เบิร์น (Bern) ใครที่อยากเห็นสวิตเซอร์แลนด์ในมุมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแบบชัดๆ อยากให้ปักหมุดมาเมืองหลวงของสวิสเมืองนี้ให้ได้สักครั้ง เพราะที่นี่ไม่ได้ขายความหวือหวาแบบเมืองใหญ่ แต่ขายเสน่ห์ของเมืองเก่าที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี อาคารหินทรายสีอุ่นๆ ถนนสายยาวใต้ซุ้มอาเขต น้ำพุเก่าแก่ หอนาฬิกา และแม่น้ำอาเร (Aare River) สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่โอบล้อมเมืองเอาไว้ ทำให้เบิร์นเป็นเมืองที่เดินแล้วรู้สึกเหมือนค่อยๆ ย้อนเวลากลับไปยุคกลางแบบเนียนๆ
รีวิวนี้ก๊อตจะพาทุกคนมาเดินเที่ยวเบิร์นแบบเก็บแลนด์มาร์คหลักในเมืองเก่า ตั้งแต่ อาคารรัฐสภาสวิตเซอร์แลนด์ (Federal Palace), ย่านเมืองเก่าเบิร์น (Old Town of Bern), หอนาฬิกาดาราศาสตร์ (Zytglogge Clock Tower), บ้านของไอน์สไตน์ (Einstein House), สวนหมี (Bear Park) ไปจนถึงมหาวิหารเบิร์น (Bern Münster) เมืองนี้อาจไม่ได้ตะโกนความสวิสใส่เราตั้งแต่แรกเห็น แต่ยิ่งเดิน ยิ่งมอง ยิ่งรู้สึกว่ามีรายละเอียดซ่อนอยู่เยอะมาก
รีวิวเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์🇨🇭♥️
- Zurich (ซูริค)
- Bern (เบิร์น)
- Lucerne (ลูเซิร์น)
- Interlaken (อินเทอร์ลาเคิน) + แนะนำที่พักในอินเทอร์ลาเคิน
- Lake Brienz (ทะเลสาบเบรียนซ์)
- Giessbach Falls (น้ำตกกีสบาค)
- Iseltwald (อิเซิลท์วัลด์)
- Lauterbrunnen (เลาเทอร์บรุนเนน)
- Gimmelwald (กิมเมลวาลด์)
- Mürren (เมอร์เรน)
- Jungfraujoch (ยอดเขาจุงเฟรายอค)
- Mount Rigi (ภูเขาริกิ)
- Montreux (มองเทรอซ์)
- Lausanne (โลซานน์)
- Vevey (เวอแว)
- Rapperswil (ราพเพอร์สวิล)
รู้จักเบิร์น (Bern)
เบิร์น (Bern) เมืองหลวงเชิงพฤตินัยของสวิตเซอร์แลนด์ หรือที่ในทางการมักเรียกว่า “Federal City” เพราะเป็นที่ตั้งของรัฐสภา รัฐบาลกลาง และหน่วยงานสำคัญของประเทศ เมืองนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอาเร (Aare River) ทางภาคตะวันตกตอนกลางของสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นหนึ่งในเมืองที่ยังเก็บโครงสร้างเมืองยุคกลางไว้ได้สมบูรณ์มาก จนย่านเมืองเก่าเบิร์นได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1983
เมืองเบิร์นถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1191 โดยเบอร์โธลด์ที่ 5 ดยุกแห่งแซห์ริงเงิน (Berthold V, Duke of Zähringen) บนพื้นที่โค้งของแม่น้ำอาเร ซึ่งทำเลตรงนี้ดีมากในเชิงป้องกันเมือง เพราะมีแม่น้ำโอบล้อมเหมือนเป็นกำแพงธรรมชาติ โดยที่มาของชื่อเมืองมีตำนานเล่าว่า เบอร์โธลด์ที่ 5 ตั้งใจจะตั้งชื่อตามสัตว์ตัวแรกที่ล่าได้ และสัตว์ตัวนั้นก็คือ “หมี” หรือ Bär ในภาษาเยอรมัน หมีเลยกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของ Bern ที่เราจะเห็นแทรกอยู่ทั่วเมือง ตั้งแต่น้ำพุ ธง ไปจนถึงสวนหมีที่ก๊อตจะพาไปต่อในรีวิวนี้นั่นเอง
เมื่อราชวงศ์แซห์ริงเงินสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1218 เบิร์น (Bern) ได้รับสถานะเป็นเมืองจักรวรรดิอิสระ (Free Imperial City) จากนั้นเมืองก็เริ่มขยายอำนาจด้วยการครอบครองดินแดนโดยรอบ และกลายเป็นรัฐอิสระที่มีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1353 เบิร์น (Bern) ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธรัฐสวิส (Swiss Confederation) และไม่นานก็กลายเป็นผู้นำสำคัญของสมาพันธรัฐแห่งนี้
เสน่ห์ของเบิร์น (Bern) สำหรับก๊อตคือเมืองนี้พยายามเลือกเก็บความเก่าไว้อย่างมีเทสต์ เพราะหลังเหตุไฟไหม้ใหญ่ในปี ค.ศ. 1405 เมืองถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยหินทราย ซึ่งกลายเป็นภาพจำของอาคารในเมืองเก่าที่เราเห็นทุกวันนี้ พอเดินอยู่ใต้ซุ้มอาเขตยาวๆ แล้วมองไปเห็นหอนาฬิกาดาราศาสตร์ (Zytglogge Clock Tower) กับยอดแหลมของมหาวิหารเบิร์น (Bern Münster) โผล่ขึ้นมาเป็นระยะ มันเป็นเมืองที่ให้ฟีลยุโรปยุคกลางแบบจับต้องได้จริงๆ ใครชื่นชอบบรรยากาศเหล่านี้ ปักหมุดมาเที่ยวเบิร์นได้เลย แล้วเราจะหลงรักเมืองหลวงแห่งนี้แน่นอน
