ลูเซิร์น (Lucerne / Luzern) เป็นหนึ่งเมืองสวิส ที่ก๊อตเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นผ่านตาอย่างสะพานไม้เก่ากลางเมือง ที่นี่แหละคือลูเซิร์น เมืองเก่าริมแม่น้ำที่มีทั้งสะพานไม้เก่าแก่ ทะเลสาบสีสวย และภูเขาที่ล้อมเมืองเอาไว้แบบพอดิบพอดี จนทำให้ลูเซิร์นเป็นเมืองที่เที่ยวได้ง่ายมาก จะมาเดินเล่นในเมืองเก่า ถ่ายรูปกับสะพานไม้ชาเปล (Chapel Bridge) นั่งเรือชมทะเลสาบลูเซิร์น (Lake Lucerne) หรือใช้เป็นฐานขึ้นภูเขารอบๆ อย่างภูเขาริกิ (Mount Rigi) ก็ทำได้หมดในทริปเดียว
รีวิวนี้ก๊อตจะพาเที่ยวลูเซิร์นแบบครบทั้งฝั่งธรรมชาติและเมืองเก่า เริ่มจากการขึ้นไปชมวิวบนภูเขาริกิ นั่งรถไฟภูเขาผ่านวิวชนบทสวิส ต่อด้วยล่องเรือบนทะเลสาบกลับเข้าสู่ตัวเมือง แล้วค่อยๆ เดินเก็บบรรยากาศริมทะเลสาบ ย่านเมืองเก่า สะพานไม้ชาเปล และแลนด์มาร์คสำคัญต่างๆ ของเมือง บอกเลยว่าใครกำลังจัดทริปสวิตเซอร์แลนด์ แล้วอยากได้เมืองที่เดินทางง่าย วิวดี และมีความคลาสสิกแบบสวิสแท้ๆ ลูเซิร์นเป็นเมืองที่ควรปักหมุดมาก
รีวิวเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์🇨🇭♥️
- Zurich (ซูริค)
- Bern (เบิร์น)
- Lucerne (ลูเซิร์น)
- Interlaken (อินเทอร์ลาเคิน) + แนะนำที่พักในอินเทอร์ลาเคิน
- Lake Brienz (ทะเลสาบเบรียนซ์)
- Giessbach Falls (น้ำตกกีสบาค)
- Iseltwald (อิเซิลท์วัลด์)
- Lauterbrunnen (เลาเทอร์บรุนเนน)
- Gimmelwald (กิมเมลวาลด์)
- Mürren (เมอร์เรน)
- Jungfraujoch (ยอดเขาจุงเฟรายอค)
- Mount Rigi (ภูเขาริกิ)
- Montreux (มองเทรอซ์)
- Lausanne (โลซานน์)
- Vevey (เวอแว)
- Rapperswil (ราพเพอร์สวิล)
รู้จัก ลูเซิร์น (Lucerne)
ลูเซิร์น (Lucerne / Luzern) เป็นเมืองสำคัญของภาคกลางสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบลูเซิร์น (Lake Lucerne) และถูกโอบด้วยภูเขาหลายลูก จนทำให้เมืองนี้มีทั้งความเป็นเมืองเก่า ความเป็นเมืองริมทะเลสาบ และความเป็นเมืองภูเขาอยู่ในที่เดียวกัน หลายคนรู้จักลูเซิร์นในฉายา “เมืองแห่งแสงสว่าง” ซึ่งมีการเล่าถึงที่มาของชื่อเมืองอยู่หลายเวอร์ชัน บ้างก็โยงกับคำละตินที่เกี่ยวกับแสงและโคมไฟ บ้างก็โยงกับตำนานท้องถิ่นของเมือง แต่สิ่งที่ก๊อตรู้สึกตอนมาเดินจริงคือ เมืองนี้มีความสว่างในแบบของตัวเองจริงๆ ทั้งแสงที่สะท้อนบนผืนน้ำของทะเลสาบ อาคารเก่าในเมือง และวิวภูเขาที่ตั้งเป็นฉากหลังอยู่แทบทุกมุม
ด้วยทำเลที่อยู่ใจกลางประเทศ ลูเซิร์นเลยเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยวและจุดเชื่อมต่อสำคัญของสวิตเซอร์แลนด์ ใครที่เดินทางจากซูริค (Zurich), เบิร์น (Bern), อินเทอร์ลาเคิน (Interlaken) หรือเมืองอื่นๆ ก็สามารถนั่งรถไฟเข้ามาได้สะดวกมาก และพอถึงตัวเมืองแล้ว หลายแลนด์มาร์คหลักสามารถเดินเที่ยวต่อกันได้เลย ถือเป็นเมืองที่ไม่ต้องวางแผนซับซ้อนมาก แต่ให้ฟีลสวิสแบบแน่นๆ ครบทั้งวิว น้ำ ภูเขา และเมืองเก่า
