HashCorner

รีวิว สิงคโปร์ (Singapore) เที่ยวเก่ง-ถ่ายเก่ง ลงรูปโซเชียลคูลๆ

 

สิงคโปร์ (Singapore) ประเทศฮิตที่คนไทยชอบไปเที่ยวอันดับต้นๆ เพราะนอกจากจะอยู่ใกล้ไทยที่เราสามารถนั่งเครื่องบินไปถึงไม่กี่ชั่วโมง การเที่ยวในสิงคโปร์ยังเที่ยวโคตรง่ายเลยเว้ย เห็นเกาะเล็กๆแบบนี้ แต่ที่เที่ยวไม่เล็กนาแจ๊ะ การเดินทางสะดวก ของกินเยอะ ตึกหรูหราอลังการ บอกเลยว่า .. หากใครที่คิดจะเริ่มต้นแบ็คแพคต่างประเทศครั้งแรก หรือจะเริ่มเที่ยวเองคนเดียว สิงคโปร์ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมากเลยทีเดียว

สิงคโปร์ ทริปนี้นี่จะเก็บที่ฮิตของการถ่ายรูปเก๋ๆ คูลๆ ลงใน Instagram กัน ซึ่งมี 2-3 ที่ที่คิดว่าคนไทยยังไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ นอกจากนั้นยังมีเก็บแลนด์มาร์คหลักของสิงคโปร์บ้างอะไรบ้าง ไม่งั้นเดี๋ยวคนอื่นหาว่าเรามาไม่ถึงสิงคโปร์อย่างแท้จริง 5555555 // เอาเป็นว่า .. ถ้าพร้อมแล้ว ตามรอยโลด!

การเดินทางในสิงคโปร์

สำหรับการเดินทางในสิงคโปร์นั้นสะดวกมากกก! มีทั้งรถไฟฟ้าและรถเมล์ที่เราสามารถไปได้ทั่วถึงทุกมุมของสิงคโปร์ แนะนำให้เราซื้อบัตร EZ-Link ไว้ โดยบัตรนี้เราสามารถใช้แตะเพื่อขึ้นรถไฟและรถเมล์ได้ทั้งหมดภายในบัตรเดียว บัตรนั้นมีอายุ 5 ปี ราคาอยู่ที่ $12 โดยเสียค่าบัตร $5 และมีเงินติดในบัตรให้เราใช้ $7 ถ้าเงินหมดก็เติมเงินเอาตามสถานีรถไฟฟ้างี้ แนะนำให้เราซื้อตั้งแต่เราออกมาจากสนามบินตรงสถานีรถไฟฟ้าได้เลย สะดวกม๊ากก!

ทริควิธีการเดินทางในสิงคโปร์: ตอนผมไปคือ Search สถานที่ใน Google Map แล้วให้มันหาเส้นทางการเดินทางให้เราเลย มันจะบอกหมดว่าไปยังไงบ้าง ทั้งขึ้นรถไฟฟ้า หรือรถเมล์ แถมรถเมล์ยังมีบอกเวลาที่รถจะมาแบบเรียลไทม์ด้วย

ส่วนถ้าใครคิดว่าน่าจะขึ้นรถไฟฟ้า + รถเมล์เยอะมาก จริงๆมันมี Singapore Tourist Pass (STP) ในราคาเหมา 1 วัน $10 / 2 วัน $16 / 3 วัน $20 ใครคิดว่าจะไม่กลับมาสิงคโปร์อีกภายใน 5 ปี แล้วคิดว่าอันนี้คุ้มกว่า จะซื้ออันนี้ก็ได้เน้อ สามารถหาซื้อได้ที่สนามบินชางงีเลย รายละเอียด STP คลิก

Acer Spin 5 โน๊ตบุ๊คคู่หูทริปสิงคโปร์ ❤

บอกตรงๆว่า ทุกทริปเที่ยวผมมักจะพกโน๊ตบุ๊คไปด้วยเสมอ คือไม่รู้เป็นอะไร .. งานชอบเข้าตลอดเวลาตอนเราเที่ยวนี่แหละ ฮือ แล้วบางอย่างเราไม่สามารถใช้มือถือทำงานแทนคอมพิวเตอร์ได้ไง เช่น พวกงานเอกสาร MS Offices ทั้งหลาย แต่งรูปทริปที่ไปเที่ยว หรือแม้แต่เขียนรีวิว ผมมักจะทำผ่านโน๊ตบุ๊คทั้งหมด และทริปสิงคโปร์ครั้งนี้ ผมมีโอกาสได้พก Acer Spin 5 ตัวใหม่ล่าสุดจาก Acer มาด้วย ซึ่งมันดีเกินโน๊ตบุ๊คไปมากกกก

 

