย? ถ้ามีก็เช่ารถโลด เพราะที่นี่ไม่มีรถสาธารณะอะไรเลย นอกจากรถแทรมในตัวเมืองนาฮะ .. แต่ถ้าแพลนเรามีไป พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชูราอุมิโอกินาว่า (Okinawa Churaumi Aquarium) ที่เดียวที่อยู่นอกตัวเมืองนาฮะ แล้วใจเราขี้เกียจขับรถ หรือขับรถไม่แข็ง เราสามารถซื้อตั๋วรถด่วนพร้อมกับบัตรสวนน้ำอควาเรียมใน Klook ได้เลยง่ายๆ ส่วนผมนั้น .. ขับรถจ้า เพราะมีหลายที่มากที่จะไป ฮ่าๆ

 

โอกินาว่าวันแรก:
ลงจากเครื่องปุ๊บ รับรถเช่าก่อนเลย

คิดว่าส่วนใหญ่น่าจะเหมือนผม คือ นั่ง Peach Airline บินตรงมายังโอกินาว่าเหมือนผม ทีนี้เจ้าสายการบินนี้เนี่ย มันจะมาลงที่ LCC Terminal ที่เป็นเทอมินอลสำหรับโลวคอสแอร์ไลน์ (แบ่งแยกสุดๆ โอ้ย 55555) ทีนี้เมื่อเราเดินออกจากเทอมินอลมานะจ๊ะ

สำหรับคนที่เช่ารถจากเว็บ Klook ให้เรานั่งรถ Free Shuttle Bus มายังป้ายรถเมล์หมายเลข 11 ที่ Domestic Terminal เค้าจะรอรับเราไปที่ร้านเช่ารถเค้าเพื่อเอารถเด้อ .. ตอนที่เราซื้อจากเว็บ เค้าจะมีช่องให้เรากรอกเลขไฟล์ทอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงว่าเค้าจะไม่มารับ

ส่วนคนอื่นๆ ที่จองจากร้านเช่ารถโดยตรง ร้านเช่ารถบางเจ้าจะมีเคาเตอร์ใน LCC Terminal เลย อันนี้ต้องไปดู หรือสอบถามกับร้านเช่ารถกันเองเด้อ

แวะเอาบัตรเข้าอควาเรียม (หากซื้อบัตรกับ Klook ไว้)

หากใครซื้อบัตรอควาเรียมชูราอุมิโอกินาว่า (Okinawa Churaumi Aquarium) กับ Klook ไว้เหมือนผม เราต้องเอาเวาเชอร์มาแลกบัตรที่ร้าน Laox แถวๆ โคะคุไซโดริ (Kokusai Dori) ก่อน เราอาจจะต้องใช้เวลาหาร้านหน้าตาแบบรูปข้างล่างนี้ จากนั้นเดินขึ้นไปชั้น 2 ที่ร้าน Laox แล้วแลกได้เลย บัตรสามารถเก็บไว้ใช้ได้ 1 ปี (จริงๆ อันนี้ถ้ามันสามารถไปโชว์เวาเชอร์ได้เลยที่อควาเรียมจะสะดวกกว่ามาก)

※ ประเด็นคือ พิมพ์หาใน Google Map จะไม่เจอ ที่อยู่ร้านก็งงๆ
ให้เราพิมพ์เลข GPS ร้าน Laox แทน “26.215528, 127.685242”

แหลมเฮโดะ (Cape Hedo)

กว่าจะเคลียร์หลายสิ่งอย่างเสร็จ คราวนี้ถึงเวลาขับรถไปเที่ยวจริงๆเสียที ซึ่งที่แรกที่เราจะไปคือ แหลมเฮโดะ (Cape Hedo) ซึ่งอยู่ก็ไกลชิบหาย .. จากเมืองนาฮะ (Naha) ที่อยู่ทางใต้ของเกาะโอกินาว่า เราจะขับขึ้นไปสู่จุดเหนือสุดของเกาะ ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงเลยทีเดียว โดยเนเจอร์การขับรถของญี่ปุ่นคือไปเรื่อยๆ เอื่อยๆ สไตล์ความเร็วคงที่ 60 กม./ชม. ขับแล้วจะหลับมาก จริงๆ 555555

ที่แรกที่อยากให้ไปก่อนคือ จุดชมวิวยันบารุคูอินะ (Yanbarukuina Observation Deck)
จากนั้นค่อยขับวนกลับไปยังจุดชมวิวฮิต แหลมเฮโดะ (Cape Hedo)

บอกไว้ก่อนว่า ทางขับรถขึ้นมายัง จุดชมวิวยันบารุคูอินะ (Yanbarukuina Observation Deck) คือมีความปีนเขาเล็กน้อย ทางแคบเลนเดียวและมีความชันหน่อยๆ ใครที่ขับรถขึ้นเขาไม่เก่งก็พยายามหน่อย หรือใครกลัวการขับแบบนี้ก็ข้ามไปซะ (วรั้ย น่าเสียดาย) ซึ่งตรงนี้เนี่ยเค้าทำจุดชมวิวเป็นนกยักษ์และมีทางเดินดูวิวนิดๆหน่อยๆ พอหอมปากหอมคอ

เห็นปลายเขาตรงนู้นมั้ย .. นั่นแหละ ที่ๆเราจะไปอันต่อไป คือ แหลมเฮโดะ (Cape Hedo)

 