สำหรับ ลูเซิร์น (Lucerne) นั้น ถูกพูดถึงครั้งแรกในช่วงปี ค.ศ. 840 ในฐานะหมู่บ้านชาวประมงและเกษตรกรรมขนาดเล็ก จนกระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 8 ได้มีการเร่งพัฒนาเมืองและสร้างโบสถ์เซนต์ลีโอเดการ์ (Hofkirche St. Leodegar) หรือที่เรียกอีกอย่างว่าโบสถ์ St. Leodegar ขึ้นมา ส่งผลให้ช่วงเวลาดังกล่าว การค้าและการพาณิชย์ต่างๆ ใน ลูเซิร์น (Lucerne) เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก จนในที่สุดเมืองแห่งนี้ก็กลายมาเป็นศูนย์กลางการค้าริมทะเลสาบลูเซิร์น (Lake Lucerne) นั่นเอง ยังไม่หมดเท่านั้น ที่นี่ยังเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมยุคกลางที่ทรงคุณค่าอยู่อีกเพียบ อีกทั้งยังมีสะพานไม้ที่ได้ชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดในยุโรปอย่าง สะพานชาเปล (Kapellbrücke) ที่อยู่บนแม่น้ำรอยส์ (Reuss River) ปัจจุบันสะพานแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดของเมืองลูเซิร์นไปเป็นที่เรียบร้อย เรียกได้ว่า ลูเซิร์น (Lucerne) นั้นเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวของสวิสที่เราควรค่าแก่การมาเยือนสักครั้ง ใครที่อยากมาดื่มด่ำกับบรรยากาศสวยๆ ท่ามกลางสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ ก๊อตแนะนำลูเซิร์น (Lucerne) เลย
การเดินทางไปลูเซิร์น (Lucerne)
การเดินทางมา ลูเซิร์น (Lucerne) ถือว่าง่ายมาก เพราะเมืองนี้เป็นหนึ่งในฮับสำคัญของสวิตเซอร์แลนด์ โดยสถานีหลักของเมืองคือ Luzern Bahnhof ซึ่งตั้งอยู่ติดกับทะเลสาบและอยู่ใกล้เมืองเก่ามาก พอลงรถไฟแล้วเราสามารถเดินต่อไปยังสะพานไม้ชาเปล (Chapel Bridge), ย่านเมืองเก่า และท่าเรือ Lake Lucerne ได้เลยแบบไม่ต้องต่อรถให้ยุ่งยาก
ถ้าเริ่มจาก ซูริค (Zurich) สามารถนั่งรถไฟตรงมาลูเซิร์นได้ในเวลาประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ส่วนใครที่เดินทางมาจาก อินเทอร์ลาเคิน (Interlaken) ก็สามารถนั่งเส้นทางชมวิวผ่าน Brünig Pass เข้ามาได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรูทที่วิวสวยมาก ระหว่างทางจะได้เห็นทั้งทะเลสาบ หมู่บ้าน และภูเขาแบบจัดเต็ม สำหรับก๊อต ลูเซิร์นเลยเป็นเมืองที่เหมาะมากทั้งกับการมาเที่ยวแบบเดย์ทริป และการค้างสักคืนเพื่อเก็บบรรยากาศริมทะเลสาบแบบไม่ต้องรีบ
เที่ยวลูเซิร์น (Lucerne) กี่วันดี?
ถ้าเอาแบบสั้นที่สุด ลูเซิร์น (Lucerne) สามารถเที่ยวแบบครึ่งวันถึงหนึ่งวันได้ โดยเฉพาะใครที่อยากมาเดินเมืองเก่า ถ่ายรูปกับสะพานไม้ชาเปล (Chapel Bridge) เดินเล่นริมทะเลสาบ และแวะคาเฟ่หรือร้านอาหารในเมือง แต่ถ้าอยากเที่ยวให้ครบและไม่เร่งจนเกินไป ก๊อตแนะนำให้เผื่ออย่างน้อย 1 วันเต็ม เพราะเราจะสามารถจัดรูทขึ้นภูเขาริกิ (Mount Rigi) ตอนเช้า ล่องเรือกลับเข้าสู่ตัวเมือง แล้วใช้ช่วงบ่ายถึงเย็นเดินเล่นในเมืองเก่าได้พอดีมาก
ส่วนใครที่อยากเก็บทั้ง Mount Rigi, Mount Pilatus, ล่องเรือ Lake Lucerne และเดินเมืองแบบชิลๆ ก๊อตว่าให้ค้างลูเซิร์นสัก 1–2 คืน จะเที่ยวสบายกว่าเยอะ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองที่เสน่ห์ไม่ได้อยู่แค่แลนด์มาร์ค แต่คือบรรยากาศระหว่างทางด้วย ทั้งแสงตอนเช้าริมทะเลสาบ เสียงเรือเข้าออกท่า และวิวภูเขาที่เปลี่ยนไปตามสภาพอากาศในแต่ละช่วงของวัน
เที่ยวให้คุ้มและเดินทางง่ายขึ้นด้วย Swiss Travel Pass
ใครที่แพลนเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์หลายเมือง ก๊อตแนะนำให้ลองเช็ก Swiss Travel Pass ไว้ตั้งแต่ก่อนบินเลย เพราะพาสนี้ช่วยให้การเดินทางด้วยรถไฟ บัส เรือ และระบบขนส่งสาธารณ์ในหลายเมืองทั่วสวิสได้ง่ายขึ้นมาก ไม่ต้องคอยซื้อตั๋วแยกทีละขาให้ปวดหัว เหมาะสุดๆ กับทริปที่ใช้รถไฟเป็นหลัก หรือมีเดย์ทริปหลายวัน
