HashCorner

รีวิว มาเก๊า (Macao) ลุยเที่ยวเก็บครบ แบบไม่มีคาสิโน

 

มาเก๊า (Macao) นี่ถือเป็นเมืองแรกๆ ที่ก๊อตได้ออกไปเที่ยวต่างประเทศในชีวิตเลยนะเว้ย (ตั้งแต่ก่อนเป็นบล็อกเกอร์อีก) และล่าสุดนี้คือได้มีโอกาสกลับไปเที่ยวมาเก๊าอีกครั้ง โดยห่างจากการไปเที่ยวครั้งแรกเกือบ 4 ปี โดยทริปนี้ถือเป็นการเก็บที่เที่ยวมาเก๊าที่ครบสุดๆ และกล้าพูดได้เลยว่า ทริปนี้คือการเที่ยวแบบ Unseen ที่สุดของการเที่ยวมาเก๊าที่เราไม่ได้ย่างก้าวเท้าเข้าไปในคาสิโนเลย แต่เป็นการไปเที่ยวแบบแปลกๆ อย่างเช่น การเดินเทรลและเดินชมเมืองเก่าในมาเก๊า ซึ่งถ้าใครไม่ต้องการเข้าคาสิโน บอกเลยว่ารีวิวมาเก๊าฉบับนี้ ต้องถูกใจมากแน่นอน! 5555

ทริปมาเก๊าทริปนี้พิเศษขึ้นไปอีก เพราะช่วงเวลาที่ก๊อตได้ไปเที่ยว มาเก๊าเค้ามีจัดงาน Macao International Fireworks Display Contest ซึ่งเป็นการแข่งขันการแสดงพลุนานาชาติประจำปีอยู่ ถ้าใครได้ไปเที่ยวมาเก๊าช่วงเดือนกันยายนของทุกปี แนะนำให้ไปดูพลุด้วย บอกได้เลยว่า สวยสุดและจัดเต็มสุดๆเลยเด้อ ❤️

การเดินทางในมาเก๊า

การเดินทางในมาเก๊าเกือบ 100% ของทริปนี้คือการขึ้นรถเมล์ และใช้ Google Map เป็นหลักในการค้นหาเส้นทางและสายรถเมล์ที่เราจะขึ้น มั่นใจว่าไม่มีหลงแน่นอน เพราะข้อมูลมาเก๊าใน Google Map นั้น ค่อนข้างแม่นและถูกต้องพอควร ส่วนใครที่เที่ยวมาเก๊าในปี 2019/2020 รถไฟฟ้าเค้าจะเสร็จแล้วตอนนั้น (ไม่รู้เดือนไหน) แน่นอนว่า .. การเดินทางท่องเที่ยวในมาเก๊าจะสะดวกมากขึ้นแน่นอนนน

 

Macau Pass

ทีนี้เนี่ย .. นี่จะมาบอกทริคอย่างนึงในการขึ้นรถเมล์คือ แนะนำให้เราซื้อ Macau Pass (มาเก๊าพาส) บัตรสีเขียวๆ ที่หาได้ตามร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven หรือร้าน Circle K ที่เป็นร้านสะดวกซื้อทั่วมาเก๊านั่นเอง เรามาดูกันว่าไอ้บัตรนี้ มันมีดีอะไรบ้าง ที่แน่ๆ.. บอกไว้ก่อนเลยว่าซื้อไปเหอะ ชีวิตการเที่ยวมาเก๊าของเราจะสบายขึ้นเยอะ จริงๆ

 

 

ราคาบัตร Macau Pass (มาเก๊าพาส) อยู่ที่ $130 ใช้ได้จริง $100 ส่วนอีก $30คือค่ามัดจำ ($25) และค่าธรรมเนียมการออกบัตร ($5) และการเติมเงินขั้นต่ำแต่ละครั้งอยู่ที่ $50 เด้อ // ใครที่อยากได้ค่ามัดจำคืน คือต้องไปคืนบัตรที่สำนักงาน Macau Pass Office ซึ่งเค้าบอกกันว่ามันอยู่แถว Senado Square แต่นี่พยายามดินตามหาแล้วไม่เจออ่ะ ฮือ ดังนั้น สถานที่คืนบัตรไปหาเอาเอง เพราะสรุปสุดท้าย นี่ก็ไม่ได้คืนบัตร กลายเป็นของที่ระลึกจากมาเก๊าแทน 555555

ประโยชน์ Macau Pass

  1. ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาเหรียญมาหยอดให้พอดีกับค่ารถ เพราะถ้าหยอดเกิน เค้าไม่มีเงินทอนให้นาจา 5555555
  2. ค่ารถเมล์ปกติจะอยู่ที่ $6 ตลอดสาย แต่เมื่อเราใช้ Macau Pass มันจะหักไปแค่ $3เอ๊งแกร๊ ลดไป 50% เลยนะเว้ย
  3. Macau Pass สามารถใช้จ่ายเงินได้ทั้งร้านสะดวกซื้อ ร้านชานมทั้งหลายแหล่ และร้านอาหารหลายๆร้านอีกด้วย โคตรดีย์

วันแรก : วอร์มอัพมาเก๊า

วันแรกนี่ กว่าจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ออกจากสนามบิน แล้วเดินทางมายังโรงแรมก็กินเวลาไปเยอะมากพอควรเลยแง่ะ โดยโรงแรมที่นี่เลือกพักนั้นชื่อ Hotel Sintra ที่บอกได้เลยว่าโคตรดีย์! โดยเฉพาะโลเคชั่นของโรงแรมที่ตั้งอยู่กลางเมืองแบบ .. จะเดินไปไหนก็สะดวก โดยเฉพาะ จัตุรัสเซนาโด (Senado Square) หรือแม้แต่จะเดินไป ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul’s) ก็ยังเดินได้แบบเพลิน เอาเป็นว่า ใครที่อยากดูรีวิวโรงแรม สามารถอ่านได้ในหัวข้อท้ายสุดของรีวิวนี้เลยจ้า

ถนนสายความสุข (Happiness Street / Rua da Felicidade)

ที่เที่ยวที่เราจะไปวันแรกนั้น ไม่ค่อยมีอะไรมากเด้อ เวลาไม่ค่อยมีเท่าไหร่ เราเลยจะเดินถ่ายรูปเล่นกันที่ถนน ถนนสายความสุข (Happiness Street / Rua da Felicidade) ตรงข้ามกับจัตุรัสเซนาโด (Senado Square) ซึ่งเมื่อก่อนเค้าบอกกันว่า ถนนเส้นนี้เคยเป็นย่านโคมแดง หรือ Red Light District มาก่อน จนตอนนี้กลายมาเป็นถนนที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและร้านขายของที่มีเอกลักษณ์เก๋ไก๋กับประตู-หน้าต่างสีแดงทั้งเส้นถนน และกลายเป็นชื่อใหม่ว่า ถนนสายความสุข (Happiness Street / Rua da Felicidade) นั่งเอง มาแล้วแฮปปี้ 55555555