หลังจากเปื่อยๆที่จุดชมวิวนกเสร็จ ฟ้าเริ่มครึ้มเหมือนฝนจะตก นี่เลยขับรถย้อนมายัง แหลมเฮโดะ (Cape Hedo) กันต่อ ซึ่งแหลมเฮโดะนี่แหละเป็นจุดที่อยู่เหนือสุดของเกาะโอกินาว่า โดยเราจะได้เห็นเสาหินแท่งนึงที่โผล่งอกขึ้นมากลางทะเล ทำให้นี่นึกถึง Twelve Apostles, Great Ocean Road ที่ออสเตรเลียเบาๆ เห้ย อันนี้แม่งสวยมากกกกก แกร๊ ❤

 

 

นอกจากวิวเสาหิน และวิวสวยๆที่เราสามารถมองกลับไปเห็นนกยักษ์ได้แล้ว ที่นี่ยังมีความเป็นสวนหินที่มีหญ้าปกคลุมแบบคิวท์ๆ และมีอนุสรณ์หินที่สร้างไว้รำลึกถึงเรื่องที่เกาะโอกินาว่าได้ถูกส่งมอบกลับคืนแก่ญี่ปุ่นจากอเมริกาอีกด้วย

 

โดยรวม บอกเลยว่าต้องมา แหลมเฮโดะ (Cape Hedo) เพราะที่นี่ถือว่าเป็นที่เที่ยวที่สวยที่สุดในโอกินาว่าแล้วเว้ย แม้ว่าเราจะเสียเวลาขับรถมาซักนิดหน่อย แต่มันคุ้มอยู่นะ

 

แหลมเฮโดะคือจุดหมายในการขับรถขึ้นมาทางเหนือจริงๆ พอเสร็จจากที่นี่มันก็เย็นแล้วแหละ ทีนี้ตามแพลนผมคือเราจะขับรถลงใต้ไปยัง เมืองโมโตะบุ (Motobu) โดยเราจะนอนที่นี่เพื่อที่เราจะได้ไปอควาเรียมได้เลยในตอนเช้าแบบชิลๆ ฮี่ฮี่

ใครจะเที่ยว อควาเรียมชูราอุมิโอกินาว่า (Okinawa Churaumi Aquarium) แนะนำมาพักซักคืนก่อนเที่ยวอควาเรียมเหอะ เราจะได้ขับรถไม่เหนื่อย แถมมีเวลาชิลๆขับไปที่อื่นแบบไม่เร่งรีบด้วย ขับรถไป-กลับจากเมืองนาฮะ (Naha) ขั้นต่ำ 5 ชั่วโมงแน่นอน ขับรถกันขี้แตกแน่

ที่พักเมืองโมโตะบุ (Motobu)
Seagull Village Guesthouse

ที่พักที่ใกล้ๆกับ อควาเรียมชูราอุมิโอกินาว่า (Okinawa Churaumi Aquarium) แบบ 5 นาที ขับรถถึงคือที่นี่เลย Seagull Village Guesthouse เป็นเกสเฮาส์เล็กๆที่มีความเป็นกันเอง และมีฟีลลิ่งความเป็นบ้านมากกกก มีคู่สามี-ภรรยาที่อายุไม่มากเป็นเจ้าของ (ผู้ชายคือฝรั่งโคตรหล่อ แต่ผู้หญิงเป็นชาวญี่ปุ่น) ทั้งสองคนบอกกับนี่ว่า เค้าชอบเมืองไทยโคตรๆ ถึงขั้นขนาดเคยมาอยู่ไทยหลายเดือนเลย ฮ่าๆ

 

※ Seagull Village Guesthouse คือเป็นเหมือนบ้านคนจริงๆ ห้องนอนก็จะแยกเป็นห้องๆไป ส่วนห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่นก็เป็นส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน .. ห้องพักที่นี่มีไม่กี่ห้องเอง เท่าที่จำได้ประมาณแค่ 4-5 ห้องเองมั้ง

โดยรวมถือว่าดีย์ นอนสบาย ห้องพักใหญ่กว่าโรงแรมญี่ปุ่น เพราะที่นี่มันคือบ้านไง๊ แถมมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งห้องครัว ที่เราสามารถทำอะไรกินได้สะดวก มีตู้เย็นแชร์ และห้องน้ำที่เราไม่ต้องเอาอะไรติดตัวไปเลย (ยกเว้น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน) ที่สำคัญ มีที่จอดรถบริเวณหลังบ้านจ้า // ราคาห้องที่ผมได้จาก Expedia ตอนนั้นตกอยู่ที่ 1,660 บาท/คืน ราคาถูกมากกกก กรี๊ดด

 

ดูเรทและจอง Seagull Village Guesthouse สามารถคลิกลิงค์ด้านล่าง
เพื่อดูเรทราคาและจองผ่าน OTA ที่ชอบได้เลย
แต่ถ้าจองผ่าน Expedia อย่าลืมใช้โค้ดส่วนลดด้านบน 🚀
ดูผ่าน Expedia.co.th // ดูผ่าน Booking.com // ดูผ่าน agoda.com

โอกินาว่าวันที่สอง:
อควาเรียมชูราอุมิโอกินาว่า PANTIP
(Okinawa Churaumi Aquarium)

จากที่พัก ขับรถมาสวยๆ 5 นาทีก็ถึง อควาเรียมชูราอุมิโอกินาว่า (Okinawa Churaumi Aquarium) แล้วแหละ จริงๆถ้าจะเดินยังชิลเลย แต่จะเดินให้เมื่อยเท้าทำไม เราขับรถมาโว้ยยยย เก็บแรงไว้เที่ยววันนี้ เพราะตารางแน่นมากค่ะ 5555555