นอกจากเรื่องเดินทางแล้ว Swiss Travel Pass ยังใช้กับรถไฟชมวิวพาโนรามาหลายเส้นทาง เช่น Glacier Express, Bernina Express, GoldenPass Express และ Gotthard Panorama Express โดยบางขบวนอาจต้องจองที่นั่งหรือจ่ายเพิ่มในราคาพิเศษ นอกจากนี้ พาสเองยังรวมค่าเข้าพิพิธภัณฑ์กว่า 500 แห่งทั่วสวิตเซอร์แลนด์ และยังใช้ขึ้นภูเขาบางแห่งได้ฟรี เช่น Rigi, Stanserhorn และ Stoos ส่วนยอดเขา/กระเช้าอีกหลายแห่งมักมีส่วนลดให้ตามเงื่อนไขที่ถูกกว่าปกติด้วยนะ
ถ้ารูทของเราเที่ยวหลายเมือง นั่งรถไฟบ่อย นั่งเรือด้วย หรือมีแพลนเข้ามิวเซียม ก๊อตว่าพาสนี้มีโอกาสคุ้มและช่วยให้ทริปสวิตเซอร์แลนด์ไหลลื่นขึ้นเยอะมาก แนะนำให้ลองเทียบราคากับรูทของตัวเองก่อนซื้อได้เลย ตัวเลือกพาสมีให้ซื้อหลากหลาย ทั้งแบบพาสแบบต่อเนื่อง 3, 4, 8 หรือ 15 วัน หรือแบบยืดหยุ่นสำหรับการใช้ตามจำนวนวันในเวลาที่กำหนด และที่สะดวกสุดเลยก็คือ เค้าพาสแบบ E-Ticket ที่สามารถใช้บัตรผ่านมือถือได้แบบสบายๆ บอกเลยโคตรจะดี
> เช็คราคาและซื้อ Swiss Travel Pass [ผ่าน Klook] / [ผ่าน KKday] / [ผ่าน GetYourGuide]
ใช้ Swiss Travel Pass ในลูเซิร์น (Lucerne) อะไรได้บ้าง?
สำหรับลูเซิร์น (Lucerne) เอง Swiss Travel Pass ถือว่าเป็นพาสที่ใช้ได้ค่อนข้างคุ้มมาก เพราะลูเซิร์นไม่ได้มีดีแค่ตัวเมืองเก่า สะพานไม้ชาเปล (Chapel Bridge) และวิวเมืองริมทะเลสาบเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองที่เหมาะกับการนั่งเรือ เที่ยวทะเลสาบ และต่อขึ้นภูเขารอบๆ ได้สะดวกมาก โดยเฉพาะใครที่มีแพลนไปภูเขาริกิ (Mount Rigi) และเที่ยวต่อไปยังเมืองอื่นๆ ในสวิตเซอร์แลนด์ ก๊อตว่าพาสนี้ช่วยให้ทริปสะดวกและคุ้มขึ้นเยอะ
สิ่งที่ใช้ Swiss Travel Pass ในลูเซิร์นได้
- ใช้เดินทางด้วยรถไฟเข้า-ออกลูเซิร์นได้สะดวก ไม่ว่าจะมาจากซูริค (Zurich), เบิร์น (Bern), อินเทอร์ลาเคิน (Interlaken) หรือเมืองอื่นๆ ในสวิตเซอร์แลนด์
- ใช้รถบัส รถไฟ และขนส่งสาธารณะในเมืองลูเซิร์นได้ ตามเส้นทางที่อยู่ในเงื่อนไขของพาส
- ใช้นั่งเรือในทะเลสาบลูเซิร์น (Lake Lucerne) ได้หลายเส้นทาง ซึ่งเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ก๊อตว่าไม่ควรพลาดถ้ามาเที่ยวลูเซิร์น
- ใช้เดินทางขึ้นภูเขาริกิ (Mount Rigi) ได้ฟรีตามเงื่อนไขของ Swiss Travel Pass ทั้งเรือ รถไฟภูเขา และกระเช้าบางช่วงที่อยู่ใน coverage ทำให้เส้นทางอย่าง Lucerne > Vitznau/Weggis > Rigi > Lucerne เป็นหนึ่งในรูทที่ใช้พาสได้คุ้มมาก
- ใช้เป็นส่วนลดสำหรับภูเขา/กระเช้าอีกหลายแห่งในสวิตเซอร์แลนด์ ตามเงื่อนไขของแต่ละเส้นทาง เช่น Mount Pilatus หรือยอดเขาอื่นๆ รอบลูเซิร์นที่หลายคนชอบจัดเป็นเดย์ทริป
- ใช้เข้าชมพิพิธภัณฑ์กว่า 500 แห่งทั่วสวิตเซอร์แลนด์ได้ฟรี รวมถึงมิวเซียมในลูเซิร์นที่ร่วมรายการ เช่น Sammlung Rosengart, Kunstmuseum Luzern, Bourbaki Panorama, Glacier Garden และ Richard Wagner Museum ส่วน Swiss Museum of Transport จะได้ส่วนลด ไม่ได้เข้าฟรีเต็มจำนวนนะ
สำหรับก๊อต ถ้าแพลนของเราไม่ได้มาแค่เดินเล่นในเมืองลูเซิร์นสั้นๆ แต่จะนั่งเรือชมทะเลสาบ ไป Mount Rigi และใช้เที่ยวเมืองอื่นๆ ต่อ Swiss Travel Pass คือหนึ่งในพาสที่ควรลองเช็กไว้ก่อนว่าคุ้มกับรูทของเรามั้ย เพราะเมืองนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่ใช้ประโยชน์จากพาสได้หลากหลายจริงๆ