Acer Spin 5 ตัวนี้ดีไซน์สวย ถึงขั้นได้รางวัล Good Design Awards 2017 ที่มั่นใจได้ว่าถือไปไหนก็หล่อ แถม Acer Spin 5 ตัวนี้ยังตอบสนองทุกความต้องการโดยที่มันสามารถหมุนพับได้ 360 องศาแบบเอนกประสงค์เลยแหละ แถมที่ชอบสุดคือน้ำหนักเบามาก ยืดหยุ่นทุกฟังก์ชั่นไม่ว่าเราต้องการสิ่งไหน จะเป็นโน๊บุคหรือแปลงร่างโดยการพับกลายเป็นแท๊บเล๊ต รองรับ Touch Screen และ Stylus เท่านี้คือเทพสุดติ่งสำหรับผมแล้วววว โว้ว

เรื่องเสป็คไม่ต้องพูดถึง เพราะทาง Acer เค้าอัดมากับ Spin 5 แบบจัดเต็มด้วย ระบบประมวลผล Intel พร้อมแบตอึดทนทาน ที่เราสามารถใช้ต่อเนื่องนานสูงสุด 13 ชั่วโมง // นานมากก ซึ่งอันนี้ใช้มาแล้วว่าแบตอึดจริง คือนี่ไม่ได้ใช้นานถึงขั้น 13 ชั่วโมงติดอยู่แล้ว ใช้แบบเปิดๆ ปิดๆ แต่ทั้งทริปสิงคโปร์ที่ไปมา 4 วัน คือชาร์จแบต 2 ครั้งเอง

! อีกอันที่เลิฟคือ จอสีสดและคมชัด โดยจอของ Acer Spin 5 นั้นเป็นจอแบบ Full HD ในอัตราส่วน 16:9 เวลาเราดูหนังหรือทำงานก็ฟีลกู๊ด เห็นตัวหนังสือชัด ภาพชัด อีกทั้งเวลาดูหนังหรือฟังเพลงยังเสียงดี มีความกังวาล เพราะเค้ามีลำโพงสองตัวอยู่ด้านหน้า และยังมีซอฟแวร์ Acer TrueHarmony™ และ Dolby Audio™ Premium ที่ช่วยในเรื่องคุณภาพเสียงดีขึ้นไปอีก

สุดท้าย ทริปสิงคโปร์ทริปนี้ก็ไม่กลัวงานเข้าจริงๆ เพราะนี่ตั้งรับเต็มที่ด้วย Acer Spin 5 ใส่ไว้ในกระเป๋าเป้ทุกวันที่ออกไปเที่ยว แล้วคือไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นภาระที่ต้องแบกด้วยนะ เพราะมันเบาอะ 55555555 เลิฟจริง 😆

สำหรับใครที่สนใจดูรายละเอียดเกี่ยวกับ Acer Spin 5 คลิกดูที่นี่เลย

เริ่มต้นเที่ยวสิงคโปร์กันดีกว่า!
บ้านเปอรานากัน (Peranakan House)

ขอเริ่มต้นทริปด้วยความคิวท์กับ บ้านสไตล์จีน-เปอรานากัน (Chinese-peranakan) ที่มีสีสันพาสเทลและสีสดๆที่ให้ความคิวท์ๆ เหมาะแก่การมาถ่ายรูปลงอินสตาแกรมอย่างมากเลยแกร นี่ลงรูปไปแล้วหลายคนถามว่ามันอยู่ที่ไหน อยากจะตามรอยมาถ่ายรูปบ้างงี้

สำหรับการมาเที่ยวที่นี่ เราสามารถทำได้อย่างเดียวคือการเดินเล่นดูบ้านคิวท์ๆ และถ่ายรูปเท่านั้น คือเราไม่สามารถเข้าไปในบ้านได้นะ เพราะนี่คือบ้านที่คนอยู่อาศัยจริงๆ ส่วนเรื่องการเดินทางมายังที่นี่นั้น ปักหมุดคำว่า Peranakan House ได้เลย อาจจะอยู่นอกดาวน์ทาวน์หน่อยๆ Google Map มันจะให้เรานั่งรถเมล์มา 555

 

ยังไงหากใครชอบอะไรคิวท์ๆ แบบนี้ มาตามรอยถ่ายรูปที่นี่ไม่ผิดหวังแน่นอนนนน 😎

เมอร์ไลออน (Merlion)

หากใครที่มาเที่ยวสิงคโปร์ครั้งแรก คือห้ามพลาดกับการมาดู เมอร์ไลออน (Merlion) ให้เห็นกับตา เพราะเจ้าหัวสิงโตมีหางเป็นปลาตัวนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของสิงคโปร์เลยนะเว้ย ถ้าจะให้พูดคร่าวๆถึงตัว เมอร์ไลออน ตัวนี้ ลำตัวที่เป็นปลานั้นเค้าสื่อถึงจุดกำเนิดของประเทศสิงคโปร์ เริ่มต้นมาจากการเป็นหมู่บ้านชาวประมง ที่เรียกว่า “เทมาเส็ก (Temasek)” ที่แปลว่าหมู่บ้านแห่งท้องทะเล ส่วนตัวหัวสิงโตนั้น สื่อถึงชื่อประเทศออริจินอล “Singapura” ที่แปลว่าสิงโต

 

 