 

※ ที่เจ๋งคือ หนังเรื่อง Indiana Jones And The Temple of Doom เคยมาถ่ายหนังที่ถนนเส้นนี้ด้วยนาจา นี่เลยขอยกถนนเส้นนี้เป็นอีกหนึ่งที่ถ่ายรูปลง Instagram สวยม๊าก คือชอบโดยส่วนตัวแหละ 555555

วันที่สอง : คาบสมุทรมาเก๊า (Macao Peninsula)

หลังจากวอร์มอัพมาเก๊าวันแรกไปแล้ว ฮ่าๆ แพลนเที่ยวันนี้เราจะทำหลายสิ่งหลายอย่างและเดินเยอะพอสมควร ตั้งแต่การหาร้านกาแฟดีย์ๆกิน ช้อปปิ้งประปรายกับย่านฮิต และย่านฮิปที่นี่ได้ไปเจอมาระหว่างทาง โดยเฉพาะสายรองเท้าสนีคเกอร์ที่โคตรห้ามพลาด จบท้ายด้วยการเดินชมเมืองแบบสวยๆ เป็นอันจบวันนี้แบบสมบูรณ์ .. เห้ยย มันอาจจะดูเยอะ แต่โคตรสนุก คือนี่ชอบการเดินสำรวจเมืองอ่ะ 55555555

จัตุรัสเซนาโด (Senado Square)

ที่แรกของการเที่ยวมาเก๊าวันที่สอง คือ จัตุรัสเซนาโด (Senado Square) กับแหล่งรวมพบปะของคนมาเก๊าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่กลายเป็นที่รวมร้านค้า ร้านอาหาร จนกลายเป็นแหล่งช็อปปี้งที่ครบครันและใหญ่ที่สุดของมาเก๊าอีกด้วย โดยเสน่ห์ของ จัตุรัสเซนาโด (Senado Square) นั้น มันคือลานกว้างที่มีน้ำพุตรงกลาง ตัวพื้นถูกปูด้วยแผ่นกระเบื้องเล็กๆ กลายเป็นรูปคลื่นพร้อมตึกที่มีสไตล์โปรตุเกสรายรอบ ทั้งหมดนี้เลยทำให้จัตุรัสแห่งถูกบรรจุอยู่ในลิสมรดกโลกของ UNESCO เป็นที่เรียบร้อย

 

 

สำหรับใครที่คิดจะช้อปปิ้งทั้งเสื้อผ้า รองเท้า ของกิน เครื่องสำอาง ของฝาก คือทุกอย่างสามารถหาซื้อได้จากที่นี่เลย คือมันจะแยกออกเป็นตรอกซอกซอยเยอะมากเมื่อเราเดินเข้าไปเรื่อยๆเลยแหละ เอาเป็นว่า .. การช้อปปิ้ง เราจะไม่แนะนำอะไรเยอะ เพราะแต่คนละคนก็มีความชอบไม่เหมือนกัน ทีนี้เราจะมาแนะนำแต่ที่เที่ยวในนี้แล้วกันเน้อ ฮ่า

 

โบสถ์เซนต์โดมินิก (St. Dominic’s Church)

เดินเข้ามาในจัตุรัสเซนาโดมาหน่อย เราจะเจอกับ โบสถ์เซนต์โดมินิก (St. Dominic’s Church) ที่ถือเป็นหนึ่งสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของมาเก๊า สร้างตั้งแต่ปี 1587 ในสไตล์บาร็อคผสมมาเก๊านีสโดยบาทหลวงชาวสเปน นิกายโดมินิกัน

 

ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจ น่าไปเดินเล่นคือ พิพิธภัณฑ์โบสถ์เซนต์ดอมิงโกส์ (Treasure of Sacred Art) ด้านหลังตรงหอระฆัง ที่รวมวัตถุทางศาสนาคริสต์ตั้งแต่ปีศตวรรษที่ 17 ถึงศตวรรษที่ 19 ที่ทำด้วยทองคำ รูปปั้น เครื่องประดับ และภาพวาดที่มาจากในมาเก๊าเอง รวมถึงประเทศต่างๆในเอเชีย มากกว่า 300 ชิ้น บอกเลยว่าน่าดู และเค้าทำค่อนข้างดีเลย

 

คฤหาสน์หลู่เกา (Lou Kau Mansion)

อีกหนึ่งแลนด์มาร์คแถวจัตุรัสเซนาโด (Senado Square) ที่อยากให้มาสำรวจ คือ คฤหาสน์หลู่เกา (Lou Kau Mansion) ที่เราจะได้ดูบ้านพ่อค้าชาวจีนที่ร่ำรวยมันเป็นยังไง ทั้งโครงสร้างและสถาปัตยกรรมต่างๆที่เป็นแบบจีนดั้งเดิมทั้งหมด และที่น่าสนใจของคฤหาสน์นี้คือถูกสร้างตั้งแต่ปี 1889 ในแบบจีนๆ ทั้งๆที่ละแวกเพื่อนบ้านนั้นเป็นสถาปัตยกรรมแบบโปรตุเกสทั้งหมด มันเก๋ตรงนี้แหละ

 

เขตเซนต์ลาซารุส (St. Lazarus District)

ถ้าเราเดินออกมาจาก ย่านจัตุรัสเซนาโด (Seneda Square) ออกมาทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือหน่อยๆ เราจะเข้าสู่ ย่านเซนต์ลาซารุส (St. Lazarus District) ประเด็นคือก๊อตเจอที่นี่โดยบังเอิญจากการตามล่าหาร้านกาแฟที่อยากมาก กลายเป็นเจอย่านที่ขายร้านรองเท้าสนีคเกอร์เป็นแถวยาว รวมถึงถนนทางเดินที่เชื่อมต่อไปยัง ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul’s) ที่โคตรสวย กลับกลายเป็นเจอ Hidden Gems ซะอย่างนั้น มาดูกันเลยว่าแถวนี้มันจะมีอะไรบ้าง ฮ่าๆ