※ อควาเรียมชูราอุมิโอกินาว่า (Okinawa Churaumi Aquarium) ตั้งอยู่ใน Ocean Expo Park ที่มีหลายอย่างให้ทำเยอะแยะมาก แต่ไฮไลท์ของที่นี่คืออควาเรียม จริงๆ อีกอันที่รองลงมาคือ โอกิจังเธียเตอร์ (Okichan Theater) ที่เป็นการแสดงโลมา // ตัว Ocean Expo Park ไม่มีค่าเข้านะ แต่อควาเรียมต้องจ่ายตังเข้า ส่วนโอกิจังเธียเตอร์ (Okichan Theater) เข้าไปดูฟรี ใจดีจังวุ้ย

 

ไฮไลท์เด็ดของอควาเรียมชูราอุมิโอกินาว่า (Okinawa Churaumi Aquarium) ที่นี่คงจะหนีไม่พ้นฉลามวาฬ 2 ตัวที่แหวกว่ายในตู้แทงค์น้ำขนาดใหญ่ โดยทางอควาเรียมเค้าบอกว่า ฉลามวาฬเค้าถูกเลี้ยงดูและเพาะพันธุ์ในตู้น้ำได้สำเร็จ รวมถึงที่นี่ยังเป็นอควาเรียมที่สามารถเพาะพันธุ์ปลากระเบนแมนตา ปลากระเบนที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้สำเร็จเป็นที่แรกของโลกอีกด้วยยย // ใต้ความสำเร็จนี้ อควาเรียมนี้ มีรางวัลการันตีนาเฟ้ย ไม่มีผิดหวัง ฮ่าๆ

 

 

นอกจากฉลามวาฬและปลากระเบนแมนตาที่เป็นตัวเด็ดแล้ว ที่นี่ยังมีปลาอีกเยอะแยะมว๊ากกกกกก คือโคตรเยอะให้เราได้ดูเพลินๆ ไม่ว่าจะเป็นฉลาม ปลาไหลมอเรย์ ปลาหายากอีกเยอะแยะ มีแมงกะพรุน และมีปะการังที่มีสีสันสวยงามมากอีกด้วย ถือเป็นอควาเรียมที่ดูเพลินและคุ้มกับราคามากเลยทีเดียว

 

 

หลังจากเราเดินอควาเรียมเสร็จแล้ว อย่าพึ่งไปไหน เพราะถ้าเราเดินออกมาด้านหน้าอควาเรียม มันจะมีบ่อเต่าและบ่อพยูนที่เราสามารถลงไปชั้นใต้ดินเพื่อดูเต่าและพยูนว่ายน้ำเพลินๆได้ ซึ่งค่าเข้าพวกนี้มันก็ฟรีเพราะไม่ได้อยู่ในโซนอควาเรียม ฮ่าๆ

 

โอกิจังเธียเตอร์ (Okichan Theater)

เสร็จจากการดูเต่า เดินมาอีกนิดหน่อยเราจะเจอกับ โอกิจังเธียเตอร์ (Okichan Theater) ที่เป็นการแสดงปลาโลมาแสนรู้ ใช้เวลาแสดงประมาณ 20 นาที ซึ่งเค้าก็จะมีรอบการแสดงของเค้าอยู่ตอน 11.00 / 13.00 / 14.30 / 16.00 ใครจะมาดูก็ดูเวลาดีๆนาจา

 

การแสดงปลาโลมาที่ โอกิจังเธียเตอร์ (Okichan Theater) นี่เล่นใหญ่เหมือนกัน คือเค้าให้โลมากระโดดโชว์เป็นว่าเล่น แล้วมีการให้โลมาตะโกนเสียงวี๊ด แล้วร้องเพลงเป็นหมู่ด้วย ตลกมากกกก ถือว่าดี และฟรีอีกต่างหาก ฮ่าๆ

ถนนต้นไม้ฟุคุกิ (Bise Fukugi Tree Road)

พอเที่ยวใน Ocean Expo Park เสร็จ ด้วยความที่จะหาข้าวกินตอนกลางวัน เลยมาเจอที่เที่ยวอีกอันนึงโดยบังเอิญ คือ ถนนต้นไม้ฟุคุกิ (Bise Fukugi Tree Road) เป็นถนนที่ปลูกต้นฟุคุกิตลอดทางยาวไป และถนนเส้นนี้เป็นทางสัญจรของเกวียนที่มีควายลากอยู่ คือไอ้เกวียนนี้ เราสามารถขึ้นไปนั่งเอื่อยๆได้ด้วยนะ แต่นี่สงสารควาย ฮืออออ

ใครไม่มีเวลา ข้ามๆไปก็ได้ คือมันก็มีแค่เนี๊ยะ แต่ถ้าว่างมากจริงๆ มันเป็นทางเดินที่เราเดินชิลไปเรื่อยๆจนถึงแหลมบิเสะซากิ (Bise-zaki) ได้เลย สวยมั้ยไม่รู้ ไปคุ้กกี้เสี่ยงทายกันเอง ฮ่าๆ คือใจจริงอยากเดิน แต่เราไม่มีเวลาาาา แง

ภูเขายาเอะดาเคะ (Mount Yaedake)