การเดินทางไปเบิร์น (Bern)
การเดินทางมา เบิร์น (Bern) ถือว่าง่ายมาก เพราะเมืองนี้เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อรถไฟสำคัญของสวิตเซอร์แลนด์ สถานีหลักคือ Bern Bahnhof ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากย่านเมืองเก่า พอลงรถไฟแล้วสามารถเดินต่อไปยัง อาคารรัฐสภาสวิตเซอร์แลนด์ (Federal Palace), ย่านเมืองเก่าเบิร์น (Old Town of Bern), หอนาฬิกาดาราศาสตร์ (Zytglogge Clock Tower) และถนน Kramgasse ได้เลย หรือถ้าไม่อยากเดินเยอะ ก็ใช้รถรางและรถบัสในเมืองต่อได้สะดวกมาก
ถ้าเริ่มจาก ซูริค (Zurich) สามารถนั่งรถไฟตรงมาเบิร์นได้ประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ ส่วนใครที่มาจาก อินเทอร์ลาเคิน (Interlaken), ลูเซิร์น (Lucerne), โลซานน์ (Lausanne) หรือ มองเทรอซ์ (Montreux) ก็สามารถต่อรถไฟเข้ามาได้ไม่ยาก สำหรับก๊อต เบิร์นเป็นเมืองที่เหมาะมากกับการจัดเป็นเดย์ทริป แต่ถ้าใครอยากเดินเมืองเก่าแบบไม่รีบ หรืออยากเก็บพิพิธภัณฑ์ คาเฟ่ และวิวริมแม่น้ำอาเรให้ครบขึ้น การค้างสักคืนก็เป็นตัวเลือกที่ดีเหมือนกัน
เที่ยวเบิร์น (Bern) กี่วันดี?
ถ้าอยากเก็บแลนด์มาร์คหลักในเมืองเก่า เบิร์น (Bern) สามารถเที่ยวแบบครึ่งวันถึงหนึ่งวันได้ โดยเฉพาะรูทที่เที่ยวตามรีวิวนี้ ที่สามารถเดินต่อกันได้ค่อนข้างลื่น แต่ถ้าอยากเดินแบบไม่รีบ ก๊อตแนะนำให้ให้เวลาอย่างน้อย 1 วันเต็ม เพราะเสน่ห์ของเบิร์นไม่ได้อยู่แค่การเช็กอินทีละจุด แต่อยู่ที่บรรยากาศระหว่างทางด้วย
ส่วนใครที่เป็นสายมิวเซียม ชอบคาเฟ่ หรืออยากนั่งเล่นริมแม่น้ำอาเรแบบชิลๆ ก๊อตว่าเราค้างซัก 1 คืน กำลังดีมาก เราจะมีเวลาเห็นเมืองตอนเช้าหรือเย็น ซึ่งเป็นช่วงที่แสงตกบนอาคารหินทรายแล้วสวยมาก แถมเมืองเก่าเบิร์นตอนคนบางลงก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ เป็นเมืองที่ยิ่งเดินช้า ยิ่งเห็นรายละเอียดเยอะจริงๆ
เที่ยวให้คุ้มและเดินทางง่ายขึ้นด้วย Swiss Travel Pass
ใครที่แพลนเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์หลายเมือง ก๊อตแนะนำให้ลองเช็ก Swiss Travel Pass ไว้ตั้งแต่ก่อนบินเลย เพราะพาสนี้ช่วยให้การเดินทางด้วยรถไฟ บัส เรือ และระบบขนส่งสาธารณ์ในหลายเมืองทั่วสวิสได้ง่ายขึ้นมาก ไม่ต้องคอยซื้อตั๋วแยกทีละขาให้ปวดหัว เหมาะสุดๆ กับทริปที่ใช้รถไฟเป็นหลัก หรือมีเดย์ทริปหลายวัน
นอกจากเรื่องเดินทางแล้ว Swiss Travel Pass ยังใช้กับรถไฟชมวิวพาโนรามาหลายเส้นทาง เช่น Glacier Express, Bernina Express, GoldenPass Express และ Gotthard Panorama Express โดยบางขบวนอาจต้องจองที่นั่งหรือจ่ายเพิ่มในราคาพิเศษ นอกจากนี้ พาสเองยังรวมค่าเข้าพิพิธภัณฑ์กว่า 500 แห่งทั่วสวิตเซอร์แลนด์ และยังใช้ขึ้นภูเขาบางแห่งได้ฟรี เช่น Rigi, Stanserhorn และ Stoos ส่วนยอดเขา/กระเช้าอีกหลายแห่งมักมีส่วนลดให้ตามเงื่อนไขที่ถูกกว่าปกติด้วยนะ
ถ้ารูทของเราเที่ยวหลายเมือง นั่งรถไฟบ่อย นั่งเรือด้วย หรือมีแพลนเข้ามิวเซียม ก๊อตว่าพาสนี้มีโอกาสคุ้มและช่วยให้ทริปสวิตเซอร์แลนด์ไหลลื่นขึ้นเยอะมาก แนะนำให้ลองเทียบราคากับรูทของตัวเองก่อนซื้อได้เลย ตัวเลือกพาสมีให้ซื้อหลากหลาย ทั้งแบบพาสแบบต่อเนื่อง 3, 4, 8 หรือ 15 วัน หรือแบบยืดหยุ่นสำหรับการใช้ตามจำนวนวันในเวลาที่กำหนด และที่สะดวกสุดเลยก็คือ เค้าพาสแบบ E-Ticket ที่สามารถใช้บัตรผ่านมือถือได้แบบสบายๆ บอกเลยโคตรจะดี
> เช็คราคาและซื้อ Swiss Travel Pass [ผ่าน Klook] / [ผ่าน KKday] / [ผ่าน GetYourGuide]
ใช้ Swiss Travel Pass ในเบิร์น (Bern) อะไรได้บ้าง?