Blooom Coffee House

เดินออกมาจากโซนเซนาโด เราจะมาหากาแฟกินซักหน่อยกับร้าน Blooom Coffee House ที่เป็นคาเฟ่ฮิดเดนที่เราค้นพบเจอจากการเสาะส่องตามหาร้านกาแฟที่ค่อนข้างเป็น Specialty Coffee ในมาเก๊า ซึ่งร้านนี้เค้าก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆเว้ย ที่ตั้งร้านมันอาจจะหายากหน่อยๆ คือแบบมันจะอยู่ในซอกหลืบงี้ แต่ถ้าเราปักชื่อร้าน Bloom Coffee House ไปใน Google Map แล้วเดินตามมา มันไม่หลงแน่นอน ฮ่าๆ

 

Bloom Coffee House นี่ถือเป็นร้านกาแฟ Specialty Coffee ร้านดังในมาเก๊าเลยนะเว้ย มีรางวัล Award Winning Roaster จากออสเตรเลียเป็นเครื่องการันตี มีเมล็ดกาแฟดีทำขึ้นเองในมาเก๊า แถมยังเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องทำกาแฟ และยังเปิดสอนการทำกาแฟอีกด้วย ครบเครื่องมากจริงๆ

 

แต่ด้วยความครบเครื่องขนาดนี้ ร้านตึกแถวหนึ่งคูหาที่ไม่ได้ใหญ่มาก แต่เค้าอัดทุกอย่างมาในร้านเดียว ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ โชว์รูมโชว์เครื่องทำกาแฟ ห้องเทรนนิ่ง และร้านขายของ สรุปคือ .. ร้านนี้ไม่มีที่นั่งแบบกิจลักษณะนะก๊ะ มันจะมีที่นั่งติดกำแพงหน่อยๆ ถ้าเต็ม .. เราอาจจะต้องยืนกิน หรือไม่ก็ ซื้อแบบ Takeway ไปเลย คือต้องบอกแบบตรงๆ ว่าร้านโคตรแคบ โอ้ยย 555555

ที่ได้ไปคือสั่งไปทั้งหมด 4 ตัว และตัวที่แนะนำให้มากินคือ Soft Coffee Specialty ที่นำกาแฟมาสกัดเย็น (Cold Brew) แล้วนำมาทำเป็นซอฟท์เสิร์ฟ โดยเราสามารถเลือกรสชาติตัวกาแฟได้ด้วยว่าจะเอาเมล็ดจากไหน เก๋กู๊ดมาก ส่วนราคานั้นคือมีตั้งแต่ $18-78 เล้ย ส่วนอันที่เก๊าสั่งคือ Black Hole ($45) ที่มีโกโก้ผสมด้วย อร่อยดี

อีกอันที่น่าลองสำหรับคอกาแฟที่อยากลิ้มรสชาติของเมล็ดกาแฟจริงๆ คือ Long Black ($ 36) ที่รสชาติเค้าจะออกเปรี้ยว ชื่นใจ ส่วนอีกอันคือ Affrogato ($40) ที่เอาช็อต Espresso ผสมไอติม อันนี้อร่อยจริงงงง

Single Origin – Pour Over and Espresso Bar

มาต่อกันอีกหนึ่งให้ดูมีความเป็น Cafe Hopping Macao กันหน่อยๆ กับร้าน Single Origin – Pour Over and Espresso Bar ที่อยู่ไม่ไกลจาก Bloom Coffee House เท่าไหร่ และแถมที่นี่ยังเป็นร้านในเครือของ Bloom Coffee House อีกด้วย (เอ๊า…) 5555555555 // ต้องบอกว่า ถ้าใครอยากได้ที่นั่งร้านกาแฟแบบมีโต๊ะนั่งละก็ ให้มาที่นี่แทนร้านก่อนหน้า เพราะกาแฟเหมือนกันเกือบทุกอย่าง เปลี่ยนแค่ชื่อร้านและบรรยากาศที่คนละแบบกันอย่างสิ้นเชิง

 

มา Single Origin – Pour Over and Espresso Bar ก็เลยสั่งกาแฟกันต่อ กับ Long Black on Ice Ball ($42) Hot Latte ($36) และ Earl Grey Chiffon ($38) 

เรื่องตัวกาแฟ คือแบบเหมือนร้าน Bloom Coffee House แต่อันที่ยังไม่ได้ลองคือเค้ก Earl Grey Chiffon ที่เนื้อเค้กฟูฟ่องแบบนิ่มมาก แถมไอ้ตัวโรยท็อปปิ้งด้านบน คือมันเคี้ยวแบบกรุบกริบอร่อยดี เอาเป็นว่า .. ใครสะดวกร้านไหนก็ลองเลือกกินซักร้าน คือเมนูเหมือนกัน ยกเว้นไอศครีมซอฟท์เสิร์ฟ ที่ร้าน Single Origin ไม่มีขายนาจา แต่ถ้าใครว่างเหมือนเรา ก็กินแม่มไปทั้งสองร้านเลยเก๋ๆ 555555555555

 

Edf. Comercial Holland Jardim

เดินออกมาทางขวาจากประตูร้าน Single Origin เราจะเจอกับถนนใหญ่ที่เต็มไปด้วยร้านรองเท้าสนีคเกอร์โคตรเยอะ คือเยอะมากจริงๆเว้ยแกร มาหมดทุกแบรนด์กีฬา ไม่ว่าจะเป็น Nike, Adidas, Vans, Puma, Reebok ที่เป็นหน้าร้านของตัวเอง รวมถึงร้านที่ขายรวมรองเท้าหลายแบรนด์ก็มีอย่าง ที่แน่ๆคือ ที่นี่มีร้าน Champions และมีร้าน Outlet พวกแบรนด์ที่บอกมาแบบชนช็อปหน้าร้านในไทยด้วยเอ้อ คือแบบ .. ในไทยยังขายราคาปกติอยู่ แต่ที่นี่ลดกันระเบิดระเบ้ออออ

 

 

เดินดูร้านรองเท้าเสร็จ ให้เดินมาตรงสี่แยกที่มีตึก Edf. Comercial Holland Jardim สีสันสดใสตั้งอยู่ (ใครที่หลงให้จิ้ม Google Map เอาตามชื่อนี้เลย) ซึ่งตึกนี้มันจะเป็นต้นซอยที่เราจะเดินทะลุไปยัง ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul’s) ได้แหละ ที่เก๋กว่านั้นคือ ด้านหลังของตึกคือถ่ายรูปลง Instagram แล้วสวยมากก มีความน่ารักสดใสแบบโปรตุกีส ฮ่าๆ

 

 