สำหรับใครที่มาเที่ยวโอกินาว่าช่วงปลายเดือนมกราคาจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ รู้มั้ยว่าโอกินาว่าก็มีซากุระให้เราดูเหมือนกัน ซึ่งจุดยอดฮิตในการดูดอกซากุระจะอยู่ที่ ภูเขายาเอะดาเคะ (Mount Yaedake) ที่เค้าบอกว่ามีต้นซากุระอยู่มากกว่า 7,000 ต้น ตั้งอยู่ในเมืองโมโตะบุ (Motobu) ไม่ไกลจากอควาเรียมชูราอุมิโอกินาว่าเท่าไหร่ ดังนั้น ถ้าช่วงเช้าเราไปอควาเรียมเสร็จแล้ว ให้เราขับรถแวะมาที่นี่ด้วยเถอะ (เฉพาะคนที่มาช่วงซากุระบานนะจ๊ะ)

 

ว่าแต่ .. ดอกซากุระที่นี่จะไม่เหมือนกับซากุระที่ญี่ปุ่นแผ่นดินใหญ่นะแจ๊ะ พันธุ์ที่นี่จะเป็นพันธุ์เดียวกับที่ไต้หวัน จะออกชมพูเข้มๆ ดอกเล็กๆ แบบน่ารักน่าเอ็นดู

ต้นซากุระมันจะอยู่ตามข้างถนนตามทางขึ้นภูเขายาเอะดาเคะ (Mount Yaedake) ทีนี้ หากใครต้องการถ่ายรูปกับต้นซากูระ เราอาจจะต้องหาที่จอดรถข้างทางเอา ซึ่งมันจะมีที่จอดรถบ้างบางจุด และอย่าลืมเอาเสื้อกันหนาวมาด้วย .. ลมแม่งแรงมาก หนาวตัวสั่นกันเลยทีเดียววว

 

แหลมมันซาโมะ (Cape Manzamo)

เสร็จจากการดูซากุระที่ภูเขายาเอะดาเคะ (Mount Yaedake) เราจะเริ่มขับรถลงมาตามทางเพื่อกลับไปยังเมืองนาฮะ (Naha) ทีนี้ .. ระหว่างทางมันจะมี แหลมมันซาโมะ (Cape Manzamo) เป็นสถานที่โด่งดังอีกแห่งของโอกินาว่าที่อยากให้แวะก่อนขับเข้าเมืองนาฮะกัน รับรองว่าดีย์

 

แหลมมันซาโมะ (Cape Manzamo) มันจะมีโขดหินขนาดใหญ่ที่ยื่นหน้าออกไปทางทะเลจีนตะวันออก ซึ่งชื่อมันซาโมะ (万座毛, Manzamou) แปลตรงตัว หมายความว่า “สนามที่มีคนนั่งกว่าหมื่นคน” คือเค้าจะสื่อว่าด้านบนของโขดหินแม่งกว้างจนคนนั่งได้กว่าหมื่นคน

 

แต่จะชื่ออะไรก็แล้วแต่ จะบอกว่าตรงนี้ลมแรงชิบหาย และหนาวมากกกกกกกก // วิวมันก็สวย แต่ทนลมตีไม่ไหว นี่เลยรีบวิ่งวนดูวิวแล้วรีบกลับขึ้นรถทันที โอ้ยยย ฮ่าๆ // เสร็จจาก แหลมมันซาโมะ (Cape Manzamo)  ก็รีบขับเข้าเมืองนาฮะเพื่อเช็คอินเข้าที่พักแล้วพักผ่อนกัน เป็นอันจบทริปโอกินาว่าวันที่สองอย่างสมบูรณ์ วันนี้ถือว่าเที่ยวเยอะมากนะ อัดมาเต็มวัน แต่ไม่ต้องห่วง .. พรุ่งนี้ชิลมาก ไม่ค่อยมีไรทำเลย 5555555

 

โอกินาว่าวันที่สาม:
ซื้อพาสโมโนเรลแบบ 1 วันก่อน

สำหรับใครที่มีแพลนจะขึ้นโมโนเรลมากกว่า 5 ครั้งภายใน 1 วัน แนะนำให้ซื้อ 1-day pass ที่ตู้ขายบัตรโดยสารโมโนเรลได้โดยตรงเลย ราคา 800 เยน โดยมันจะเริ่มนับ 24 ชั่วโมงหลังจากที่ซื้อจากตู้ // ค่าขึ้นโมโนเรลปกติ เฉลี่ย 150 เยน/รอบ  ลองคำนวณดูนะจ๊ะ

ปราสาทชูริโจ (Shurijo Castle)

เริ่มต้นที่เที่ยวแรกกับ ปราสาทชูริโจ (Shurijo Castle) ที่ตั้งอยู่สุดสายรถไฟโมโนเรลสาย Yui Rail ที่สถานีชูริ (Shuri Station) ในเมืองนาฮะ ซึ่งการมาที่นี่ เราจะเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของโอกินาว่ากันซักหน่อย บอกเลยว่า .. เราจะอินมากขึ้นกับการเที่ยวที่นี่แน่นอน

 

※ ประวัติศาสตร์โอกินาว่าโคตรย่อ เกาะโอกินาว่า เมื่อก่อนเป็นประเทศหรืออาณาจักรๆหนึ่งที่มีชื่อว่า ริวคิว (Ryukyu) โดยมีประมุขพระมหากษัตริย์เป็นของตัวเอง ต่อมาโดนญี่ปุ่นเข้าไปยึดในปี 1609 และถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นโดยสมบูรณ์ในปี 1872 แถมในสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังโดนอเมริกายึดตั้งเป็นฐานทัพ และเกิดเป็น Battle of Okinawa อีกด้วย // ในรายละเอียดลองเสิร์จเน็ตอ่านได้ สนุกมาก