สำหรับเบิร์น (Bern) เอง Swiss Travel Pass ถือว่าเป็นพาสที่ใช้ได้สะดวกมาก โดยเฉพาะใครที่วางแพลนเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์แบบหลายเมือง เพราะเบิร์นตั้งอยู่ค่อนข้างกลางประเทศและเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อรถไฟที่ดีมากของสวิส ไม่ว่าจะต่อไปซูริค (Zurich), ลูเซิร์น (Lucerne), อินเทอร์ลาเคิน (Interlaken), โลซานน์ (Lausanne), มงเทรอซ์ (Montreux) หรือเมืองอื่นๆ ก็ทำได้ง่าย ซึ่งถ้าซื้อตั๋วรถไฟแยกเป็นขาๆ ค่าเดินทางรวมกันแล้วไม่เบาเลย การมี Swiss Travel Pass เลยช่วยให้ทริปไหลลื่นขึ้นและคุมภาพรวมค่าเดินทางได้ง่ายกว่า
สิ่งที่ใช้ Swiss Travel Pass ในเบิร์นได้
- ใช้เดินทางด้วยรถไฟเข้า-ออกเบิร์นได้สะดวก ไม่ว่าจะมาจากซูริค (Zurich), ลูเซิร์น (Lucerne), อินเทอร์ลาเคิน (Interlaken), โลซานน์ (Lausanne), มงเทรอซ์ (Montreux) หรือเมืองอื่นๆ ในสวิตเซอร์แลนด์
- ใช้รถราง รถบัส และขนส่งสาธารณะในเมืองเบิร์นได้ ตามเส้นทางที่อยู่ในเงื่อนไขของพาส เหมาะกับคนที่อยากเที่ยวเมืองเก่าแล้วต่อไปโซนอื่นๆ ของเมืองแบบไม่ต้องซื้อตั๋วแยก
- ใช้เป็นพาสหลักสำหรับเดย์ทริป จากเบิร์นไปเมืองรอบๆ ได้ง่ายขึ้น เพราะเบิร์นอยู่ค่อนข้างกลางประเทศและต่อรถไฟไปหลายเมืองสำคัญได้สะดวกมาก
- ใช้เข้าชมพิพิธภัณฑ์กว่า 500 แห่งทั่วสวิตเซอร์แลนด์ได้ฟรี รวมถึงมิวเซียมในเบิร์นที่ร่วมรายการ เช่น Zentrum Paul Klee และ Kunstmuseum Bern ซึ่งช่วยเพิ่มความคุ้มให้พาสได้เยอะมากสำหรับสายมิวเซียม
สำหรับก๊อต Swiss Travel Pass จะเหมาะมากถ้าเราไม่ได้มาเบิร์นแค่ครึ่งวันแล้วกลับ แต่ใช้เบิร์นเป็นหนึ่งในเมืองหลักของทริปสวิตเซอร์แลนด์ หรือใช้เป็นจุดต่อไปเมืองอื่นๆ หลายวัน เพราะค่าเดินทางรถไฟในสวิสถ้าซื้อแยกหลายขา รวมกันแล้วสูงได้ง่ายมาก แถมถ้าเราใช้สิทธิ์ขนส่งในเมืองและเข้ามิวเซียมร่วมด้วย พาสนี้ก็ยิ่งช่วยดึงความคุ้มขึ้นมาได้อีกเยอะ แนะนำให้ลองเทียบกับรูทของตัวเองก่อนซื้อว่าคุ้มกับเรามั้ย
แต่ถ้าใครตั้งใจมาเบิร์นแค่เดินเมืองเก่าอย่างเดียว หลายจุดสามารถเดินถึงกันได้ และถ้าเราพักโรงแรมในเมืองบางแห่งอาจได้รับ Bern Ticket สำหรับใช้ขนส่งสาธารณะในเมืองด้วย ดังนั้นก๊อตแนะนำให้เทียบกับรูทของตัวเองก่อนว่า Swiss Travel Pass คุ้มกับทั้งทริปไหม ไม่ใช่ดูแค่ในเมืองเบิร์นอย่างเดียว
> เช็คราคาและซื้อ Swiss Travel Pass [ผ่าน Klook] / [ผ่าน KKday] / [ผ่าน GetYourGuide]
เริ่มเที่ยว เบิร์น (Bern) กันเล้ยย
อาคารรัฐสภาสวิตเซอร์แลนด์ (Federal Palace)
สำหรับที่เที่ยวแรกในเบิร์น (Bern) ที่ก๊อตเลือกมาเยือนก็คือ อาคารรัฐสภาสวิตเซอร์แลนด์ (Federal Palace) จุดเด่นของที่นี่คงหนีไม่พ้นสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอเรอเนสซองส์อันงดงามที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง ใครที่เคยอ่านรีวิวเบิร์นผ่านตา แล้วเห็นภาพของอาคารหลังใหญ่ที่โดดเด่นด้วยโดมสีเขียวบนหลังคาสีทองนั้น อาคารหลังนั้นก็คือ อาคารรัฐสภาสวิตเซอร์แลนด์ หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเบิร์นเลยก็ว่าได้