หลังจากที่เข้ามายังซอยทางเดินถนนข้างตึก Edf. Comercial Holland Jardim พื้นถนนจะเปลี่ยนกลายเป็นแบบปูกระเบื้องแบบโปรตุเกส ล้อมรอบด้วยอาคารบ้านเรือนเก่าที่คงเดิมไว้ตามสไตล์ยุคอาณานิคมนั่นเอง บอกเลยว่ามีเสน่ห์และสวยมากก เริ่มด้วย โบสถ์เซนต์ลาซารุส (St. Lazarus Church) ที่ถือเป็นอีกโบสถ์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในมาเก๊า น่าเสียดายที่โบสถ์เค้าปิด ทำให้เราได้เดินถ่ายรูปด้านหน้าอย่างเดียว ฮ่าๆ

 

เดินอีกมาอีกหน่อย เราจะเจอกับ Albergue SCM กับตึกสีเหลืองสดใสอายุกว่า 200 ปี ที่ด้านในเป็นแกลอรี่ ร้านขายของเก๋ๆ และร้านอาหารโปรตุเกสชื่อดัง ที่คูลของที่นี่คือ ลานเล็กๆตรงหน้าตึกนั้น มีต้นการบูรขนาดใหญ่ที่ดูแปลกแต่โคตรสวยตั้งอยู่เนี่ยแหละ ชวนให้เราถ่ายรูปลง Instagram มากก คือโคตรสวยยย!

ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul’s)

จากนั้น เราก็เดินชมเมืองมาเก๊ามาเรื่อยๆ แปปเดียวก็ถึงด้านหลังของ ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul’s) ที่ต้องตกใจว่าคนเยอะเต็มลานด้านหน้าประตูโบสถ์เลยแกร๊ ซึ่งถ้าใครคิดอยากจะถ่ายรูปเซลฟี่แบบไร้ผู้คนละก็ แนะนำให้มาเช้าตรู่เลย มาตอนเย็นๆแบบนี้ + ความเป็นเสาร์-อาทิตย์ คนมหาศาลมากกกกก 555555555

 

โบสถ์เซนต์ปอล (St. Paul’s Church) ถูกสร้างตั้งแต่ปี 1602 เสร็จในปี 1637 และกลายเป็นโบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออก ในสมัยนั้นอีกด้วยแหละ และในปี 1835 พายุไต้ฝุ่นได้โถสเข้าใส่มาเก๊าอย่างรุนแรง ตัวโบสถ์ไฟไหม้จนเหลือสภาพเป็นซากประตูโบสถ์จนถึงปัจจุบัน

 

ปัจจุบัน ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul’s) กลายเป็นสัญลักษณ์ของมาเก๊าเป็นที่เรียบร้อย และถ้าใครมาเที่ยวมาเก๊าครั้งแรก ที่นี่ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องมาให้ได้เล้ย ไม่งั้นเดี๋ยวเค้าจะหาว่ามาไม่ถึงมาเก๊าน้าา 555555 // เสร็จจากตรงนี้ เราก็กลับโรงแรมไปพักก่อน ก่อนที่จะออกมาอีกรอบกับการดูพลุคืนนี้เด้อ

Macao International Fireworks Display Contest

ทุกปีของเดือนกันยายน มาเก๊าเค้าจะมีจัดการแข่งขันการแสดงพลุนานาชาติ หรือ Macao International Fireworks Display Contest โดยปีนี้ (ปี 2018) เค้าจัดแข่งครั้งที่ 29 แล้ว แต่ละประเทศเค้าก็จะส่งมาแข่งโชว์พลุบริเวณทะเลสาบนามวาน (Nam Van Lake) บริเวณมาเก๊าทาวเวอร์ (Macau Tower) ซึ่งวันที่ก๊อตได้ไปเที่ยวมาเก๊าคือเป็นช่วงที่แข่งแสดงพลุพอดี นี่เลยถือโอกาสไปดูซะเล้ยยย ฮ่าๆ

※ ใครที่สนใจอยากดูพลุ Macao International Fireworks Display Contest สามารถดูตารางการดูพลุได้บนเว็บของการท่องเที่ยวมาเก๊าได้เลย เค้าจะมีแข่งกันทุกคืนวันเสาร์ วันละ 2 ประเทศ คือรอบ 3 ทุ่ม และ 3 ทุ่ม 40 เด้อ .. เค้าจะอัพเดทกันในเว็บนี่แหละ ยังไงลองดูข้อมูลในนี้ > http://fireworks.macaotourism.gov.mo/index.php

 

สำหรับสถานที่ที่แนะนำในการดูพลุนั้น เค้ามีที่แนะนำกันหลายที่เลย ไม่ว่าจะเป็นตัวมาเก๊าทาวเวอร์ (Macau Tower) ที่เราต้องไปทานข้าวในห้องอาหารด้านบน หรือแม้แต่ตามร้านอาหารรอบริมทะเลสาบนามวาน (Nam Van Lake) ทีนี้ สถานที่ที่ก๊อตเลือกดูพลุ คือ บริเวณริมทะเลสาบด้านหน้าโรงแรม Wynn Macau Hotel เพราะมีความอิสระในการเดิน เพราะมันเป็นทางเดินกว้างๆ ที่เราสามารถปักหลักตรงไหนก็ได้ แถมยังฟรีอีกต่างหาก คนมากันตรึมมม 5555

 

สองรอบการแสดงพลุที่ได้ดูในวันนั้น คือ การแสดงจากฟิลิปปินส์ และเกาหลี ซึ่งทั้งสองประเทศนั้น ไม่น้อยหน้ากันจริงๆ ซึ่งการดูพลุจากมุมหน้า Wynn Macau Hotel นั้น เราจะได้เห็นทั้งวิวมาเก๊าทาวเวอร์ และสะพานเป็นฉากหลัง ยิ่งเสริมให้การดูพลุจากจุดนี้ดูอลังการขึ้นไปอีกกก สวยม๊าก

ถ้าใครมาช่วงที่เค้าจัดงานพลุพอดี การไปดูพลุสวยๆ ก็เพลินดีย์ แถมตรงบริเวณ Wynn Macau Hotel เค้ายังมีการจัดไฟแสดงควบคู่กับงานพลุอีกด้วยเน้อออ

วันที่สาม : ไทปา (Taipa)

ตัดภาพมายังเช้าวันที่สามของทริปมาเก๊า เราจะไป หมู่บ้านไทปา (Taipa Village) หมู่บ้านเก่าแก่ทางตอนใต้ของมาเก๊าที่ถูกอนุรักษ์วิถีการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นดั้งเดิมเอาไว้อย่างดีงาม โดยในสมัยก่อน ที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงและสถานที่ประกอบดอกไม้ไฟ แต่ปัจจุบันหมู่บ้านไทปา (Taipa Village) ได้แปรเปลี่ยนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีความคิวท์ๆ ของบ้านเรือนสีพาสเทล พิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ แหล่งช้อปปิ้ง และของกินที่ควรค่าแก่การมาเช็คอินให้ได้เลยย