> เช็คราคาและซื้อ Swiss Travel Pass [ผ่าน Klook] / [ผ่าน KKday] / [ผ่าน GetYourGuide]
เริ่มเที่ยว ลูเซิร์น (Lucerne) กันเล้ยย
ภูเขาริกิ (Mount Rigi)
สำหรับสถานที่เที่ยวแรกใน ลูเซิร์น (Lucerne) ที่ก๊อตอยากพาทุกคนมาเลยก็คือ ภูเขาริกิ (Mount Rigi) หนึ่งในภูเขาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) โดยภูเขาแห่งนี้มีอีกชื่อในภาษาละตินว่า ‘Egina Montium’ มาพร้อมกับความหมายอลังๆ ว่า “ราชินีแห่งขุนเขา” เพราะบน ภูเขาริกิ (Mount Rigi) ไม่ว่าจะมองไปยังทิศทางไหนต่างก็งดงามตระการตาสุดๆ
โดย ภูเขาริกิ (Mount Rigi) มีความสูงถึง 1,798 เมตร (5,899 ฟุต) ซึ่งจากยอดเขา วันไหนที่ฟ้าเปิดเราสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันกว้างไกลของทะเลสาบได้มากถึง 13 ทะเลสาบ อย่างเช่นทะเลสาบลูเซิร์น (Lake Lucerne), ทะเลสาบซุก (Lake Zug) และ ทะเลสาบลัวร์เซิร์น (Lake Lauerz) รวมถึงยังมองเห็นยอดเขาอื่นๆ โดยรอบ ไปจนถึงเทือกเขาแอลป์ (Alps) ได้อีกด้วย
คลิกอ่านรีวิวเต็ม ภูเขาริกิ (Mount Rigi)
นั่งรถไฟฟันเฟืองโบราณ (Rigi Historic Wednesday)
สำหรับการจะขึ้นไปยัง ภูเขาริกิ (Mount Rigi) นั้น วิธีการที่ง่ายที่สุดที่ก๊อตแนะนำเลยคือการ นั่งรถไฟขึ้นไปด้านบน โดยก๊อตขึ้นเป็น รถไฟฟันเฟืองโบราณ (Rigi Historic Wednesday) โดยจะเป็นเหมือนรถไฟพิเศษที่เค้าจะเอาออกมาวิ่งทุกวันพุธ ตั้งแต่ช่วงวิตซัน (Whitsun/เพนเทคอสต์ ปลายพ.ค.-มิ.ย.) ไปจนถึงเดือนตุลาคม ความพิเศษคือเค้าเป็นขบวนรถไฟแบบเฟืองบนภูเขาแห่งแรกของยุโรป โดยเราจะใช้เวลานั่งประมาณ 40-45 นาที ซึ่งก๊อตบอกเลยว่าระหว่างทางไม่ต้องกลัวเบื่อ เพราะเราจะได้ตื่นตื่นตาตื่นใจไปกับวิวของหุบเขาสีเขียวๆ ที่ตั้งลดหลั่นกันออกไป บางจุดมีวัว แกะ ม้า แพะ มายืนแทะเล็มหญ้าให้ได้เก็บภาพน่ารักๆ รวมถึงยังมีวิวบ้านไม้สีเข้มๆ ที่ตั้งอยู่ตามเนินเขาให้ได้มองกันเพลินๆ ตลอดเส้นทางเลย
ใครที่อยากตามรอยขึ้นขบวนรถไฟฟันเฟืองแบบก๊อต แนะนำให้เช็กตารางจากเว็บ Rigi อีกครั้งก่อนเดินทางนะ เพราะรอบรถไฟพิเศษแบบนี้ไม่ได้วิ่งทุกวัน และตารางอาจเปลี่ยนไปในแต่ละปี ส่วนถ้าไม่ได้ตรงกับรอบรถไฟโบราณ เราก็ยังสามารถนั่งรถไฟภูเขารอบปกติขึ้นไปจุดชมวิวยอดเขาริกิ (Rigi Kulm) ได้เหมือนกัน ใช้เวลาไม่นานและวิวระหว่างทางก็สวยมากอยู่ดี
⚡️ สำหรับการขึ้นรถไฟฟันเฟืองโบราณ (Rigi Historic Wednesday) ใครที่ถือ Swiss Travel Pass ไว้ เราสามารถกระโดดขึ้นรถไฟนั่งฟรีได้เลยโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ซื้อ Swiss Travel Pass [ซื้อผ่าน Klook] / [ซื้อผ่าน KKday]
จุดชมวิวยอดเขาริกิ (Rigi Kulm)
นั่งรถไฟกันมาพักใหญ่ เราก็มาถึง จุดชมวิวยอดเขาริกิ (Rigi Kulm) กันแล้ว โดยรถไฟจะจอดอยู่บริเวณชานชาลาบนเนินเขา ซึ่งจากจุดที่เราลงรถไฟนั้น ถือเป็นจุดแรกที่สามารถเดินมาดูวิวของหุบเขาสีเขียวๆ ที่รายล้อมไปด้วยยอดเขาแบบกว้างสุดลูกหูลูกตาเลย โดยจากจุดที่เราลงรถไฟเดินขึ้นเนินเขามาอีกไม่ไกลจะเป็นจุดพักที่เค้ามีร้านขายของฝาก และร้านอาหารตั้งอยู่ ใครที่มาช่วงเข้าสู่หน้าหนาวแบบก๊อต แล้วอยากหาที่อุ่นๆ พักวอร์มร่างกายก่อนเดินไปต่อ สามารถแวะหาเครื่องดื่มร้อนๆ ดื่มกันก่อนได้นะ