อาคารรัฐสภาสวิตเซอร์แลนด์ แห่งนี้ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1894 และเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1902 ภายใต้การออกแบบของ ฮันส์ วิลเฮล์ม เอาเออร์ (Hans Wilhelm Auer) สถาปนิกชาวสวิส ที่เลือกใช้วัสดุก่อสร้างจากภายในประเทศถึง 95% เพื่อสะท้อนถึงความเป็นเอกภาพและความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสวิตเซอร์แลนด์ให้กับผู้คนได้เห็น ตัวอาคารแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ ปีกตะวันตก (West Wing), ปีกตะวันออก (East Wing) และอาคารรัฐสภากลาง (Parliament Building) โดยโดมสีเขียวที่เตะตาเรามาแต่ไกลนั้น ถือเป็นจุดไฮไลท์ที่ดึงดูดสายตาผู้คนเลย
ปัจจุบัน อาคารรัฐสภาสวิตเซอร์แลนด์ (Federal Palace) สามารถเข้าชมด้านในได้ผ่าน guided tour ตามรอบที่เปิดให้จอง แต่แนะนำให้เช็กตารางและจองล่วงหน้าจากเว็บ Swiss Parliament ก่อนเดินทางนะ เพราะรอบทัวร์ไม่ได้เปิดตลอดเวลา และก่อนเข้าชมจะมีขั้นตอนตรวจความปลอดภัย รวมถึงต้องใช้เอกสารยืนยันตัวตนด้วย ส่วนทริปนี้ก๊อตไม่ได้เข้าไปด้านในอาคารรัฐสภา จุดหมายหลักของเราคือบริเวณด้านหลังอาคาร หรือ Bundesterrasse ซึ่งเป็นลานระเบียงชมวิวที่สามารถมองเห็นแม่น้ำอาเร (Aare River) และเมืองเบิร์นจากมุมสูงได้สวยมาก


สำหรับจุดชมวิวด้านหลังอาคารรัฐสภาวิวนี้ จะเป็นลานระเบียงขนาดใหญ่เปิดโล่งยื่นหน้าออกไปยังวิวเมืองที่คนเค้ามาเล่นกิจกรรมอย่างพวกเปตอง ไม่ก็หมากรุกยักษ์บนพื้นด้วยกัน โดยตรงนี้ถือเป็นจุดชมวิวที่สวยมากที่สุดสำหรับก๊อต เพราะนอกจากเราจะได้มานั่งพักผ่อนบนเก้าอี้ที่ตั้งเรียงรายริมระเบียงแล้ว ยังได้ชมวิวพาโนราม่าของแม่น้ำอาเร (Aare River) สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ ที่ไหลคดเคี้ยวผ่านบ้านเรือนและอาคารเก่าแก่ ท่ามกลางฉากหลังของต้นไม้สีเขียวและท้องฟ้าอันสดใส มันเป็นบรรยากาศที่เงียบสงบแบบที่นั่งเฉยๆ ก็เหมือนได้พักไปทั้งใจ






ซึ่งก๊อตเองก็อยู่เก็บภาพวิวและถ่ายบรรยากาศรอบๆ อาคารรัฐสภาสวิตเซอร์แลนด์ กันอยู่สักพัก จากนั้นเราก็เดินกลับออกมา ซึ่งส่วนตัวนั้น แอบเสียดายที่ไม่ได้เข้าไปด้านใน เพราะจากที่เห็นสถาปัตยกรรมด้านนอกตัวอาคาร ก็พอเดาได้เลยว่าด้านในนั้นจะต้องอลังการกว่าเยอะมาก แต่ด้วยความที่เวลาเรามีจำกัด การได้เดินเก็บภาพรอบๆ ก็ถือว่าโอเคแล้ว ใครอยากมาเช็คอินว่ามาถึงเบิร์นแล้ว ยังไงก็ต้องมาที่นี่ เพราะนอกจากจะได้สัมผัสกับสถาปัตยกรรมสุดคลาสสิกแล้ว เรายังได้ดื่มด่ำกับวิวเมืองและธรรมชาติที่โอบล้อมไว้อย่างลงตัว เป็นอีกหนึ่งมุมสงบๆ ที่ควรแวะมานั่งปล่อยใจและซึมซับบรรยากาศเป็นที่สุด




ย่านเมืองเก่าเบิร์น (Old Town of Bern)
ย่านเมืองเก่าเบิร์น (Old Town of Bern) คือหัวใจของเมืองที่ก๊อตว่าใครมาเที่ยวเมือง ต้องเผื่อเวลาเดินให้จริงจังหน่อย เพราะย่านนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1983 และยังคงเก็บผังเมืองยุคกลาง อาคารหินทราย น้ำพุเก่าแก่ หอนาฬิกา และซุ้มอาเขต (Lauben) ที่ทอดยาวรวมกันราว 6 กิโลเมตรเอาไว้ได้อย่างดีมาก เดินแล้วรู้สึกเหมือนเมืองทั้งเมืองถูกออกแบบมาให้เราใช้เวลาซึมซับบรรยากาศสวยๆ ของเมืองแบบช้าๆ นั่นเอง
สำหรับใครที่อยากเดินเที่ยว เมืองเก่าเบิร์น (Old Town of Bern) แบบง่ายที่สุด ก๊อตแนะนำให้เริ่มต้นจากฝั่งใกล้สถานีรถไฟหลัก แล้วค่อยๆ เดินตรงไปตามถนนเส้นหลักอย่าง Kramgasse ที่ทอดผ่านใจกลางเมืองเก่า เส้นทางนี้จะพาเราเดินผ่าน หอนาฬิกาดาราศาสตร์ (Zytglogge Clock Tower) ที่เปรียบเสมือนหัวใจของเมืองเก่า แล้วต่อเนื่องไปจนเกือบสุดปลายแหลมของเมืองใกล้กับสวนหมี