※ สำหรับการเดินทั่วรอบ หมู่บ้านไทปา (Taipa Village) นั้น นี่เติมตามรอยจากเว็บของไทปาเค้าเลย ซึ่งเค้าค่อนข้างที่จะแนะนำรูทเส้นทางดีเลยทีเดียว มีทั้งสายวัฒนธรรม สายกิน สายไลฟ์สไตล์ ใครสนใจสายลองเลือกดูได้เล้ย > Taipavillagemacau.com // ส่วนเรานั้น เลือกสายวัฒนธรรม ระยะทาง 2 กิโลเมตร 5555

หอคาร์โม (Carmo Hall) + โบสถ์พระแม่คาร์โม (Our Lady of Carmo Church)

สถานที่แรกที่เราจะตั้งใจจะไป คือ หอคาร์โม (Carmo Hall) ที่อดีตเป็นโรงผลิตไฟฟ้าสำหรับหมู่บ้านไทปา จนตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็นเป็นอาคารเอนกประสงค์ของคนที่นี่ไปเรียบร้อย // เสียดาย .. ตอนที่ไป เราสามารถเดินชมได้แต่ด้านนอก

 

 

เดินต่อมาเรื่อยๆ จนเจอกับโบสถ์แห่งแรกและแห่งเดียวในหมู่บ้านไทปาที่มีมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1885 กับ โบสถ์พระแม่คาร์โม (Our Lady of Carmo Church) ที่เป็นศูนย์รวมของชาวคาทอลิกที่จะมาสวดมนต์และฟังธรรมเทศนา ตัวโบสถ์เป็นอาคารผนังปูน 3 ชั้นที่ถูกทาด้วยสีเหลืองพาสเทลทั่วทั้งตัวตึก การถ่ายรูปกับโบสถ์ที่นี่ .. เป็นอะไรที่สวยอยู่เหมือนกัน แฮ่

 

ตลอดทั้งปี โบสถ์พระแม่คาร์โม (Our Lady of Carmo Church) จะมีคู่บ่าวสาวมากมายที่เข้าพิธีแต่งงานกันที่โบสถ์แห่งนี้ และจดทะเบียนกันที่อาคารสำนักงานจดทะเบียนสมรถที่อยู่ตรงข้ามซะเลย แหมมม สวีทแถมสะดวกกันเข้าไปอี๊กกก

พิพิธภัณฑ์บ้านไทปา (Taipa House Museum)

เดินมาทางซ้ายของโบสถ์อีกหน่อย เราก็จะเจอกับ พิพิธภัณฑ์บ้านไทปา (Taipa House Museum) ที่มีลักษณะเป็นบ้านสีเขียว 5 หลังเรียงเป็นแนวเดียวกัน ซึ่งมีมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1921 มีไว้สำหรับเป็นที่พักสำหรับข้าราชการพลเรือนอาวุโสในสมัยนั้น ต่อมาในปี 1999 อาคารบ้านทั้ง 5 หลังนี้ได้ถูกยกเลิก และเปลี่ยนให้เป็น พิพิธภัณฑ์บ้านไทปา (Taipa House Museum) เปิดให้คนทั่วไปได้เข้าไปชมสถาปัตยกรรมบ้านเรือนและความเป็นอยู่ของข้าราชการมาเก๊าสมัยก่อน

 

นอกจากการเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงความเป็นอยู่ของข้าราชการมาเก๊าแล้ว ที่นี่ยังมีบ้านหลังนึง ที่ด้านในห้องถูกจัดเป็นแกลอรี่แสดงงานอาร์ตแบบร่วมสมัยอีกด้วย  ซึ่งตรงนี้เราคิดว่ามันเจ๋งนะเว้ย ด้านนอกเป็นบ้านโบราณ แต่เมื่อเดินเข้ามาด้านใน นี่หลุดอย่างกับคนละโลก

หน้า พิพิธภัณฑ์บ้านไทปา (Taipa House Museum) ทั้ง 5 หลังนี้ เค้าจะมีที่นั่งให้เราได้ชมวิวย่านโคไท (Cotai) ฝั่งตรงข้ามของที่เป็นแหล่งรวมโรงแรมและคาสิโนด้วย บรรยากาศตรงนี้โคตรร่มรื่น เหมาะกับการนั่งพักดูวิวตึก City of Dream ที่สวยแปลกตา ส่วนตัวคือชอบดีไซน์ตึกนี้โคตรรรรรร

 

เสร็จแล้วให้เราเดินวนขึ้นมา เราจะได้เดินผ่าน สวนคาร์โม (Camo Garden) ที่ตั้งตามชื่อนักกวีชาวโปรตุเกส หลุยส์ คาร์โมส (Luìs de Camôes) และรูปปั้นเขาอยู่กลางสวนอีกด้วย ที่แน่ๆ เค้าบอกว่าสวนแห่งนี้สวยโดดเด่นติดอันดับ 1 ใน 8 ของมาเก๊าอีกด้วยนะ หู้ยย

วัดอีเลิง ไทปา (I Leng Temple in Taipa) 

เมื่อเราเดินลงมาเรื่อยๆจาก สวนคาร์โม (Camo Garden) ทางมันจะทะลุมายังถนนเส้นนึงที่มี วัดอีเลิง ไทปา (I Leng Temple in Taipa) ที่สร้างเพื่ออุทิศแก่เทพเจ้าแห่งการรักษาและปรมาจารย์แห่งแพทย์แผนจีน (Emperor of Sacred Doctor) ซึ่งเหมาะมากกับการมาขอพรเรื่องสุขภาพแหละ

 

วัดเจ้าแม่กวนอิม ไทปา (Kun Iam Temple in Taipa)

เดินต่อมาอีกนิด เราจะเจอกับ วัดเจ้าแม่กวนอิม ไทปา (Kun Iam Temple in Taipa) ซึ่งเป็นวัดเล็กๆ ที่ถ้าใครไม่สังเกต .. อาจจะเดินเลยผ่านไปแบบไม่รู้ตัว เราสามารถเข้าไปในวัดเพื่อไหว้องค์เจ้าแม่กวนอิมสีทองที่ประดิษฐานอยู่ ซึ่งเค้าบอกกันว่าองค์นี้มีอายุมากกว่า 100 ปีแล้วว

 