เมอร์ไลออน พรีเซ็นเตอร์ชื่อดังของสิงคโปร์ แน่นอน .. คนเยอะมากกกก มองไปทางไหนก็มีแต่คนยืนถ่ายรูปเหมือนกำลังอ้าปากรับน้ำจากเมอไลอ้อนอยู่ ใครมาครั้งแรกก็ไปถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกก็ได้นะ 5555555555

PS. Cafe at One Fullerton

มาเมอร์ไลออน (Merlion) แล้ว แนะนำให้มานั่งตากแอร์ชิลๆ กับคาเฟ่ชิคๆ ที่ชื่อ PS. Cafe ตรง One Fullerton อยู่ตึกด้านหลังของเมอร์ไลออน ซึ่งจริงๆ แล้ว PS. Cafe นี่มีทั้งหมด 8 สาขา เป็นคาเฟ่ฮิตของคนสิงคโปร์ที่ชอบมานั่งแฮงค์เอ้าท์กัน ครั้งนี้เราขอมากินกาแฟ + ทานเค้กซักหน่อย บรรยากาศร้านคือดีย์ มีหน้าต่างสามารถมองออกไปเห็นคนมะรุมมะตุ้มตัวเมอร์ไลออนอยู่ 5555555

 

สิ่งที่สั่งมาคือ Iced Americano + Affocato และเค้กซิกเนเจอร์ของร้าน Double Chocolate Blackout Cake ที่มีไอติมเคียงคู่กันมาด้วย

โดยรวมของรสชาตกาแฟของ PS. Cafe คือกาแฟรสดีย์มากกกก Americano คือเข้มออกเปรี้ยวนิดหน่อย ใครชอบกาแฟเข้มๆแบบมีคุณภาพแนะนำให้มา ส่วน Affocato นั้นรสดี กลมกล่อมกับไอติมแบบละมุนๆ สุดท้ายตัวเค้ก Double Chocolate Blackout Cake นั้นมาแบบจานใหญ่มาก กินสองคนยังไม่หมด โดยรวมคือไม่หวานเกินไป หวานแบบพอดี แต่พอกินไปเรื่อยๆ อาจจะเลี่ยนซักหน่อยแง่ะ แต่โดยรวมคือดีเว้ยๆ

 

! ขอพูดเรื่อง Touchscreen กับ Stylus ของ Acer Spin 5 ซักหน่อย ส่วนตัวผมว่าจอสัมผัสของ Acer Spin 5 ค่อนข้างตอบสนองดีมาก อย่างการสไลด์นิ้ว จิ้มนู่น จิ้มนี่บนจอ สามารถสนองนิ้วได้อย่างลื่นไหลจริงๆ ส่วนตัว Stylus นั้น ใครที่อยากลองจดโน้ตหรือการวาดรูป ตัวปากกาที่ให้มาด้วยนั้นก็ดีเริ่ดเหมือนกัน ตัวจอเค้ารองรับความหนัก-เบา ตามน้ำหนักของมือเราที่เขียนหรือวาดด้วยปากกา Stylus ด้วย อันนี้ถือว่าดีมากก

Marina Bay + Helix Bridge

ดูเมอร์ไลออน (Merlion) เสร็จ จุดหมายต่อไปจริงๆของเราคือ ArtScience Museum ถ้าขยันเดินหน่อย แนะนำให้เดินยาวๆรอบอ่าวมาริน่าเบย์ ตลอดทางเดินเราจะได้เดินดูวิวสกายไลน์สิงคโปร์สวยๆทั้งฝั่ง Marina Center ที่เราได้ไปมาตรงเมอร์ไลออน และฝั่ง Marina South ที่มีตึกเป็นเรืออยู่บนยอด ชื่อ Marina Bay Sands ที่ตอนนี้แทบจะกลายเป็นซิกเนเจอร์อันดับสองของสิงคโปร์เป็นทีเรียบร้อยแล้ว 55555

 

 

สุดท้าย ท้ายสุด เราจะได้ข้ามอ่าวมาริน่าเบย์ ด้วยสะพานเกลียวฮีลิกซ์ (Helix Bridge) ที่ออกแบบมาเป็นเกลียวเหมือน DNA ดูแล้วมีความเป็น Futuristic มากกก จะบอกว่า กลางวันก็สวย ถ้ามากลางคืนก็สวยอีก ใครว่างก็ลองมาเดินดูเด้อ ฮ่าๆ // ลงจากสะพานเกลียวฮีลิกซ์ (Helix Bridge) แล้ว แนะนำให้มาต่อกันที่ ArtScience Museum เล้ยย

 

ArtScience Museum

ถ้าให้แนะนำหนึ่งมิวเซียมที่ต้องมา เมื่อเรามาเที่ยวสิงคโปร์ นี่จะแนะนำ ArtScience Museum ที่ข้างในโคตรคูล เพราะมันไม่ใช่มิวเซียมธรรมดา แต่มันเป็นฟีล Interactive Media ที่เราเล่นกับนิทรรศการมันได้ บอกเลยว่าโครตเท่ มีนิทรรศการถาวรอันนึงที่แนะนำว่าต้องเข้าไปดูคือ Future World: Where Art Meets Science คือดีย์มากกกกกกกกกก