ซึ่งถนนเส้นหลักนั้น ตลอดสองฝั่งถนนเต็มไปด้วยอาคารหินทรายคลาสสิก น้ำพุเก่าแก่ตั้งเรียงราย ร้านค้า คาเฟ่ และซอกซอยเล็กๆ ที่ชวนให้แวะตลอดทาง จะเดินช้าๆ ถ่ายรูป หยุดจิบกาแฟ หรือแวะร้านขายของฝากก็เลือกได้ตามใจเลย อย่างก๊อตเองก็เดินตรงไปตามถนนเส้นนี้ที่ถือเป็นเส้นหลักของเมืองเก่าเบิร์น และมีบ้างที่แวะเข้าตรอกซอกซอยต่างๆ ที่สนใจจนสุดปลายทางที่สวนหมีนั่นเอง




ถ้าคิดว่ารีวิวนี้มีประโยชน์ เลี้ยงกาแฟก๊อตซักแก้วได้นะครับ 😆💙
จะได้มีแรงใจทำรีวิวออกมาให้ทุกคนได้อ่านเรื่อยๆ ครับ
นอกจากอาคารบ้านเรือนที่สะท้อนสถาปัตยกรรมยุคกลางแล้ว ไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาดในย่านเมืองเก่านี้ คือ หอนาฬิกาดาราศาสตร์ (Zytglogge Clock Tower) ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ซึ่งยังคงเดินหน้าทำงานอย่างแม่นยำ และที่สำคัญ ไม่ว่าเราจะเดินไปมุมไหนของเมือง เราก็มักจะเห็นยอดแหลมสูงเสียดฟ้าของ มหาวิหารเบิร์น (Bern Cathedral) โผล่มาทักทายอยู่เสมอ ซึ่งความอลังการของทั้งสองที่นี้ ก๊อตมีเรื่องเล่าแบบเจาะลึกแยกไว้ให้ต่างหากเลย
อีกหนึ่งจุดที่สะดุดตาก๊อตไม่แพ้กัน และอยากให้ทุกคนได้สังเกตเมื่อเราเดินเล่นในเมืองเก่า คือน้ำพุแห่งเบิร์น ซึ่งจะเป็นน้ำพุรูปปั้นต่างๆ ในท่าทางที่ต่างกันออกไป โดยน้ำพุที่มีชื่อเสียงในเมืองเก่าเบิร์นนั้นจะพบเห็นได้ตลอดแนวถนนสายหลักของเมืองเก่า ไม่ว่าจะเป็นบน Kramgasse, Marktgasse หรือถนนเส้นอื่นๆ และถ้าเรามองดีๆ ที่รูปปั้นบนน้ำพุ เราจะเห็นว่าแต่ละตัวแฝงเรื่องราวเอาไว้ด้วย อย่างน้ำพุรูปปั้น Kindlifresserbrunnen ซึ่งเป็นรูปปั้นยักษ์กินเด็ก คนเค้าเชื่อกันว่าเป็นการเตือนเด็กๆ ให้ประพฤติตัวดีๆ นั่นเอง





หอนาฬิกาดาราศาสตร์ (Zytglogge Clock Tower)
หอนาฬิกาดาราศาสตร์ (Zytglogge Clock Tower) คือหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญที่ไม่ควรพลาดเมื่อมายังย่านเมืองเก่าเบิร์น (Old Town of Bern)โดยหอนาฬิกาแห่งนี้ ในอดีตเคยเป็นประตูเมืองมาก่อน แต่เมื่อมีการสร้างประตูเมืองแห่งใหม่ขึ้นมา หอนาฬิกาดาราศาสตร์ จึงได้ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายมาเป็นหอนาฬิกาบอกเวลาแก่ชาวเมือง พร้อมทั้งมีการติดตั้งนาฬิกาดาราศาสตร์อันซับซ้อนเข้าไปอีกด้วย
โดย หอนาฬิกาดาราศาสตร์ (Zytglogge Clock Tower) สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 13 (ประมาณปี ค.ศ. 1218-1220) โดยช่วงแรกถูกใช้เป็นประตูเมืองด้านตะวันตกของเบิร์น ปัจจุบันตัวหอคอยมีความสูงรวมประมาณ 54.5 เมตร นับจากพื้นถึงยอดแหลม ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนการใช้งานของหอนาฬิกาอยู่หลายครั้ง ทั้งให้เป็น หอคอยเฝ้าระวัง และเรือนจำสำหรับผู้หญิง แต่ภายหลังเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1405 ซึ่งทำลายโครงสร้างเดิมไปเกือบทั้งหมด หอนาฬิกาแห่งนี้จึงได้รับการบูรณะใหม่ และติดตั้งนาฬิกาดาราศาสตร์เข้าไปในช่วงปี ค.ศ. 1527-1530 โดยช่างนาฬิกาฝีมือเยี่ยมนั่นเอง