ถนนคูนย่า (Rua do Cunha)

เดินต่อไปอีกซักพัก จะเจอกับ ถนนคูนย่า (Rua do Cunha) ที่ถือได้ว่าเป็นย่านช้อปปิ้งของหมู่บ้านไทปาเลย ทั้งอาหาร ขนม ของฝากซะเยอะ รวมถึงร้านกินข้าวเยอะแยะมากมาย สายกินทั้งหลายต้องถูกใจแน่ๆ

 

หนึ่งในร้านขนมที่ต้องแวะเมื่อมาถึงมาเก๊าคือ Lord Stow’s Bakery ที่ขาย ‘ทาร์ตไข่’ มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1989 ซึ่งที่นี่เค้าก็มาเปิดสาขาให้คนติดหวานอย่างเราได้ชิมกันด้วย ใครที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้นแล้วได้กลิ่นหอมหวลล่ะก็ แนะนำให้สอยกันได้เลย  1 กล่อง 6 ชิ้น ราคา $55 เด้อออ 555555

 

สำหรับใครที่อยากจัดใหญ่กับ Lord Stow’s Bakery สาขาที่ใหญ่ที่สุด แนะนำให้ไปแถวโคโลอาน (Coloane) ทางตอนใต้สุดของมาเก๊า ที่นั่นคือจัดเต็มมากทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร บลาๆ ฮ่า

 

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ไทปาและโคโลอาน (Museum of Taipa and Coloane History)

อีกพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ที่จะทำให้เรารู้จัก เกาะไทปา มากขึ้นกับ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ไทปาและโคโลอาน (Museum of Taipa and Coloane History) ที่เมื่อก่อน อาคารแห่งนี้เป็นสภาเทศบาลของเกาะ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการปกครองของคณะเทศมนตรีในแต่ละสมัย ปัจจุบันที่นี่ถูกใช้เป็นสถานที่จัดแสดงศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น เครื่องมือเครื่องใช้ และโบราณวัตถุ ซึ่งเราสามารถเข้าไปชมได้ฟรีๆ ส่วนสายถ่ายรูป หน้าตึกนี่ถ่ายรูปเก๋มากกก 5555

 

วัดเทียนโห่ว ไทปา (Tin Hau Temple in Taipa)

มาต่อกันอีกวัดที่เก่าแก่มากอย่าง วัดเทียนโห่ว ไทปา (Tin Hau Temple in Taipa) ที่เค้าว่ากันว่า สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1785 โดยที่นี่เป็นที่สักการะขอพร เจ้าแม่แห่งสรวงสวรรค์ เทียนโห่ว หรือที่รู้จักกันว่า องค์อาม่า แต่ถ้าเป็นคนไทยเราจะคุ้นหูกันอีกชื่อที่เรียกว่า เจ้าแม่ทับทิม นั่นเอง

 

ความเป็นมาของวัดแห่งนี้คือ เมื่อก่อนหมู่บ้านไทปาเป็นหมู่บ้านที่ยึดอาชีพประมงเป็นหลัก ซึ่งเชื่อกันว่า องค์อาม่า เป็นเทพที่ช่วยชาวประมงหรือคนที่ตกน้ำให้พ้นจากอันตราย วัดแห่งนี้เลยถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ องค์อาม่า และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของคนที่นี่มาจนถึงทุกวันนี้แหละ

วัดปักไท ไทปา (Pak Tai Temple in Taipa)

วัดสุดท้ายของวันนี้กับ วัดปักไท ไทปา (Pak Tai Temple in Taipa) ที่มีความเป็นมามากกว่า 160 ปี โดยชาวบ้านสมัยนั้นเชื่อกันว่า เทพเจ้าปักไท (Northern Emperor) ซึ่งเป็นเทพในลัทธิเต๋ามีพลังสกัดกั้นน้ำท่วมและไฟไหม้ได้ ชาวบ้านเลยสร้างวัดแห่งนี้เพื่อป้องกันภัยต่างๆ รวมถึงยังมีการฉลองเทศกาลปักไท (Feast of Pak Tai) ทุกวันที่ 3 เดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติจีนอีกด้วยล่ะ แนะนำให้แวะเวียนเข้าไปกราบท่านกันหน่อย

 

 

สุดท้าย ท้ายสุด เมื่อเราเสร็จจากการไหว้เทพวัดปักไท เดินออกมายังถนนใหญ่ เราจะเจอกับ Vila da Taipa ที่เป็นศาลาพักผ่อนหย่อนกายให้เราได้นั่งพักเหนื่อยซักหน่อย เพราะเดินเยอะม๊ากก จากนั้นไม่นานก็หารถเมล์กลับโรงแรมเป็นอันเรียบร้อย หรือถ้าใครอยากจะเดินคาสิโน สามารถข้ามถนนไปเดินเล่นได้เล้ย 555555 // ตรงนี้มันเป็นสถานีรถไฟฟ้าด้วยนะ สร้างเสร็จเมื่อไหร่ การเดินทางน่าจะสะดวกสบายขึ้นเย๊อออะ

 

วันที่สี่ : โคโลอาน (Coloane)

วันสุดท้ายที่เราจะเที่ยวมาเก๊าแบบฟูลเดย์ นี่จะพาไปเที่ยวกับเกาะ โคโลอาน (Coloane) ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของมาเก๊า หลายคนอาจจะงงว่ามันเป็นเกาะหรอ .. จริงๆมันเป็นเกาะที่แยกกับเกาะไทปา (Taipa) ที่เราไปเที่ยวกันเมื่อวานแหละ แต่ตอนนี้เค้าถมที่จนทั้งสองเกาะเชื่อมต่อกันเป็นที่เรียบร้อย กลายเป็นย่านใหม่ที่มีคาสิโนและโรงแรมมากมาย ที่เรียกว่าโคไท (Cotai) นั่นเอง รู้ประวัติเบื้องต้นกันเล็กน้อย เราเริ่มเที่ยวกันเลยดีกว่า เย่

 

โคโลอาน (Coloane) นี่ถือเป็นย่านเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของมาเก๊าที่มีอายุมากกว่า 300 ปี ใครที่อยากหลบหนีความวุ่นวาย แนะนำให้มาเที่ยวย่านนี้ มีทั้งวัดจีนที่เก่าแก่สุดๆ รวมถึงชายหาดแห่งเดียวของมาเก๊า และเส้นทางเดินเทรลเลียบโขดหินและทะเลที่โคตรสวย คือจะบอกว่า ทางเดินเทรลนี้ขอยกเป็น Hidden Gems สายธรรมชาติที่โคตร Unseen อันนึงในมาเก๊าเลย ใครชอบเดินเปื่อยๆ ดูธรรมชาติ แนะนำให้มาอย่างรุนแรงงงง เพราะมันสวยจริงๆ