 

 มันมี โปรซื้อ 1 แถม 1 ด้วยนะ ก่อนมา ArtScience Museum ให้เราไปสมัครบัตร Sand Rewards Lifestyle (สมัครฟรี) ในห้าง The Shoppes ก่อน (เคาน์เตอร์สมัครตามรูปด้านล่างเลย บอกเค้า .. ยูววว ไอจะสมัครใบนี้) มันจะเป็นเก็บแต้มเมื่อเราช็อปปิ้ง หรือกินข้าวใน The Shoppes แต่ที่เราจะเอามาใช้จริงๆคือการซื้อบัตร 1 แถม 1 ของ ArtScience Museum โดยการยื่นบัตรเมมเบอร์ที่เราสมัครมาตรงเคาน์เตอร์ขายตั๋วด้านในได้เลย

 

มี 2 อย่างในนิทรรศการ Future World: Where Art Meets Science ที่ชอบมากกกก คือ Nature: Black Waves และ Space: Crystal Universe

เมื่อเราเข้าไปเราจะเจออันแรกเลยคือ Nature: Black Waves ที่เป็นฉายภาพกราฟฟิกคลื่นสไตล์ญี่ปุ่นที่วนลูปแบบไม่มีวันจบ กิมมิกของมันคือให้เราไปยืนตรงภาพโปรเจ็คเตอร์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งกับคลื่นโดยให้ภาพมันทับอยู่บนตัวเราเว้ย คือเค้าจะสื่อว่า ธรรมชาติกับตัวเรานั้น ยังไงก็ไม่มีทางจะที่จะแยกออกจากกันได้

 

 

ผ่าน Nature: Black Waves มา เราจะเจอกับห้องขนาดใหญ่ที่ดูเป็นเหมือนสวนสนุกสำหรับเด็ก ตรงนี้คือส่วนของ Town & Park คือถ้าใครพาเด็กมาเที่ยวสิงคโปร์ แนะนำให้มาปล่อยเด็กไว้ที่นี่ คือมันดีมากกกก ทุกอย่างมีลูกเล่นของ Interactive Design ที่ให้เด็กสนุกสนานไปกับมัน คือดีย์มากๆอันนี้ เด็กสนุกแน่นอน แถมเพิ่มจินตนาการให้เด็กได้เยอะมาก

 

 

สุดท้ายคือ Space: Crystal Universe ที่นี่เห็นรูปบ่อยมากในอินสตาแกรม ถือเป็นจุดฮิตที่สุดของ ArtScience Museum ที่คนนิยมมาถ่ายรูปเลยแกร๊ คือมันเป็นทางเดินสั้นๆ แต่ถ่ายรูปออกมาเหมือนทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด และที่พีคคือทางเดินนี้แต่งด้วยไฟ LED กว่า 170,000 ดวง ด้วยความที่ทางมันสั้น แล้วการจะถ่ายรูปให้มันสวยๆ ก็ต้องต่อคิวถ่ายรูปกัน โอย 555555 // อาจจะลำบากและเขิลกันหน่อย เมื่อมีคิวต่อคิวถ่ายรูป แล้วมองเราเก๊กท่าอยู่

 

The Shoppes + Marina Bay Sands

ถ้าใครมา ArtScience Museum เสร็จแล้ว ให้เดินเล่นตรง The Shoppes ต่อเลย เริ่มต้นที่ด้านหน้าห้างที่เราสามารถมองเห็นกลุ่มตึกสูงของสิงคโปร์อีกฝั่ง คือตึกเค้าอยู่กระจุกเป็นกลุ่มก้อน แล้วคือตึกสวยอีก มองจากฝั่งนี้ สิงคโปร์ดูปังมากกก เมืองโคตรสวย

 

หน้าห้าง The Shoppes มีช็อป Louis Vuitton ที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลกด้วยนะเว้ย (อันดับ 1 คือช็อป Champs-Elysees ที่ฝรั่งเศส) โดยฟาซาดของช็อปออกแบบมาเหมือนคริสตัลลอยน้ำ สวยขนาดนี้ บอกเลยว่าตึกนี้แทบกลายเป็นแลนด์มาร์คหนึ่งของสิงคโปร์ไปเรียบร้อยแล้ว

 

เดินเล่นด้านหน้าเสร็จ ลองเดินเข้ามา The Shoppes ดูบ้าง คือที่นี่น่าจะป็นห้างที่ใหญ่โตอลังการที่สุดในสิงคโปร์แล้วแกร๊ สำหรับใครที่เป็นสายช็อปปิ้งไฮเอนด์ ที่นี่คือสวรรค์เพราะช็อปแต่ละแบรนด์ที่นี่โคตรใหญ่ และส่วนมากเป็นช็อปแบบดูเพล็กซ์ด้วย นอกจากช็อปปิ้งแล้วที่นี่ยังมีคาสิโนให้เรามาคุ้กกี้เสี่ยงทายกันด้วยจ๊า ใครพกดวงมาเยอะคงต้องไปเล่นกันแล้วล่ะ 55555