ทีนี้เนี่ย ที่ๆเรามาคือ ประสาทชูริโจ (Shurijo Castle) ซึ่งปราสาทนี้ถูกสร้างตั้งแต่สมัยอาณาจักรริวคิวแล้ว เป็นที่ประทับของกษัตริย์หลังจากรวมอาณาจักรได้สำเร็จ และกลายเป็นศูนย์กลางการเมือง, การฑูต การต่างประเทศ และศิลปวัฒนธรรมในยุคสมัยของราชอาณาจักรริวคิว โดยถ้าสังเกตดีๆ ศิลปะลวดลายคือเหมือนของจีนมากกว่าญี่ปุ่นอีก เพราะจากทำเลที่ตั้ง อาณาจักรริวคิวคือได้รับอิทธิพลจากจีนมาก ทำให้ลักษณะของปราสาทคือมาจากจีนค่อนข้างมากเลยแหละ

 

 

จากตอนนั้นจนถึงปัจจุบันตอนนี้ ปราสาทชูริโจโดนเผาและทำลายทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งที่เสียหายที่สุดคือตอนสงครามโลกครั้งที่สองนี่แหละ โดนเผาจนพังเกือบหมด เหลือแต่ฐานและซากปราสาทที่ตอนนี้ถูกยกเป็นมรดกโลก และปราสาทที่เรามาเที่ยวนั้นคืออันที่สร้างขึ้นใหม่บนฐานเดิม ปราสาทมันก็จะใหม่เอี่ยมๆหน่อยๆนั่นแล

 

※ การมาเที่ยว ปราสาทชูริโจ (Shurijo Castle) เสียค่าเข้า 820 เยน ส่วนมากเป็นการเดินชมปราสาทและห้องต่างๆ ซึ่งใครอินปราสาทหรือมีใครชอบเรื่องราวประวัติศาสตร์โอกินาว่า น่าจะสนุก แต่ถ้าใครไม่อินเรื่องพวกนี้แล้วไม่คิดเสียดายที่ไม่ได้มาก็ข้ามได้ ฮ่าๆ

โคะคุไซโดริ (Kokusai Dori)

โคะคุไซโดริ (Kokusai Dori) ที่สุดท้ายของวันนี้ เราจะมาเดินชิลๆกับช็อปปิ้งสตรีทที่คึกคักที่สุดของโอกินาว่าบ้าง ใครจะซื้อของฝากอะไร ช็อปปิ้งเสื้อแบรนด์ไหน อยากกินอะไร หาจากที่นี่ได้หมด ที่นี่คือมีทุกอย่าง ครบที่สุดบนเกาะโอกินาว่าแล้ววว

สถานีโมโนเรลที่มาลง โคะคุไซโดริ (Kokusai Dori) มีอยู่ 3 สถานี คือ Makishi Station (ต้นถนน) / Miebashi Station (กลางถนน) / Prefectural Office Station (ปลายถนน) เลือกเอาตามใจเลยว่าจะลงอันไหน แต่ถ้าให้แนะนำคือมาลง Makishi Station แล้วเดินเรื่อยๆจนสุดปลายทางที่สถานี Prefectural Office Station

 

ของกินมีตลอดทางจริงๆนะ แต่ถ้าใครอยากกินซาซิมิ หรือปลาสด แนะนำให้ไปตลาดปลา สังเกตได้ง่ายๆมันจะมีซอยอยู่ข้างๆร้านเพนกวิน Don Quijote ให้เราเดินเข้าไปในซอยหน่อยๆ แล้วหันขวาจะเจอกับตลาดปลาเล็กๆที่เอาปลาสดๆมาวางแผงขาย เราสามารถสั่งแล้วขึ้นไปชั้นสองให้เค้าทำกินได้เลย // อีกอันที่แนะนำคือ สาหร่ายพวงองุ่น ที่โอกินาว่าคือถูกมากกก มาแล้วอย่าพลาด ให้กินซะ ที่ไทยแพงมากเว่อร์

 

※※ ของกินที่ต้องกินเมื่อมาเที่ยวโอกินาว่า (1) หมูโอกินาว่า (2) มะระโอกินาว่า (3) สาหร่ายพวงองุ่น (4) ขนมเผือกม่วง (5) เบียร์ Orion (6) ไอติม Blue Seal

ข้างบนคือของที่อยากให้ตามล่าแล้วกินให้ได้เมื่อมาโอกินาว่า เวลาเราไปร้านอาหาร แนะนำให้สั่งเมนูอะไรก็ได้ที่ทำจาก หมูโอกินาว่า คือหมูที่นี่มันอร่อยมาก จะมันๆเหมือนขาหมูหน่อยๆ แต่อร่อยโฮกก // ส่วน มะระโอกินาว่า ก็ขึ้นชื่อ เพราะมันไม่ขมมาก หากร้านอาหารไหนมีเมนูผัดมะระ ให้สั่งเลยยย // ต่อไปคือ ขนมเผือกม่วง เป็นขนมขึ้นชื่อที่นี่ แนะนำให้ซื้อเป็นของฝากกลับบ้าน // เบียร์ Orion ก็ต้องกิน เพราะเป็นเบียร์ท้องถิ่นที่มีต้นกำเนิดที่นี่ // สุดท้ายคือ ไอติมยี่ห้อ Blue Seal ของนมยี่ห้อโฟร์โมสบ้านเรานั่นแหละ Blue Seal เป็นไอติมอเมริกันแต่กำเนิดที่โอกินาว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อร่อยมากกกกกกกก