 

หมู่บ้านโคโลอาน (Coloane Village)

ช่วงครึ่งเช้า เราจะมาเดินเที่ยวชม หมู่บ้านโคโลอาน (Coloane Village) แบบชิลๆ ชมโบสถ์ เข้าวัดไหว้พระ-ขอพร โดยวิธีการมาแบบง่ายที่สุดนั้น ให้เราปักชื่อจตุรัสสวนสาธารณะ Parque Eanes ใน Google Map เพื่อหารถเมล์สาย 21A, 15, 25, 26A แล้วนั่งมาลงตรงนั้นได้เลย จากนั้นเราจะมาเดินเล่นกันในเวลา 1-2 ชั่วโมงก็เดินครบ 555555

โบสถ์เซนต์ฟรานซิสซาเวีย (Chapel of St. Francis Xavier)

โบสถ์สีเหลืองที่ตั้งโดดเด่นกลางหมู่บ้านโคโลอานคือ โบสถ์เซนต์ฟรานซิสซาเวีย (Chapel of St. Francis Xavier) ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1928 นับจนถึงตอนนี้ก็เกือบหนึ่งร้อยปีแล้ว ซึ่งชื่อของโบสถ์นี้นั้นก็แน่นอนว่า มาจากชื่อนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ ที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์ในประเทศญี่ปุ่นรวมถึงประเทศจีนคนแรกในศตวรรษที่ 16 นั่นเอง

 

 

ส่วนตัวนี่ไม่ได้เดินเข้าไปแหละ เนื่องจากมาตั้งแต่เช้าและด้านในโบสถ์เหมือนมีงานพิธีอยู่ เราเลยเดินเล่นกันรอบโบสถ์เพื่อชมความสวยงามด้านนอกดีกว่า รวมถึงเดินเล่นกันต่อ บรรยากาศบ้านแถวนี้น่ารักม๊าก ฮ่าๆ

 

วัดเจ้าแม่กวนอิม โคโลอาน (Kun Iam Temple Coloane)

อีกหนึ่งวัดเจ้าแม่กวนอิมเล็กๆ (เล็กมาก) ในหมู่บ้านโคโลอานที่เมื่อเรามาเดินเล่นแถวนี้แล้วเราอยากให้แวะเข้าไปกราบไหว้ท่านซักหน่อยโดยใช้เวลาไม่ถึง 5-10 นาทีแน่นอน ซึ่งวัดเจ้าแม่กวนอิมในโคโลอานแห่งนี้นั้นถูกสร้างตั้งแต่ปี 1800 โดยการรวมเงินกันสร้างจากความศรัทธาของพ่อค้าเดินเรือและชาวประมงในหมู่บ้านนั่นเอง

 

วัดเทียนโห่ว โคโลอาน (Tin Hau Temple Coloane)

เดินต่อมาอีกนิด และเดินขึ้นเนินมาหน่อย เราจะเจอกับ วัดเทียนโห่ว โคโลอาน (Tin Hau Temple Coloane) ที่สร้างอุทิศให้กับเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งวัดนี้นั้นสร้างตั้งแต่ปี 1763 นับจนถึงตอนนี้ มีอายุเกือบ 300 ปี แล้วว

 

วัดทำกง โคโลอาน (Tam Kung Temple Coloane)

วัดสุดท้ายที่เราได้มาเยี่ยมชมคือ วัดทำกง โคโลอาน (Tam Kung Temple Coloane) ที่สร้างอุทิศแก่เทพทำกง เทพเจ้าลัทธิเต๋าที่เค้าเชื่อกันว่าเทพท่านนี้จะคอยคุ้มครองชาวประมงให้อยู่รอดปลอดภัย ซึ่งเค้ามีเรื่องเล่ากันด้วยว่า เทพทำกงจะชอบปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชาย และแสดงอิทธิฤทธิ์ช่วยคนให้รอดพ้นจากอันตรายในทะเล ทีนี้ชาวประมงเค้าก็เลยรับถือกันมากเล้ย

 

เสร็จจากวัดทำกง นี่ก็เดินเลียบแม่น้ำกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่ลงป้ายรถเมล์มา ระหว่างทางเราจะผ่านหอสมุดโคโลอานที่เราสามารถนั่งถ่ายรูปเล่นเก๋ๆได้

ใครเหนื่อยก็นั่งพักดูวิวฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ ซึ่งจะบอกว่านั่นคือเขต จูไห่ (Zhuhai) ประเทศจีน นะก๊ะ คือใกล้โคตร ว่ายน้ำข้ามไปยังได้เลย 5555

 

ตรงแถวๆ ป้ายรถเมล์ที่เป็นจตุรัสสวนสาธารณะ มันจะมีร้านทาร์ตไข่ชื่อดัง Lord Stow’s Cafe เจ้าแรกของมาเก๊าด้วยนะเว้ย สาขาตรงนี้น่าจะเป็นสาขาแรก และเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดของมาเก๊าด้วย (เดานะ) เพราะที่นี่เค้ามีเป็นร้านอาหารและคาเฟ่เลย ใครอยากลองที่นี่ แนะนำอย่าพลาด .. ส่วนก๊อตแค่เดินผ่านๆ เพราะเมื่อวานกินไปกล่องนึงแล้ว โอ้ยย มันอ้วน 55555555

 

เห็นเหมือนจะแวะหลายที่ในหมู่บ้านโคโลอาน แต่เอาจริง .. คือเราใช้เวลาเดินเที่ยวครบทุกจุดนั้น ใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้น .. ทุกสถานที่มันอยู่ห่างกันนิดเดียว เดินแบบเพลินๆแปปเดียวก็ครบหมดแล้ว 55555 ❤️

หาดฮักซา (Hac Sa Beach)

หลังจากเที่ยวหมู่บ้านโคโลอานเรียบร้อย นี่จะไปต่อกันแถวๆ หาดฮักซา (Hac Sa Beach) ที่แทบจะเป็นชายหาดแห่งเดียวในมาเก๊า คิดไม่ถึงละซี่ว่ามาเก๊าเค้าก็มีหาดเล่นน้ำด้วย ซึ่งคนมาเก๊าเค้าก็จะมาพักหย่อนใจกันที่นี่เยอะอยู่ ไม่ว่าจะมานั่งเล่นเฉยๆ หรือแม้แต่เล่นน้ำ เล่นแพดเดิ้ลบอร์ด หรือแม้เล่นเรือใบก็มี เอ้อออ