 

แต่ถ้าใครไม่อินช็อปปิ้ง คาสิโนก็ไม่เล่น การมาเดินเล่นที่นี่ก็เปิดหูเปิดตาดีเหมือนกันนะ เค้ามีคลองในห้างที่เราสามารถนั่งเรือเล่นได้ รวมถึงอ่างน้ำวนขนาดใหญ่หน้าห้างที่ตกลงมากลางห้างชั้นล่าง อลังการงานสร้างไปอี๊ก สิงคโปร์เอยย

 

จากห้าง The Shoppes เราสามารถเดินผ่าน Marina Bay Sands เพื่อทะลุผ่านเข้าไปยัง Garden By The Bays ได้ด้วย เราจะได้เห็นบรรยากาศข้างในโรงแรมหรูอันดับหนึ่งของสิงคโปร์จากมุมบนที่มีซิกเนเจอร์เป็นสระว่ายน้ำแบบอินฟินิทฟูลด้านบนดาดฟ้า แอร้ย ครั้งหน้ามาต้องพักที่นี่!

 

Garden By The Bays

หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า พื้นที่ตรงส่วน Marina South ที่มี Marina Bay Sands และ Garden By The Bays นั้นเป็นพื้นที่ถมทะเลเพื่อสร้างเป็นย่านธุรกิจแห่งใหม่แหละ แต่ตรงส่วนของ Garden By The Bays เค้าต้องการสร้างเป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อสื่อถึงความสมดุลของสิงคโปร์ว่า ชั้นเป็นเมืองเจริญที่ไม่ได้มีแต่ดงตึกอย่างเดียว ชั้นยังมีธรรมชาติผสมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เป็นการศึกษาชั้นดีอีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่ามันเจ๋งจริง อันนี้ยอมมมมมมม

Garden By The Bays มีพื้นที่มากกว่าหนึ่งล้านตารางเมตร (โคตรใหญ่) ถ้าจะให้เที่ยวแบบจริงจัง ทุกส่วนของที่นี่ วันเดียวก็เที่ยวไม่หมด ไฮไลท์หลักมีอยู่ 3 อย่าง คือ ต้นไม้ยักษ์ (Super-sized trees) โดมดอกไม้ (Flower Dome) และ ป่าในเมฆหมอก (Cloud Forest)

พื้นที่ทั่วๆไปของ Garden By The Bays นั้นเข้าฟรี แต่ถ้าสามอย่างด้านบนที่บอกไปคือเสียตังค์ค่าเข้านะแจ๊ะ แนะนำให้ซื้อคู่ Flower Dome + Cloud Forest ราคาปกติคือ $28 // และถ้าใครสนใจเดินสกายเวย์บนต้นไม้ยักษ์ OCBC Skyway ราคาปกติ คือ $8 แนะนำว่าให้ซื้อในเว็บ Klook จ๊าา เราจะได้ราคาพิเศษกว่าซื้อหน้างาน แถมบัตรเข้ายังเป็น Digital QR Code ที่เราสามารถโชว์ได้จากมือถือ ติ๊ดเข้าได้ที่หน้าเกทประตูเลย ไม่ต้องต่อคิวซื้อบัตรหรือแลกบัตรอะไรทั้งนั้น อันนี้โคตรดีย์ และสะดวกมากกก

 

ทางไปซื้อตั๋วถูก 
Flower Dome + Cloud Forest ซื้อออนไลน์จาก Klook ราคา $23 คลิกๆ

OCBC Skyway ซื้อออนไลน์จาก Klook ราคา $6 คลิกๆ

ส่วนตัวไม่ได้เดิน OCBC Skyway บนต้นไม้ยักษ์ เพราะฝนตก (กรี๊ดดด) คือเสียดายมากกก ได้แต่ถ่ายรูปจากด้านใต้ตอนเดินไปยัง โดมดอกไม้ (Flower Dome) และ ป่าในเมฆหมอก (Cloud Forest) นั่นแหละ พอเข้าโดมปุ๊ป ฝนตกหนักอย่างกับพายุเข้า ฮือ

 

ต้นไม้ยักษ์ (Super-sized trees) ที่เห็น เค้าได้แรงบันดาลใจมาจากดอกไม้ประจำชาติสิงคโปร์ นั่นคือ ดอกกล้วยไม้แวนด้าที่มีชื่อเก๋ๆว่า ‘มิส โจอาควิม’ (Miss Joaquim) // ชื่อดูเป็นสาวสวยจังโว๊ะ

โดมดอกไม้ (Flower Dome)

เค้าบอกกันว่าอากาศใน โดมดอกไม้ (Flower Dome) คือเมคออกมาให้เป็นอากาศในฤดูสปริง หรือฤดูออกดอกแบบถาวร  และจำลองสภาพอากาศเย็นเหมือนเราอยู่โซนเมดิเตอเรเนียน แถมที่นี่ยังเป็นกรีนเฮาส์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย อลังการงานสร้างเว่อวัง

 