สำหรับจุดชมวิวของเค้าจะเป็นลานกว้างที่มีการทำแพลทฟอร์มยื่นออกไปด้านนอกของยอดเขา โดยจากบนนี้ หากเรามาในเวลาปกติจะสามารถมองออกไปเห็นทะเลสาบทั้ง 13 แห่ง ซึ่งจะอยู่เบื้องล่างได้แบบเว่อร์วังตระการตามากยิ่งขึ้น โดยทะเลสาบที่เห็นชัดเลยคือ ทะเลสาบลูเซิร์น (Lake Lucerne) ซึ่งเป็นทะเลสาบหลักที่อยู่ใกล้กับภูเขาริกิ (Mount Rigi) มากที่สุด อีกทั้งยังเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่อีกด้วย โดยทะเลสาบทั้งหมดจะไหลพาดผ่านห้อมล้อมไปตามอาคาร บ้านเรือนของผู้คน โดยมีภูเขาตั้งโอบล้อมเอาไว้อีกที แต่ความแต้มบุญของเราหมด วันที่ก๊อตไปนั้น หมอกลงจัดมาก เรียกได้ว่าเรามองเห็นวิวของทะเลสาบแบบนิดเดียว สักพักทุกอย่างก็ถูกหมอกกลืนหายไป เป็นการขึ้นมาดูวิวที่ฟ้าไม่เป็นใจ มาก แต่ไม่เป็นไร ไว้ครั้งเราจะมาเก็บใหม่ 55555
ล่องเรือ Lake Lucerne Cruises
หลังจากก๊อตชมวิวอยู่บนยอดเขาเสร็จแล้ว ขากลับเราก็นั่งรถไฟลงมาเพื่อที่จะไปล่องเรือกันต่อ โดยเรือที่เราจะล่องกันนั้นเป็นเรือเฟอร์รี่สองชั้นที่จะพาล่องไปบนทะเลสาบลูเซิร์น (Lake Lucerne) จากบริเวณท่าเรือวิตซ์โน (Vitznau) ไปยังท่าเรือตรงสถานีรถไฟลูเซิร์น (Luzern Bahnhofquai) โดยใช้เวลาประมาณ 45–60 นาที แล้วแต่รอบเรือและฤดูกาล โดยความเริ่ดของเรือเค้าเลย คือภายในโอ่อ่ากว้างขวาง มาพร้อมบาร์ขนมและเครื่องดื่มให้ได้สั่ง ซึ่งก๊อตนั่งกันอยู่บนชั้นสอง ภายในจะมีทั้งที่นั่งแบบอินดอร์ และเอ้าท์ดอร์ที่เราสามารถเดินออกไปถ่ายรูปกับวิวด้านนอกตัวเรือได้นั่นเอง
⚡️ สำหรับการล่องเรือ Lake Lucerne Cruises) ใครที่ถือ Swiss Travel Pass ไว้ เราสามารถกระโดดขึ้นเรือฟรีได้เลยโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ซื้อ Swiss Travel Pass [ซื้อผ่าน Klook] / [ซื้อผ่าน KKday]
สำหรับการ ล่องเรือ Lake Lucerne Cruises หากใครที่ถือ Swiss Travel Pass อยู่ เราสามารถนำมาโชว์เจ้าหน้าที่แล้วขึ้นเรือได้เลยนะ สำหรับรอบนี้ก๊อตถือ Swiss Travel Pass แบบ 1st Class มา เลยได้นั่งโซน First Class ของเรือ ซึ่งจะอยู่ชั้นบน บอกเลยว่าชิลกว่าเยอะ ภายในกว้าง ที่นั่งเยอะ คนไม่แน่น และเดินออกไปถ่ายรูปวิวด้านนอกได้ง่ายมาก ใครที่ชอบนั่งเรือชมวิวแบบสบายๆ ก๊อตว่าความต่างของ First Class บนเรือค่อนข้างรู้สึกได้ชัดเลย
ความดีงามของการล่องเรือเส้นนี้คือมันเป็นเหมือนช่วงพักหายใจของทริป หลังจากขึ้นเขาเจอลมหนาวและหมอกมาแล้ว พอได้มานั่งบนเรือ มองวิวบ้านเรือนริมทะเลสาบ ภูเขาที่ตั้งเรียงกันอยู่ไกลๆ และผืนน้ำที่ค่อยๆ พาเรากลับเข้าสู่ตัวเมือง มันชิลมาก เป็นความสวิสที่ไม่ต้องทำอะไรเยอะ แค่นั่งมองวิวก็เพลินแล้ว
ถ้าคิดว่ารีวิวนี้มีประโยชน์ เลี้ยงกาแฟก๊อตซักแก้วได้นะครับ 😆💙
จะได้มีแรงใจทำรีวิวออกมาให้ทุกคนได้อ่านเรื่อยๆ ครับ
โดยรวมแล้วการมาล่องเรือ Lake Lucerne Cruises คือดีงามมาก ใครที่อยากนั่งชมวิวปล่อยใจจอยๆ แบบไม่ต้องเร่งรีบอะไร สามารถมาขึ้นกันได้ ถือเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายและสบายใจเอาเรื่องเลยล่ะ ก๊อตแนะนำเลยว่าต้องมาลอง
Hotel Schweizerhof Lucerne
จากท่าเรือ เราเดินต่อมาทานมื้อกลางวันที่ Hotel Schweizerhof Lucerne โรงแรมเก่าแก่ริมทะเลสาบที่เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1845 และถือเป็นหนึ่งในโรงแรมคลาสสิกของเมืองลูเซิร์น ตัวอาคารมาในสไตล์นีโอคลาสสิก ตั้งอยู่บนทำเลที่ดีมาก เพราะหันหน้าออกไปทาง Lake Lucerne แบบเต็มๆ พอเดินเข้ามาด้านในจะสัมผัสได้เลยว่าที่นี่ไม่ได้ขายแค่ความสวยของโรงแรม แต่ขายบรรยากาศของยุคสมัยเก่าๆ ที่ยังถูกเก็บรักษาไว้ค่อนข้างดี