จุดเด่นของ หอนาฬิกาดาราศาสตร์ (Zytglogge Clock Tower) คือหน้าปัดนาฬิกาดาราศาสตร์ที่ติดตั้งอยู่บนตัวหอคอย และโชว์ตุ๊กตากลไกที่จะเริ่มขยับในช่วงไม่กี่นาทีก่อนครบชั่วโมง โดยจะมีทั้งไก่ทอง ตัวตลก หมี และ Cronos เทพแห่งกาลเวลาออกมาเป็นส่วนหนึ่งของโชว์เล็กๆ ที่ทำให้คนมายืนรอกันเต็มหน้าหอคอยทุกชั่วโมง ความน่ารักคือมันไม่ได้เป็นโชว์ที่อลังการแบบสวนสนุก แต่เป็นความเก่าแก่ที่ยังทำงานอยู่จริง และเข้ากับบรรยากาศเมืองยุคกลางของ Bern มาก
สำหรับใครที่อยากชมความอลังการจากภายในหอนาฬิกา สามารถซื้อทัวร์เพื่อเข้าไปเยี่ยมชมได้ โดยทัวร์จะพาเราไปเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของหอคอย และการทำงานของนาฬิกาดาราศาสตร์ พร้อมทั้งพาไปยังจุดชมวิวด้านบน ที่เราจะได้ดื่มด่ำกับวิวของเมืองเบิร์นจากมุมสูงได้แบบพาโนราม่าเลย ส่วนบริเวณรอบๆ หอนาฬิกาดาราศาสตร์ นั้น รายรอบด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินจับจ่ายซื้อของกันให้ขวัก ซึ่งก๊อตเองได้เก็บภาพหอนาฬิกาพร้อมถ่ายรูปมาคู่กันมาพอหอมปากหอมคอ ถือเป็นอีกจุดเช็คอินว่าเรามาถึงเมืองบิร์นแล้วจริงๆ
บ้านของไอน์สไตน์ (Einstein House / Einsteinhaus)
หากใครอยากสัมผัสบรรยากาศบ้านพักของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ต้องไม่พลาดมาที่ บ้านของไอน์สไตน์ (Einstein House / Einsteinhaus) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นห้องพักของไอน์สไตน์และครอบครัว แต่ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้รับการปรับปรุงให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่เปิดให้ผู้คนได้เข้ามาเรียนรู้และซึมซับบรรยากาศในยุคที่เค้าเคยอาศัยอยู่ที่นี่
สำหรับ บ้านของไอน์สไตน์ (Einstein House / Einsteinhaus) นั้น เป็นห้องเช่าในชั้น 2 ของอพาร์ตเมนต์บนถนน Kramgasse 49 ในย่านเมืองเก่าของเบิร์น (Old Town of Bern) โดยไอน์สไตน์ มิเลวา ภรรยา และฮันส์ ลูกชายของเขา ได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่อพาร์ตเมนต์แห่งนี้ในปี ค.ศ. 1903 และอาศัยอยู่จนถึงปี ค.ศ. 1905 ซึ่งเป็นช่วงที่ไอน์สไตน์ดำรงตำแหน่งในสำนักงานสิทธิบัตรสวิส (Swiss Federal Patent Office) โดยช่วงเวลาที่เขาอาศัยอยู่ที่นี่จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ และทำให้ห้องพักแห่งนี้กลายเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในชีวิตของไอน์สไตน์เลย
เวลาผ่านไปนับร้อยปี ห้องพักแห่งนี้ได้รับการฟื้นฟูในปี ค.ศ. 2015 โดย European Physical Society และ American Physical Society ซึ่งได้ร่วมกันสร้าง บ้านของไอน์สไตน์ (Einstein House / Einsteinhaus) ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ภายในอาคารถูกปรับปรุงให้มีบรรยากาศเหมือนในอดีต โดยตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ย้อนยุคและการจัดวางข้าวของต่างๆ ให้ใกล้เคียงกับสมัยที่ไอน์สไตน์อาศัยอยู่ นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงบันทึก บทความ และเอกสารสำคัญที่ไอน์สไตน์เขียนขึ้นขณะอยู่ในเบิร์นให้เราได้เห็นและศึกษากันแบบใกล้ชิด จนที่นี่กลายมาเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองที่ผู้คนมาตามรอยกันพรึ่บพรั่บ
โดยบรรยากาศตอนที่ก๊อตไปนั้น บริเวณชั้นล่างสุดจะเป็นร้านขายของที่ระลึก ที่เต็มไปด้วยสินค้าที่เกี่ยวข้องกับไอน์สไตน์ ทั้งรูปปั้น โปสการ์ด สมุด ตุ๊กตา และของอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีคาเฟ่ไอน์สไตน์เปิดอยู่ด้วย แต่แอบบอกว่าคนมหาศาลมาก คือที่เราเห็นเค้ายืนออกันอยู่หน้าร้าน นั่นเพราะว่าเค้ารอคิวเข้าไปด้านในคาเฟ่กันนั่นเอง