โดมดอกไม้ (Flower Dome) เค้ารวมพันธุ์ไม้จากทั่วโลก ทั้งหมดจาก 5 ทวีป แบ่งออกเป็นโซนๆให้เราเดินเล่นชิลๆ แล้วคืออากาศเย็นมากก หลบอากาศร้อนด้านนอกได้อย่างดิบดี 5555

นี่ว่าถ้าเราพาคุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ใหญ่มาที่นี่ ทุกคนต้องชอบแน่นวล เพราะผู้ใหญ่หลายคนชอบเดินชมดอกไม้ ต้นไม้มาก คิดว่าถ้าพามา แม่ต้องบอกให้เราถ่ายรูปกับดอกไม้ทุกสองก้าวเท้าแน่นอน 5555555555555

 

ป่าในเมฆหมอก (Cloud Forest)

เมื่อเราเดินเข้ามาในโดม ป่าในเมฆหมอก (Cloud Forest) อย่างแรกที่เจอเลยคือภูเขาสูง 35 เมตรที่มีน้ำตกลงมา โดยเค้าเคลมว่าน้ำตกที่เห็นคือน้ำตกในร่มที่สูงที่สุดในโลก แล้วคือเกือบทั้งโดมคือมันมีหมอกจริงๆ และมีความชื้นหน่อยๆ ทีนี้เราก็เดินตามทางรูทของมันเลย เดินไม่หลงแน่นอน เพราะรูทมันค่อนข้างบังคับให้เดินเด้อ

 

ป่าในเมฆหมอก (Cloud Forest) เค้าจำลองความทรอปิคอล เหมือนเราอยู่ในป่าเขตร้อนชื้นที่ความสูง 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ระหว่างทางที่เราเดินมันจะวนจากข้างล่างแล้วขึ้นไปบนเขา แล้วคือเหมือนอยู่ในโลกอนาคตจริงๆ ดีไซน์ทางเดินสกายวอร์คที่ล้อมรอบภูเขาในโดมคือล้ำมาก ถ่ายรูปมุมไหนก็สวยย

มารีน่า บาร์ราจ (Marina Barrage)

หลายครั้งที่เห็นรูปสนามหญ้าอันกว้างๆ ที่มีเมืองสิงคโปร์เป็นแบล็คกราวด์อยู่ด้านหลังโดยที่เราสามารถเห็นทุกสถานที่ไฮไลท์ของสิงคโปร์ได้ภายในที่เดียว มันมีอยู่ที่เดียวนี่แหละแกร๊ นั่นคือที่ มารีน่า บาร์ราจ (Marina Barrage) อยู่ติดกับ Garden By The Bays เลย

 

บางคนอาจจะไม่รู้ว่าที่ มารีน่า บาร์ราจ (Marina Barrage) คือเขื่อน ตอนแรกไม่รู้ว่า Barrage แปลว่าเขื่อน #ใต้ความง่อยของภาษาอังกฤษตัวเอง 5555555

 

ตัวตึกเค้าทำเป็นพื้นที่สาธารณะ มีพิพิธภัณฑ์ มีสนามหญ้าด้านบนให้คนสิงคโปร์มาใช้เวลาว่างชิลๆกันที่นี่ ซึ่งคนสิงคโปร์เค้าจะชอบมาปั่นจักรยานและเล่นว่าวกัน 5555555 // ถ้าใครสนใจอยากเล่นว่าวตรงนี้ ก็เล่นได้นะ เค้ามีขายตรงนั้นเลย

ย่านไชน่าทาวน์ (Chinatown)

นอกจากรอบๆ มาริน่า เบย์แล้ว มาสิงคโปร์ทั้งที แนะนำให้มาย่านไชน่าทาวน์ (China Town) ด้วย เพราะนอกจากของกินที่เยอะ แถมมีของฝากกระจุ๊กกระจิ๊กที่เราสามารถซื้อฝากที่บ้านแล้ว ที่นี่ยังมี 2 วัด 2 ศาสนาที่สำคัญที่สุดของสิงคโปร์อีกด้วย นั่นคือ วัดศรีมาริอัมมันต์ (Sri Mariamman Temple) และ วัดพระเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple)

 

 

เริ่มแรก ให้เราลองมาเดินตรงถนน Pagoda Street ที่เป็นถนนยาวตรงไป มีตึกรามบ้านช่องที่นี่รู้สึกได้เหมือนอยู่เมืองเก่าภูเก็ต แตกต่างตรงที่ที่นี่สีสันแปลกตามากกว่า รวมถึงมีการห้อยโคมแดงไปมาตามเส้นทางให้รู้สึกได้ .. เอ้ออ เราอยู่ไชน่าทาวน์นะแกร๊ 555555 // ตรงนี้อ่ะ มีร้านขายของฝากเยอะมากเว้ย โดยเฉพาะพวกของกระจุกกระจิกอย่างพวกพวงกุญแจ แม่เหล็ก บลาๆ หากคิดจะซื้อของฝากติดไม้ติดมือ มาที่นี่เยอะสุดและถูกสุดล้าวว

 