โดยห้องอาหารของโรงแรม Hotel Schweizerhof Lucerne เค้าจะมีอยู่ด้วยกันสองห้อง คือ Pavillon ที่จะสามารถมองเห็นวิวของทะเลสาบลูเซิร์น (Lake Lucerne) ได้แบบเต็มสายตาผ่านกระจกบานใหญ่ ส่วนอีกห้องอาหารคือ Galerie ซึ่งเป็นห้องที่ก๊อตมากินข้าวกันนั่นเอง โดยห้องนี้จะต่างจาก Pavillon ตรงที่บรรยากาศจะดูอบอุ่นทว่าหรูหราและเป็นส่วนตัวมากกว่า ฟีลเหมือนเรานั่งกินข้าวอยู่ในพระราชวังเพราะตามผนังอาคาร เสาแต่ละต้น รวมไปถึงของตกแต่งนั้นงดงามอย่างกับงานศิลปะดีๆ นี่เอง โดยทั้งสองห้องอาหารนี้เค้าจะเสิร์ฟอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสวิสและยุโรป โดยวัตถุดิบที่ใช้จะมาจากผลผลิตในท้องถิ่นของเค้า
ส่วนมื้อกลางวันที่ก๊อตกินเป็นพาสต้าเนื้อ เสิร์ฟมากับซอสรสกลมกล่อมและเครื่องดื่มในบรรยากาศที่ค่อนข้างพิเศษ ตัวอาหารไม่ได้หวือหวาจัด แต่กินง่าย รสชาติดี และเข้ากับมู้ดของห้องอาหารมาก สำหรับก๊อต มื้อนี้เลยเป็นเหมือนการได้พักจากการเดินเที่ยวทั้งเช้า แล้วมานั่งช้าๆ ในโรงแรมเก่าแก่ที่มีวิวและบรรยากาศดีมาก เป็นอีกหนึ่งมื้อที่ทำให้ลูเซิร์นดูละเมียดขึ้นอีกนิด




ทางเดินเลียบทะเลสาบ (Promenade)
กินข้าวอิ่มแล้วเรามาเดินย่อยกันต่อที่ ทางเดินเลียบทะเลสาบ (Promenade) ริมฝั่งทะเลสาบลูเซิร์น (Lake Lucerne) หนึ่งในทางเดินที่ป๊อบของเมืองลูเซิร์น (Lucerne) ที่ใครอยากดื่มด่ำกับบรรยากาศของผืนน้ำและภูเขาที่จรดเข้าหากัน บอกเลยว่าไม่ควรพลาด โดยทางเดินสายนี้ถูกพัฒนามาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นสถานที่ในการพักผ่อนหย่อนใจของผู้คนในเมือง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มาเยือน เพราะในช่วงเวลานั้น ลูเซิร์น (Lucerne) กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่คนแห่แหนมากันเยอะมาก ทางเมืองเค้าเลยต้องการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยจนกลายมาเป็น ทางเดินเลียบทะเลสาบ (Promenade) นั่นเอง
โดยเส้นทางเดินเลียบทะเลสาบนั้นจะทอดยาวไปตามพื้นที่ของเมือง อย่างก๊อตเองเรากินข้าวอยู่ที่ Hotel Schweizerhof Lucerne ซึ่งอยู่ติดทะเลสาบพอดี เราสามารถเดินข้ามถนนมาจากหน้าโรงแรมเพื่อมาเดินยัง ทางเดินเลียบทะเลสาบ (Promenade) ได้เลย โดยฝั่งหนึ่งจะเป็นวิวเมืองลูเซิร์น (Lucerne) ที่เต็มไปด้วยอาคารเก่าแก่ ถนนหนทางเต็มไปด้วยรถราอยู่มากมาย ซึ่งบริเวณทางเดินจะปลูกต้นไม้และทำสวนเขียวๆ ให้ได้มานั่งพักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย
ส่วนอีกฝั่งจะเป็นวิวของทะเลสาบลูเซิร์น (Lake Lucerne) ที่เต็มไปด้วยท่าเรือและเรือหลากหลายขนาดจอดลอยลำอยู่เหนือผิวน้ำ ห้อมล้อมไปด้วยเทือกเขาแอลป์ของสวิส ไม่ว่าจะเป็น ภูเขาพิลาตุส (Mount Pilatus) และ ภูเขาริกิ (Mount Rigi) ที่เราเพิ่งไปมาเมื่อตอนเช้า ซึ่งวิวเหล่านี้เองทำให้ ทางเดินเลียบทะเลสาบ (Promenade) โด่งดังและฮิตมาก แบบที่ว่าใครมาเมืองนี้จะต้องมาเดินทอดน่องชิลๆ และเก็บภาพบรรยากาศสวยๆ กันแทบทุกราย
นอกจากวิวสวยๆ แล้ว ด้วยความที่ทางเดินเค้าทอดยาวไปตามแนวเมือง เราเลยจะได้เห็นสถานที่สำคัญๆ ของเมืองทั้ง สะพานไม้ชาเปล (Chapel Bridge) อันเก่าแก่ และ กำแพงเมืองเก่าลูเซิร์น (Museggmauer) อายุมากกว่า 600 ปี ซึ่งสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ล้วนแต่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองที่เราสามารถมาสัมผัสและจับต้องได้นั่นเอง