 

ความเก๋ของ หาดฮักซา (Hac Sa Beach) คือ ทรายมันเป็นสีเทา-ดำ ที่ทำให้หาดที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น แถมน้ำทะเลที่นี่ยังเป็นน้ำอุ่นอีกด้วยนะ ใครว่างก็ลงไปแช่น้ำได้นะแจ๊ะ // จากใจ กลับมาเล่นทะเลไทยน่าจะดีกว่า

ทางเดินเทรลเลียบชายฝั่ง Long Chao Kok

เอาจริงๆ ที่เรามาเที่ยวแถวฮักซานี้ .. ความดีย์มันอยู่ข้างๆของหาดเด้อ แนะนำให้เดินมายังถนนด้านขวาของหาดฮักซาที่ชื่อ Rua de Hac-Sá Long Chao Kok เดินเข้าไปประมาณ 10 นาที มันจะมีจุดเริ่มต้นเส้นทางเดินเทรลที่ชื่อ Long Chao Kok Coastal Trail อยู่ คือดีย์มากกกก เราโคตรหลงรัก!

 

ทางเดินเทรลเลียบชายฝั่งนี้มีระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร เป็นทางเทรลที่ง่ายระดับ Beginner ทางชันขึ้นลงแทบไม่มี แถมเค้าทำทางเดินมาให้อย่างดิบดี มีราวทางเดินให้จับตลอดทาง เรียกได้ว่า .. สกิลและประสบการณ์การเดินเทรลไม่ต้องมี ก็เดินเก๋ๆ อวดคนได้ 55555555

 

ตลอดเส้นทางคือสวยจริง เราจะเดินบนเส้นทางตามโขดหินเลียบชายฝั่งทะเลจีนใต้ ยิ่งตอนที่นี่ได้มาเดินคือช่วง 3-4 โมงเย็น ทุกอย่างดีย์ แสงสวยเหมาะกับการถ่ายรูป อากาศดีย์ แดดไม่แรง ฝนไม่ตก อีกทั้งยังได้เห็นคนมาเก๊าหลายๆคนมานั่งตกปลากัน ฟีลลิ่งโดยรวมคือชอบโคตร

 

มีแลนด์มาร์คหนึ่งที่เราจะได้เห็น คือ ศาลาจีนสีแดง ซึ่งถ้าเราเหนื่อยจากการเดิน จะมานั่งพักที่นี่ก็โคตรชิล เพราะลมดีมาก หรือถ้าใครเป็นขาถ่ายรูป บอกเลยว่าตรงนี้น่าถ่ายรูปอย่างยิ่ง 5555

 

ส่วนตัวคิดว่าที่นี่คือ Unseen Macao และเป็น Hidden Gems ที่คนไทยหลายคนไม่รู้จัก คือภาพมาเก๊าหลายคนๆ เค้าไม่ค่อยนึกถึงเรื่องธรรมชาติเกี่ยวกับมาเก๊าเท่าไหร่หรอก และบอกได้เลยว่า ถ่ายรูปที่นี่คือโคตรสวย และทุกคนต้องแปลกใจว่าที่นี่คือมาเก๊าจริงๆหรอวะ? เชื่อสิ ฮ่า

วันที่ห้า : เก็บตกมาเก๊าก่อนกลับ

สุดท้ายก่อนกลับไทย ด้วยความที่ไฟลท์กลับค่อนข้างเย็นมาก นี่เลยจะขอเก็บตกนิดหน่อยกับร้านกาแฟ และวัดอาม่า (A-Ma Temple) แบบชิลๆ ซักหน่อย ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้เที่ยวมาเก๊ามา .. นี่ถือว่าเก็บเกือบทุกที่เที่ยวมาเก๊าจริงๆ มาา มาต่อกันเลย 555555555

Terra Coffee House

ด้วยความที่อยากหาร้านกาแฟนั่งก่อนกลับไทย นี่เลยเสิร์จมาเจอกับ Terra Coffee House ที่เป็นคาเฟ่เล็กๆเรียบง่าย แต่กาแฟเค้าไม่ธรรมดานาจา นอกจากกาแฟแล้ว เค้ายังมีขายอาหาร ขายเบียร์ด้วยเนอะ แต่นี่กินกาแฟอย่างเดียว 555555

 

Terra Coffee House’s Signature ที่อยากให้มาลองคือ Latte Shakerato with Hazelnut ($45) ที่เค้าเล่นเลเยอร์สามชั้นจากด้านบนที่เป็นฟองนมผสมไซรัป จากนั้นเป็นช็อต Espresso และนมสดด้านล่างสุด วิธีดื่มคือ จิบจากบนลงล่างแบบไม่ต้องคน เราจะได้รับรสทีละเลเยอร์ อร่อยมากกก ชอบบบ

วัดอาม่า (A-Ma Temple)

สถานที่สุดท้ายของทริปนี้ ลากันด้วย วัดอาม่า (A-Ma Temple) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในมาเก๊า (มีวัดก่อนมีมาเก๊าอีกนะเอ้อออ) สร้างตั้งแต่ปี 1488 เพื่ออุทิศแก่เทพอาม่า หรือเจ้าแม่ทับทิม องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเล โดยคนมาเก๊าเค้าเรียกวัดนี้ว่า ‘ม่าก๊อก’ แล้วเมื่อนักสำรวจชาวโปรตุเกสได้มาขึ้นฝั่งมาเก๊าเป็นครั้งแรกบริเวณแถวนี้ เค้าได้ถามกับชาวบ้านว่าที่นี่ที่ไหน คือชาวบ้านก็เข้าใจผิดนึกว่าถามชื่อวัด ชาวบ้านเลยบอกว่า ‘ม่าก๊อก’ ทีนี้ ชาวโปรตุเกสเลยเรียกเพี้ยนเสียงของดินแดนเป็น ‘มาเก๊า’ ไปโดยปริยาย และนี่แหละคือจุดเริ่มต้นของชื่อมาเก๊าเด้อ ฮ่าๆ

 

ตอนขาออกจากวัด อย่าลืมหมุนลูกแก้วในปากสิงโตหน้าวัด ตามเข็มนาฬิกา 3 ครั้ง จากนั้นตั้งจิตอธิษฐานขอพรให้สมปรารถนาด้วยล่า และนี่แหละ คือการจบทริปมาเก๊าแบบสมบูรณ์ ❤️

มาเก๊า PANTIP

kotzhul@gmail.com

A world explorer and a gym addict who was born in 1990

NO COMMENTS

POST A COMMENT