หากใครอยากหาของกินในราคาที่ไม่แพง ให้มาตรง Chinatown Food Street เลย มีร้านอาหารหลายเจ้าม๊ากกก ถ้าแนะนำ .. ให้เราเลือกกินร้านอาหารที่เหมือนเป็นซุ้มอาหารตรงกลางถนน ราคาไม่แรง แถมอร่อยด้วย

วัดศรีมาริอัมมันต์ (Sri Mariamman Temple)

หากเดินมาสุดทางของถนน Pagoda Street ตรงไชน่าทาวน์ เราจะเจอกับ วัดศรีมาริอัมมันต์ (Sri Mariamman Temple) เป็นวัดที่ชาวอินเดียทางตอนใต้ที่อพยพมายังสิงคโปร์ สร้างขึ้นเพื่อถวายเจ้าแม่มาริอัมมันต์ ที่เลื่องลือเกี่ยวกับเรื่องการรักษาอาการเจ็บป่วย จนถึงตอนนี้ วัดศรีมาริอัมมันต์ (Sri Mariamman Temple) คือวัดฮินดูที่เก่าแก่สุดในสิงคโปร์เลยแหละ

ตอนผมไปนี่สรุปคือยืนมองแต่ด้านหน้า ไม่ได้เข้าไปแง่ะ เห็นป้ายด้านหน้าทางเข้าเขียนเลยว่า .. ถ้าจะถ่ายรูป ให้ไปซื้อบัตรถ่ายรูป นี่เลยกลัว ไม่เข้าเลยจ้า 55555555555 // แต่เอาจริง นี่ยอมกับความสละสลวยของรูปปั้นแกะสลักตรงทางเข้ามาก คือสวยจริงงง เอาเป็นว่าดูจากด้านหน้าก็พอใจละ

วัดพระเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple)

วัดพระเขี้ยวแก้ว หรือ Buddha Tooth Relic Temple เป็นแลนด์มาร์คสำคัญทางศาสนาของสิงคโปร์ไปเรียบร้อยแล้ว นักท่องเที่ยวคือเยอะม๊าก ถ้ามาไชน่าทาวน์ เราควรแวะมากราบไหว้ขอพรที่วัดนี้เป็นอย่างยิ่ง วัดพระเขี้ยวแก้ว (Buddha Tooth Relic Temple) นั้นเป็นสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์ถังของจีน โดยสร้างเพื่อเป็นที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุ พระเขี้ยวแก้ว ซึ่งทางวัดเค้าจะเก็บไว้ที่ชั้น 4 ซึ่งเราสามารถเดินเข้าไปชมได้

 

ส่วนตัวที่ชอบสุดของวัดนี้คงจะเป็นชั้นหนึ่งที่เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า Dharma Hall โดยวันที่ผมไปคือเหมือนเค้ามีพิธีทางศาสนาตรงกลางโถงต่อหน้าองค์พระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์องค์ต่างๆ ทั้งหมด 8 พระองค์ คือดูขลังและศักดิ์สิทธิ์มากกก

 

นอกจาการไหว้ขอพรแล้ว ที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์อยู่ด้านบนอีกด้วย ใครมีเวลาว่างๆก็ลองเดินดูได้นะ ส่วนผมตอนนั้นรีบๆ เลยเดินสำรวจแต่ด้านล่างชั้นหนึ่ง คือแค่ชั้นนี้ก็สวยมากแล้ววว รอบๆกำแพงห้องโถงนั้น ถูกตกแต่งแกะสลักสวยงาม มีพระพุทธรูปแบบจีนปางค์ต่างๆ คือสวยมากจริงๆเน้อ // ทั้งหมดนี้ก็คือที่เที่ยวย่านไชน่าทาวน์นั่นเอง

สะพานอัลคาฟ (Alkaff Bridge)

สะพานอัลคาฟ (Alkaff Bridge) ตั้งอยู่แถวๆย่านโรเบิร์ตสันคีย์ (Robertson Quay) ไม่ไกลจากสวนสาธารณะฟอร์ทแคนนิง (Fort Canning Park) มากนัก ถือเป็นแลนด์มาร์คคิวท์ๆ สีสันสดใส รูปร่างเหมือนกับเรือที่สร้างข้ามแม่น้ำเชื่อมสองฝั่งให้คนสิงคโปร์เดินหรือปั่นจักรยานข้ามกันไปมา แนะนำให้มาถ่ายรูปดู หลายคนต้องถามแน่นอนว่ามันอยู่ไหน๊ 55555555

 

ฟอร์ทแคนนิง (Fort Canning)

ฟอร์ทแคนนิง (Fort Canning) เป็นเนินเขากลางเมืองสิงคโปร์ที่ล้อมรอบด้วยย่านสำคัญ ถือเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ก่อนมีประเทศสิงคโปร์อีก โดยคนมาเลย์ยุคก่อนเรียกเนินแห่งนี้ว่า เนินต้องห้าม (Bukit Larangan หรือ Forbidden Hill) เพราะเคยเป็นที่เผาศพของเจ้าครองนคร สิงหปุระ​ และเค้าบอกกันว่าเฮี้ยน! (อ่านมาในเน็ต แล้วแต่วิจารณญาณคนนะก๊ะ) ต่อมา เซอร์ สแตมฟอร์ด ราฟเฟิล (Sir Stamford Raffles) ผู้ครองอาณานิคมและผู้ก่อตั้งเมืองสิงคโปร์ก็มาสร้างบ้านพักที่นี่ด้วย แถมที่นี่ยังเคยเป็นหลุมหลบภัย (Battle Box) ตอนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย

 

จริงๆ การมาเที่ยว ฟอร์ทแคนนิง (Fort Canning) ไฮไลท์หลักเลยคือ เราจะมาดูและถ่ายรูปชิคๆ ตรงอุโมงค์ทางเดินที่เรียกว่า Underground Crossing กัน สามารถปักหมุดชื่อนี้ใน Google Map ได้เลย ส่วนสถานีรถไฟ MRT ที่ใกล้ที่สุดคือ สถานี Dhoby Ghaut

Underground Crossing มันจะอยู่เหนือของสวนสาธารณะฟอร์ทแคนนิง หน่อยๆ เมื่อไปถึง .. เราจะเจอแต่คนไทยมาถ่ายรูป (ตอนที่ไปมีแต่คนไทยจริงๆ หลายกรุ๊ปมาก 55555555555) แนะนำให้ใช้เลนส์ถ่ายรูปที่กว้างที่สุด แล้วถ่ายจากพื้นเพื่อให้เห็นมุมสวยๆ ที่เสยขึ้นไปด้านบน มุมฮิตคนไทยเลยจ้า ฮี่ฮี่

 

 

ถ่ายรูปเสร็จ เราจะเดินเล่นสวนสาธารณะฟอร์ทแคนนิง (Fort Canning Park) ก็ได้นะ ถ้าอากาศไม่ร้อน ที่นี่ก็ถือเป็นสวนสาธารณะที่เดินได้แบบชิลๆ มีพิพิธภัณฑ์และอะไรหลายอย่างให้เราสำรวจเหมือนกัน

MICA Building

MICA Building เป็นตึกที่สะดุดตาม๊าก เราเลยจะเดินผ่านถ่ายรูปสวยๆกับหน้าต่างสีรุ่งกันซักหน่อย ซึ่งตึกนี้เคยเป็นอาคารกองบัญชาการตำรวจที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ จนตอนนี้กลายมาเป็นอาคารกระทรวงวัฒนธรรมชุมชนและเยาวชน โดยหน้าต่างสีรุ้งทั้งหมดที่เห็นนั้นมีจำนวน 927 บานแน่ะ (โคตรเยอะ) ซึ่งเราสามารถมาเดินดูตึกที่นี่ได้ง่ายๆเลย อยู่ข้างๆกับ สวนสาธารณะฟอร์ทแคนนิง (Fort Canning Park) กับ คลาร์กคีย์ (Clarke Quay) เลยแหละ

 

คลาร์กคีย์ (Clarke Quay)

คลาร์กคีย์ (Clarke Quay) เป็นอีกหนึ่งย่านที่สำคัญของสิงคโปร์ เคยเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสินค้าตอนที่ท่าเรือหลักยังอยู่ที่นี่ ทีนี้พื้นที่เริ่มไม่พอ แม่น้ำสิงคโปร์ก็สกปรกเกินกว่าจะรับไหว เค้าเลยย้ายศูนย์กลางท่าเรือไปไว้ที่ใหม่ แล้วทำที่นี่ใหม่ทั้งหมด โดยการแปลงคลังสินค้ากลายเป็นร้านอาหาร บาร์ และศูนย์การค้าในปัจจุบันนี่แหละ

 

สำหรับขานั่งชิล แนะนำให้มา ย่านคลาร์กคีย์ (Clarke Quay) เพราะปัจจุบันที่นี่กลายเป็นย่านนั่งชิล เที่ยวกลางคืนที่คึกคักมากที่สุดของสิงคโปร์เลยแกร๊ บาร์เยอะ ร้านอาหารเยอะ แต่ราคาก็เยอะและแรงเช่นกัน 55555555

 

 

ใครจะมาชิลๆก็มานั่งจิบเบียร์เย็นๆ เคลิ้มกับบรรยากาศของเมืองท่าเก่าของสิงคโปร์ได้เลย หรือถ้าใครอยากเสียวๆ ลองมาเล่น The Reverse Bungee เสียวจนฉี่ไหลแน่นวล (นี่ไม่ได้เล่นนะ ไม่กล้า 555)

และทั้งหมดนี้คือทริปสิงคโปร์ของผม
แล้วทริปสิงคโปร์ของคุณเป็นยังไงบ้าง ❤

สำหรับใครที่กำลังมองหาโรงแรม
ผมมีจัดลิสโรงแรม-ที่พักในสิงคโปร์ไว้
ยังไงลอง คลิก ดูได้เลย

kotzhul@gmail.com

A world explorer and a gym addict who was born in 1990

NO COMMENTS

POST A COMMENT