มากไปกว่านั้น ทางเดินเลียบทะเลสาบ (Promenade) ยังถูกใช้เป็นสถานที่จัดเทศกาลและงานอีเว้นท์ต่างๆ ของเมืองด้วยนะ ถือเป็นทางเดินเลียบทะเลสาบที่สร้างขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายเลย ก๊อตยกให้เป็นอีกจุดที่เหมาะกับการมาพักผ่อนหย่อนใจเป็นที่สุด
สะพานไม้ชาเปล (Chapel Bridge)
หากให้ก๊อตนึกถึงแลนด์มาร์คของ ลูเซิร์น (Lucerne) ภาพแรกที่เด้งขึ้นมาในหัวก็คือ สะพานไม้ชาเปล (Chapel Bridge / Kapellbrücke) นี่แหละ สะพานไม้มีหลังคาที่ทอดข้ามแม่น้ำรอยส์ (Reuss River) และถือเป็นหนึ่งในสะพานไม้มีหลังคาที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป โดยสะพานแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ในฐานะส่วนหนึ่งของแนวป้องกันเมืองเก่า ก่อนจะกลายมาเป็นแลนด์มาร์คที่เหมือนเป็นภาพจำของลูเซิร์นไปแล้วในทุกวันนี้
ความพิเศษของ สะพานไม้ชาเปล (Chapel Bridge) นอกจากสร้างเพื่อป้องกันศัตรูแล้ว ยังเป็นสะพานที่สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมพื้นที่ของเมืองเก่าเข้ากับเมืองใหม่อีกด้วย แรกเริ่มนั้น ตัวสะพานยาวถึง 270 เมตร แต่ด้วยหลายศตวรรษที่ผ่านมา ได้เกิดความเสียหายและเหตุไฟไหม้ขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันนี้ สะพานไม้ชาเปล (Chapel Bridge) เหลือความยาวเพียง 204 เมตรเท่านั้น
โดย สะพานไม้ชาเปล (Chapel Bridge) ได้รับการออกแบบให้เป็นทางเดินที่มาพร้อมกับหลังคา ภายในเต็มไปด้วยผลงานภาพวาดจาก ฮันส์ ไฮน์ริช แวกมันน์ ซึ่งเค้าได้วาดเอาไว้ในช่วงปี ค.ศ. 1611 เพื่อแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของสวิส และลูเซิร์น (Lucerne) รวมถึงฉากต่างๆ ในชีวิตของนักบุญลีโอเดอการ์ ซึ่งเป็นนักบุญอุปถัมภ์ของเมืองอีกด้วย ซึ่งทุกวันนี้มีหลายภาพที่ได้รับความเสียหายจากเหตุไฟไหม้ แต่ทางเมืองเค้าก็ยังคงอนุรักษ์และบูรณะภาพที่เหลือให้คงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด ดังนั้น ใครที่มาเดินอยู่บนสะพานลองมองขึ้นไปตามเพดานของหลังคา หรือตามมุมต่างๆ ของสะพานดูได้ เราจะยังคงเห็นภาพวาดอันทรงคุณค่าเหล่านี้อยู่
อีกหนึ่งไฮไลท์ของ สะพานไม้ชาเปล (Chapel Bridge) เลยก็คือ บริเวณหอเก็บน้ำแปดเหลี่ยมที่สร้างอยู่ข้างๆ กับสะพาน โดยหอหลังนี้มีความสูง 34 เมตร สร้างขึ้นก่อนสะพานประมาณ 30 ปี โดยช่วงเวลานั้นทำหน้าที่เป็นเรือนจำ คลัง ห้องเก็บเอกสาร และหอสังเกตการณ์ ซึ่งปัจจุบันนี้ หอเก็บน้ำยังคงได้รับการดูแลรักษาให้คงอยู่คู่กับสะพานมาเป็นอย่างดี ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญคู่บ้านคู่เมืองลูเซิร์น (Lucerne) ไปเป็นที่เรียบร้อย
ซึ่งการเดินเที่ยวบนสะพานนั้น เราสามารถมองออกไปเห็นวิวของเมืองลูเซิร์น (Lucerne) ที่เป็นแนวตึกสีครีมน้ำตาลสวยๆ ตั้งเรียงรายรายอยู่ตามริมแม่น้ำ โดยมีฉากหลังเป็นต้นไม้ห้อมล้อมเอาไว้อีกที ซึ่งตึกที่เราเห็นกันนี้ จะมีทั้งที่เป็นอาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัย ไปจนถึงร้านค้า และคาเฟ่กันเลยทีเดียว เป็นวิวที่เว่อร์วังเอาเรื่อง เพราะเราจะได้เห็นวิวเมืองในอีกแบบหนึ่ง ที่ต่างไปจากการดูวิวบนพื้นดิน มันสวยจับใจมาก ก๊อตแนะนำให้เดินขึ้นมาได้เลย ส่วนคนที่ขึ้นมาเดินอยู่บนสะพานแล้วอยากซื้อของฝาก บริเวณใจกลางของสะพานเค้ามีร้านขายของที่ระลึกตั้งอยู่ด้วย ใครที่ถ่ายรูปเสร็จแล้วก็มาแวะช้อปก่อนเดินออกไปได้นะ มีของให้เลือกซื้อเพียบ