 

ถนนเส้นนี้ยังมีร้านเสื้อผ้าฮิปๆที่เป็นที่รู้กันของวัยรุ่นโอกินาว่าอีกด้วย หากใครอยากได้เสื้อผ้า รองเท้าชิคๆ แบบไม่แมส แนะนำให้มาซอยถนน Ukishima อันนี้ฮิปมากกกกก // หาไม่เจอ ให้เสิร์จร้าน Paul Smith ใน Google มันคือจุดเริ่มต้นของซอยเก๋ไก๋อันนี้

 

ร้านซอยนี้มันจะเป็นร้านแบบ Multi-brand store และร้านเสื้อผ้าโลคอลที่รวมเสื้อผ้าฮิปๆเอาไว้ ร้านรองเท้าที่ดีย์คือ UNDEFEATED // ส่วนร้านที่เป็นสแตนด์อโลน จะมีพวก Stussy, Paul Smith, Comme des garçons อีกด้วย ใครสายนี้ รับรองเงินไหลล้มละลายไปเลย โชคดีนี่ไม่ล้มละลาย เพราะตังค์ไม่พอโว้ย /ร้องไห้กระซิกๆ

 

โอกินาว่าวันที่สี่:
ดำน้ำหมู่เกาะเครามะ (Kerama Islands)

วันสุดท้ายในโอกินาว่าแล้วววว .. คือทริปมันผ่านไปสามวันแบบรวดเร็วมากเลยว่ะ ทีนี้ถ้าเราจะเที่ยวโอกินาว่าให้ครบตามฉบับชาวเกาะ เราก็ต้องดำน้ำนาจา ดำน้ำในที่นี้จะดำแบบสน็อคเกิ้ลนะแจ๊ะ ไม่ได้ดำน้ำลึกเพราะนี่ไม่กล้า และยังไม่มีประสบการณ์ดำน้ำลึก เลยขอแบบเด็กๆสน็อคเกิ้ลก่อนแล้วกัน

ครั้งนี้เราจะไปดำน้ำสน็อคเกิ้ลที่ หมู่เกาะเครามะ (Kerama Islands) กัน โดยเราจะซื้อทัวร์แบบหนึ่งวันกับทาง SEASIR ผ่านทางเว็บ Klook ซึ่งราคาดีกว่าหน้าร้าน สะดวกกว่าเพราะจองออนไลน์โดยไม่ต้องสื่อสารภาษาญี่ปุ่นอะไรเลยแกร แถมทั้งมารับ-มาส่งถึงหน้าโรงแรม สอนเราดำน้ำเบื้องต้น มีคนคอยตามถ่ายรูปให้ ดีย์และอยากแนะนำมากกกกกกกกกกกก (มากจนอยากแนะนำให้ทุกคนไป)
※ ดูรายละเอียดและซื้อจากเว็บ Klook ได้ที่นี่เลย >> klook.com/th/activity/280-island-snorkeling-okinawa/

หลังจากที่เราซื้อทัวร์จาก Klook แล้ว เราต้องรอคอนเฟิร์มจากทาง SEASIR ว่าที่เราซื้อไปคอนเฟิร์มแล้วนะ ถ้าเค้าช้าก็ติดต่อทาง Klook ให้เค้าติดต่อทางทัวร์ได้ว่าสรุปคอนเฟิร์มมั้ย ค่อนข้างสะดวกเลยแหละ ทีนี้เมื่อทุกอย่างคอนเฟิร์ม ก่อนวันที่เราจะไปดำน้ำหนึ่งวัน เค้าจะส่งเมลมาคอนเฟิร์มเวลาที่เค้าจะมารับเราหน้าโรงแรมเพื่อพาเราไปยังท่าเรือ

 

สิ่งที่ต้องเตรียม คือ ชุดว่ายน้ำอย่างเดียว เค้าจะมีข้าวให้กินตอนกลาง มี Wet Suite, เสื้อแจ็คเก็ตกันลม ผ้าเช็ดตัว และอุปกรณ์ดำน้ำทั้งหมดให้ยืมทั้งหมด และไม่ต้องห่วงว่าน้ำจะหนาว เพราะแม่งหนาวจริง 5555555 แต่มันดำน้ำได้ตลอดทั้งปี Wetsuit เค้าหนามาก ลงไปแปปๆก็หายหนาวแล้ว (นี่ไปมาตอนกลางเดือนกุมภาพันธ์)

โปรแกรมดำน้ำสน็อคเกิ้ลนั้น เราจะดำน้ำทั้งหมด 3 จุดที่ หมู่เกาะเครามะ (Kerama Islands) โดยเราจะไปพร้อมกับกลุ่มดำน้ำลึกเลย คือไปเรือลำเดียวกัน ลงดำน้ำจุดเดียว เพียงแต่เราอยู่ผิวน้ำ ส่วนพวกเค้าจะดำลึกลงไป ซึ่งตอนที่ผมไป .. กลุ่มที่สน็อคเกิ้ลมี 4 คนเอง (รวมตัวเอง) ส่วนพวกดำน้ำลึกก็ประมาณ 10 คนถ้าจำไม่ผิด คือกลุ่มเล็กมากก อย่างกับกลุ่มส่วนตัว ดังนั้น ไกด์เราคุมคนได้ทั่วถึงแน่นอน ส่วนเรื่องไกด์พูดภาษาอังกฤษได้มั้ย ก็พอพูดได้อยู่ แต่อาจจะไม่คล่องปร๋อเท่าไหร่ หยวนๆน่าาา