ส่วนใครที่อยากขึ้นไปดูห้องพักของไอน์สไตน์นั้น เราจะต้องเดินผ่านบันไดวนเก่าเพื่อขึ้นไปยังชั้นสอง ซึ่งระหว่างที่เดินขึ้นไปนั้น ก๊อตก็จินตนาการไปว่า นี่เรากำลังเดินขึ้นบันไดเดียวกับที่ไอน์สไตน์เค้าใช้ขึ้นลงทุกวันเลยนะเนี่ย สภาพบันไดถูกรักษาเอาไว้เป็นอย่างดีให้ใกล้เคียงกับในอดีตมาก ซึ่งพอเราขึ้นมาถึงชั้น 2 แล้ว จะพบกับห้องพักของไอน์สไตน์ที่ถูกจัดแสดงไว้อย่างเป็นระเบียบ เฟอร์นิเจอร์สไตล์ยุคต้นศตวรรษที่ 20 ถูกนำมาจัดวางใหม่ พร้อมทั้งภาพถ่ายและข้อมูลเกี่ยวกับช่วงชีวิตของไอน์สไตน์ที่เบิร์น ซึ่งอันนี้ก๊อตไม่ได้เข้าไปด้านใน เราเลยเก็บภาพด้านนอกคร่าวๆ มาฝากแทน


สวนหมี (Bear Park)
มาถึงเมืองที่มีสัญลักษณ์เป็นหมีทั้งที จะพลาดไม่แวะ สวนหมี (Bear Park) ได้อย่างไรก่อน ที่นี่คือหนึ่งในจุดที่เชื่อมโยงกับตัวตนของเมืองเบิร์นแบบตรงที่สุด เพราะหมีเป็นสัญลักษณ์ของเมืองมาตั้งแต่ตำนานการก่อตั้งเมือง โดยสวนหมีแห่งนี้ใช้พื้นที่ริมแม่น้ำอาเรที่ออกแบบให้น้องหมีได้ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้น ตัวพื้นที่มีขนาดประมาณ 5,000 ตารางเมตร ไล่จากโซนบ่อหมีเก่าไปจนถึงพื้นที่ลาดลงริมแม่น้ำ ทำให้เราสามารถเดินชมจากด้านบน หรือเดินลงไปดูมุมริมแม่น้ำอาเรได้ด้วยเช่นกัน
ที่นี่เปิดให้ชมฟรีตลอดทั้งปีและสามารถเดินดูได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ช่วงที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลประจำจะอยู่ประมาณ 08:00–17:00 น. อย่างไรก็ตาม การจะเห็นน้องหมีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะและฤดูกาลมากๆ เพราะน้องใช้ชีวิตค่อนข้างอิสระ บางช่วงอาจออกมาเดินเล่น อาบน้ำ หาของกิน หรือบางทีก็หลบพักอยู่ตามมุมต่างๆ ของสวนด้วย
สำหรับน้องหมีที่เป็นดาวของที่นี่คือ Finn และ Björk ทั้งคู่มีลูกสาวตัวน้อยชื่อ Ursina โดยทั้งสามอาศัยอยู่ร่วมกัน ผ่านการดูแลอย่างดีจากเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ Dählhölzli ซึ่งเป็นผู้ดูแลสวนหมีแห่งนี้ พร้อมกับจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของน้องหมี การเดินชมที่นี่เราสามารถเดินชมได้ฟรีฟรีสไตล์ ให้ฟีลเหมือนเรามาแอบส่องชีวิตประจำวันของน้องหมี เพราะเราสามารถเดินไปตามแนวทางเดินและส่องน้องหมีที่เดินเตร็ดเตร่อยู่ในบ่อปูน หรือโผล่ออกมาเดินเล่นในพื้นที่ธรรมชาติได้เลย แต่ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะได้เห็นน้องหมีแบบใกล้ๆ นะ เพราะเค้าอยู่กันอย่างอิสระมาก บางตัวอาจจะหลบอยู่ตามมุมต่างๆ หรือซ่อนตัวอยู่ในโพรงหิน แต่ถ้ามาแล้วแต้มบุญเยอะ เราอาจจะได้เห็นน้องออกมาเดินนวยนาดหาของกินให้เราได้เห็นแบบใกล้ๆ เลยทีเดียว



มหาวิหารเบิร์น (Bern Munster)
ปิดท้ายการเที่ยวเบิร์นที่ มหาวิหารเบิร์น (Bern Munster) โบสถ์สไตล์โกธิกตอนปลายที่สำคัญมากที่สุดของเบิร์น อีกทั้งยังเป็นโบสถ์ที่มีหอคอยสูงที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย ที่นี่จึงเป็นเหมือนสถานที่พึ่งทางใจของผู้คน รวมถึงยังเป็นสถานที่ในการประกอบพิธีกรรมสำหรับคริสตจักร และถูกใช้เป็นเจ้าภาพจัดงานทางวัฒนธรรมต่างๆ อีกมากมาย