 

 

※ ทริปดำน้ำ เค้าจะมีไกด์ที่คอยถือกล้อง DSLR ตามถ่ายรูปเราด้วย ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีรูปลงโซเชียลแน่นอน จบทริปเค้าจะมีลิงค์มาให้เราดาวน์โหลดรูปทั้งเซ็ตของวันนั้น ถ่ายสวยมากกก // ดังนั้น รีวิวดำน้ำอันนี้ รูปจะปนๆระหว่างกล้องผมกับกล้องไกด์เนอะ อันไหนรูปดีย์หรือรูปใต้น้ำลึกๆ นั่นล่ะ มาจากกล้องไกด์ทั้งของทีมสน็อคเกิ้ลและทีมดำน้ำลึก 555555

สน็อคเกิ้ลจุดแรก จุดนี้จะเหมือนเป็นการวอร์มเบาๆ ให้เราคุ้นชินกับน้ำ จุดนี้ใต้น้ำไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ คือจะให้เราว่ายไปยังถ้ำแล้วออกมา ฮ่าๆ ตอนนั้นคือกลัวทริปดำน้ำจะเฟลมากก คือปะการังมันไม่มีอะไรเลยจริงๆ แต่หลังจากที่ได้มาดูรูปจากกล้องใหญ่ ที่สวยคือมันต้องเป็นกลุ่มดำน้ำลึกที่ลงไปในถ้ำ เห็นรูปจากไกด์แล้ว โอ้โหวววว ยอมว่ะ … แต่เราอยู่ผิวน้ำไง 55555

สน็อคเกิ้ลจุดที่สอง จุดนี้สวยยยย ปะการังใต้น้ำสวยและสมบูรณ์มาก น้ำไม่ค่อยลึกเท่าไหร่ นี่เลยเห็นปะการังและปลาว่ายน้ำไปมาไม่ไกล โอ้ยยย .. กูไม่เฟลแล้วจ้าาาาา 555555555

สน็อคเกิ้ลจุดที่สาม จุดนี้คือพีคสุด เพราะได้เห็นเต่า 3 ตัว ว่ายเคียงคู่กันไปเลย คือแบบ .. แกรเอ้ยย แค่ได้มาเจอเต่าก็ฟินและคุ้มค่าแล้วววว ส่วนปะการังก็สวยสมบูรณ์แบบ คือดีย์มากกกก

ไกด์เค้าจับปลิงจากใต้ทะเลมาให้ลองจับด้วย นิ่มแบบหยึยๆมากก นี่เป็นครั้งที่สองที่ได้จับปลิงหลังจากจับที่แรกมาแล้วที่อควาเรียม 55555

 

อย่างที่เล่าไปว่าได้สน็อคเกิ้ล 3 จุด จุดแรกไม่ค่อยมีอะไร ฟีลเหมือนวอร์มอัพ แต่จุดที่ 2-3 บอกเลยว่ายอม ยอมมาก แถมความพีคด้วยการเห็นเต่าด้วย ถือว่าเป็นทริปดำน้ำที่ฟินดี พอครบสามจุดเค้าก็จะมาส่งเราที่ฝั่ง พร้อมขับรถมาส่งที่หน้าโรงแรมตามเดิม สรุป .. ทัวร์นี้ดีมากก มันทำให้ภาพโอกินาว่าแม่งสมบูรณ์แบบจริงๆแกร ครบทั้งบนบกและใต้น้ำ รักเลย ♥ // และนี่แหละ คือทริปโอกินาว่าของผมแหละน่าาา ดีมั้ยล่ะ 😘

 

ที่พักในโอกินาว่า PANTIP

สำหรับที่พักในโอกินาว่า ถ้าให้แนะนำคือให้เราต้องดูแพลนก่อนว่าเราจะไปไหนบ้าง ออกนอกเมืองนาฮะ (Naha) กี่วัน? แล้วพักที่ไหนที่ให้เราขับรถได้สะดวกและไม่เหนื่อย ซึ่งถ้าอิงตามแพลนที่ผมได้รีวิวไป คือมีไปอควาเรียม ผมเลยไปพักในเมืองโมโตะบุ (Motobu) ก่อนหนึ่งคืน เพื่อที่จะได้ไปอควาเรียมได้ง่ายๆ และไม่ต้องขับรถไป-กลับภายในวันเดียวให้เหนื่อยและเสียเวลา จากนั้น ผมกลับเข้าเมืองนาฮะ (Naha) แล้วพักที่นี่ยาวจนจบทริปโอกินาว่าเลย

※ ถ้าเป็นที่พักแนะนำ เมืองโมโตะบุ (Motobu) ผมพักที่ Seagull Village Guesthouse (อ่านรีวิวโรงแรมได้ด้านบนๆ) ส่วน เมืองนาฮะ (Naha) ผมพักที่ Hotel Hokke Club Naha Shintoshin ซึ่งดีมากทั้งสองโรงแรม รีวิวโรงแรมนี้อ่านต่อได้ด้านล่างเลย ♥️

ส่วนลด Expedia และ Adoga ท็อปอัพจากบัตรเครดิต

สำหรับใครที่จะจองผ่าน Expedia และ Agoda นั้น แนะนำให้เราเข้าไปดูส่วนลด Topup จากบัตรเครดิตเพิ่มเติมก่อนที่เราจะจองในเว็บ เพราะเราจะประหยัดไปได้อีกเยอะมากนะ คลิกดูกันเลย ผมรวบรวมให้แล้วเน้อ 😎

Expedia เนี่ย ลดเพิ่มได้เยอะประมาณ 10-20% แบบไม่ค่อยจุกจิก เพราะลดได้ทุกโรงแรมทั่วโลก และลดเพิ่มไปอีกถ้าเราเป็นสมาชิกของ Expedia เพราะเค้าจะมีราคาสมาชิก ลดเพิ่มไปอีก 10% บอกเลยว่า Expedia ราคา Nett หลังจากลดแล้ว ถูกกว่า OTA ทุกเจ้านะ // ส่วนตัวผมใช้แต่ Expedia ในการจองโรงแรมตลอด

ดูโค้ดส่วนลด Expedia จากบัตรเครดิต 10-20% คลิก

Agoda ก็มีส่วนลดเพิ่มเติมจากบัตรเคตดิตเหมือนกัน แต่เงื่อนไขค่อนข้างเยอะ ส่วนลดน้อยแล้ว ยังเล่นตัวอี๊กกก 5555 โดยบัตรแต่ละธนาคารจะมีส่วนลดโรงแรมในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน เช่น บัตร SCB ลดราคาโรงแรมในยุโรป เพิ่ม 8% ส่วนโรงแรมอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในยุโรปจะลดเพิ่มแค่ 6% เท่านั้น แหม่

ดูโค้ดส่วนลด Agoda จากบัตรเครดิต 6-8% คลิก

Hotel Hokke Club Naha Shintoshin

ส่วนตัวผมได้ไปพัก Hotel Hokke Club Naha Shintoshin ในตัวเมืองนาฮะ (Naha) ตั้งอยู่ใกล้สถานีโมโนเรล Omoromachi Station เป็นโรงแรมที่อยากแนะนำมากเหมือนกันสำหรับใครที่กำลังหาที่พักที่ดีเกือบทุกด้าน

 

Hotel Hokke Club Naha Shintoshin ทำเลดี ใกล้โมโนเรล โรงแรมล้อมรอบด้วยห้างหน้า-หลัง 5555 // ขนาดห้องเล็กตามสไตล์ญี่ปุ่น แต่อาหารเช้าบุฟเฟจัดเต็มมากๆ และอร่อยมาก คิดดูว่ามีทั้งทงคัตสึ หมูโอกินาว่า ผัดมะระโอกินาว่า ไอติมบลูซีล และขนมหวานเผือกม่วง ของเด็ดที่ต้องในกินในโอกินาว่ามาครบแบบบุฟเฟต์ ไม่ต้องไปหาที่ไหน หาได้ที่บุฟเฟต์โรงแรมนี่แหละจ้า

 

ห้องที่ผมได้นอนคือห้องแบบ Double ที่อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกครบ แต่พื้นที่ห้องอาจจะเล็กหน่อยๆ แต่นี่ก็ค่อนข้างชินแล้วกับโรงแรมแบบนี้ในญี่ปุ่น ฮ่าๆ ราคาห้องเดี่ยวสำหรับ 2 คน ที่ผมได้จาก Expedia คือ 2,900 บาท / คืน หารกันต่อคนแล้ว + มีอาหารเช้าดีๆแบบนี้ สำหรับผมเรียกว่าราคาดีอยู่ ถือว่าไม่แพงเลยยย

 

ดูเรทและจอง Hotel Hokke Club Naha Shintoshin สามารถคลิกลิงค์ด้านล่าง
เพื่อดูเรทราคาและจองผ่าน OTA ที่ชอบได้เลย
แต่ถ้าจองผ่าน Expedia อย่าลืมใช้โค้ดส่วนลดด้านบน 🚀
ดูผ่าน Expedia.co.th // ดูผ่าน Booking.com // ดูผ่าน agoda.com

และทั้งหมดนี้แหละคือรีวิวโอกินาว่าของผม
อ่านเมืองอื่นในคิวชูต่อกันเลย 🤗

1. รีวิว ฟุกุโอกะ (Fukuoka) + ดาไซฟุ (Dazaifu)
2. รีวิว นางาซากิ (Nagasaki)
3. รีวิว ยูฟูอิน (Yufuin)
4. รีวิว คุมาโมโตะ (Kumamoto) + อะโสะ (Aso) + ทาคาจิโฮะ (Takachiho)

แถมรีวิวเที่ยวฮอกไกโดด้วย

1. รีวิว ซัปโปโร (Sapporo)
2. รีวิว โอตารุ (Otaru)
3. รีวิว อาซาฮิกาวะ-บิเอะ (Asahikawa-Biei)
4. รีวิว อะบาชิริ-คุชิโระ (Abashiri-Kushiro)
5. รีวิว ฮาโกดาเตะ (Hakodate)

kotzhul@gmail.com

A world explorer and a gym addict who was born in 1990

3 COMMENTS
  • aummy มีนาคม 22, 2018

    ต้องไปเที่ยวตามซะแล้ว โดยเฉพาะทริปดำน้ำ น่าสนใจมาก ๆ ครับ

  • ์Nuy มีนาคม 23, 2018

    โอกินาวาควรไปช่วงไหนดีคะ ถ้าจะไปดำน้ำตี้นแล้วอากาศไม่เย็นมาก

POST A COMMENT