การก่อสร้าง มหาวิหารเบิร์น (Bern Munster) เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.1421 และใช้เวลายาวนานหลายศตวรรษกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ โดยเฉพาะส่วนยอดของหอคอยนั้นเพิ่งจะมาสร้างแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1893 เรียกได้ว่าการสร้างให้เสร็จสมบูรณ์นั้นใช้เวลานานหลายชั่วอายุคนเลย สำหรับบรรยากาศด้านหน้าของมหาวิหาร เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ยืนถ่ายภาพสวยๆ ซึ่งความอลังการของที่นี่ยิ่งใหญ่ระดับที่ว่า หากเราถ่ายด้วยเลนส์มือถือทั่วไปอาจเก็บยอดโบสถ์ได้ไม่ครบด้วยซ้ำ ซึ่งตัวหอคอยของโบสถ์เค้าสูงถึง 100.6 เมตรเลยทีเดียว


แต่ถ้าใครมาในช่วงที่หอคอยเปิดให้ขึ้น ก๊อตแนะนำให้เช็กเวลาและลองขึ้นไปดู เพราะมหาวิหารเบิร์น (Bern Münster) มีหอคอยโบสถ์ที่สูงที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ และต้องเดินขึ้นประมาณ 344 ขั้นเพื่อไปยังจุดชมวิวด้านบน จากตรงนั้นเราจะมองเห็นย่านเมืองเก่า หลังคาบ้าน แม่น้ำอาเร และถ้าวันไหนฟ้าเปิดก็อาจเห็นไปถึงแนวเขา Bernese Oberland ได้เลย โดยค่าเข้าหอคอยผู้ใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ CHF 6 ใครอยากขึ้นไปดูวิว ให้ขึ้นโลด!







ก๊อตเองค่อยๆ เดินไล่เดินชมไปเรื่อยๆ จากนั้นก็พากันเก็บบรรยากาศมุมกว้าง ก่อนจะเดินกลับออกมา เพราะใกล้ถึงช่วงเวลาที่โบสถ์เค้าปิดให้บริการแล้ว โดยรวมถือเป็นการปิดจบเที่ยวเบิร์นครั้งแรกของก๊อตได้แบบฟลูฟีลมาก มหาวิหารเบิร์น (Bern Munster) ไม่เพียงแต่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาและศิลปะที่ยืนหยัดผ่านกาลเวลามานับร้อยปี ยกให้เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ต้องมาให้ได้เลย
สรุปการมาเที่ยวเบิร์น (Bern)
จบแล้วกับการมาเที่ยว เบิร์น (Bern) กับก๊อตในครั้งนี้ ที่ส่วนตัวบอกเลยว่าตกหลุมรักเมืองแห่งประวัติศาสตร์นี้ไปเป็นที่เรียบร้อย ยิ่งได้เห็นสถาปัตยกรรมสวยๆ ที่ยังคงรักษาดูแลเอาไว้เป็นอย่างดีมาจนถึงปัจจุบันนี้ บวกกับสถานที่เที่ยวต่างๆ ที่เราได้ไปสำรวจมาไม่ว่าจะเป็นย่านเมืองเก่าสุดอบอุ่น สวนหมีน่ารักๆ หรือจะเป็นมหาวิหารอันตระการตา มันยิ่งทำให้ก๊อตชอบ เบิร์น (Bern) ยิ่งขึ้นไปอีก แม้บรรยากาศของเบิร์นอาจไม่หวือหวาเท่าเมืองใหญ่อื่นๆ แต่กลับมีเสน่ห์เฉพาะตัวจากการผสมผสานกลิ่นอายของประวัติศาสตร์เข้ากับความคลาสสิกที่ดูทันสมัยได้อย่างน่าทึ่ง ใครชื่นชอบมู้ดเมืองฟีลเดินเล่นเมืองเก่าแบบนี้ อยากให้ลองเปิดใจมาเที่ยวที่นี่ดู เพราะบรรยากาศของจริงมันสวยจนคำบรรยายยังวิ่งตามไม่ทัน
ส่วนลดจองโรงแรมจาก Agoda, Expedia, Booking และบัตรสวนสนุก ตั๋วรถไฟ กิจกรรมท่องเที่ยวจาก Klook และ KKday ปี 2025
⚡️ สำหรับใครที่กำลังจะจองที่พักและหาส่วนลดจองโรงแรมอยู่ ลองดูตามลิงค์ด้านล่างได้เลย มีทั้ง Agoda, Expedia, Booking รวมถึง Hotels.com ด้วย ประหยัดไปได้อีกเกือบ 10-20% ใช้ได้กับโรงแรมทั่วโลก
หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเว็บไซต์จองโรงแรมพวกนี้ มีส่วนลดท็อปอัพจากบัตรเครดิตเพิ่มเกือบทุกธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต Citibank, KBANK, SCB, Krungsri, KTC, Bangkok Bank, UOB และ TMB หรือแม้แต่ส่วนลดจากค่ายมือถืออย่าง AIS, DTAC หรือ True ซึ่งส่วนลดพวกนี้จะเปลี่ยนตลอดทุกเดือน และเก๊าก็อัพเดทให้ตลอดเวลาเน้อ 🧡


