ศาลาว่าการเมืองลูเซิร์น (Rathaus Stadt Luzern)
ปิดท้ายที่เที่ยวในลูเซิร์น (Luzern) ด้วยการมาเดินส่อง ศาลาว่าการเมืองลูเซิร์น (Rathaus Stadt Luzern) สถานที่ราชการที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง โดดเด่นด้วยอาคารสูงใหญ่ที่มีหอนาฬิกาขนาดบิ้กเบิ้มอยู่ด้านบน โดยที่นี่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1602 และแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1606 ภายใต้การออกแบบของ Anton Isenmann สถาปนิกชาวอิตาลี ในสไตล์เรอเนสซองส์ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอิตาลี ซึ่งตอนที่เค้าสร้างศาลาว่าการหลังนี้ขึ้นมา ดีไซน์ของอาคารค่อนข้างแปลกตาสำหรับคนสวิสในยุคสมัยนั้นมาก แต่การสร้างทุกอย่างก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยดี ซึ่ง ศาลาว่าการเมืองลูเซิร์น (Rathaus Stadt Luzern) ถูกใช้เป็นอาคารรัฐบาล และสถานที่ประชุมของสภาเมืองลูเซิร์น (Luzern) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและเศรษฐกิจประจำเมืองก็ว่าได้
แต่ต้องบอกก่อนว่า การเดินมาเที่ยวที่ ศาลาว่าการเมืองลูเซิร์น (Rathaus Stadt Luzern) ของก๊อตนั้น เราไม่ได้เดินเข้าไปสำรวจภายใน เพราะวันที่เรามาเค้าปิด เราจึงได้แค่ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศจากด้านนอกของอาคารมาฝากทุกคนกัน โดย ศาลาว่าการเมืองลูเซิร์น (Rathaus Stadt Luzern) จะเป็นอาคารที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองรายล้อมไปด้วยอาคารและตรอกซอกซอยที่เดินทะลุหากันได้ บริเวณด้านหน้าของอาคารสร้างด้วยหินที่ดูสง่างามและประณีต ส่วนระเบียงของอาคารที่เรามองเห็นมีความคล้ายกับพระราชวังในอิตาลี
และที่โดดเด่นเลยคือ หอนาฬิกาขนาดใหญ่ โดยเป็นจุดที่บ่งบอกได้ว่าเรามาถึง ศาลาว่าการเมืองลูเซิร์น (Rathaus Stadt Luzern) จริงๆ แล้ว ซึ่งเหนือจากหอนาฬิกาขึ้นไป จะเป็นจุดสังเกตการณ์ และเฝ้าระวัง ถือเป็นอีกหนึ่งโครงสร้างที่สำคัญของศาลาแห่งนี้ เพราะเป็นจุดที่สมัยก่อนถูกใช้เพื่อป้องกันภัยและส่องศัตรูนั่นเอง ก็คือมาแล้วถึงไม่ได้เข้าไปข้างใน แค่ได้มายืนมองโครงสร้างต่างๆ จากด้านนอกก็คุ้มแล้ว โดยรวมแล้วที่นี่เป็นอาคารเก่าแก่ทว่าคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบมาก คือยังไงมาเที่ยว ลูเซิร์น (Luzern) ก็ต้องมาเช็คอินที่นี่นะ เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คห้ามพลาดเลยล่ะ
สรุปการมาเที่ยว ลูเซิร์น (Lucerne)
จบแล้วสำหรับการมาเที่ยว ลูเซิร์น (Lucerne) ของก๊อต ยกให้เป็นหนึ่งในเมืองสวิสที่ก๊อตรู้สึกว่าเที่ยวแล้วครบมาก ใครที่ชอบบรรยากาศของเมืองเก่าท่ามกลางอาคารสถาปัตยกรรมสวยๆ รายล้อมไปด้วยหุบเขามากมาย รวมถึงยังมีโซนเมืองเก่าให้ได้เดินเล่นกันแบบเพลินตาสบายใจ หรือจะไปล่องเรือชมวิวจากบนทะเลสาบอันเงียบสงบ
สำหรับใครที่กำลังวางแผนเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ ก๊อตว่า ลูเซิร์น (Lucerne) เป็นเมืองที่ควรใส่ไว้ในรูทมาก โดยเฉพาะถ้าอยากได้เมืองที่เดินทางง่าย ใช้ Swiss Travel Pass ได้คุ้ม นั่งเรือได้ ขึ้นภูเขาได้ และยังมีเมืองเก่าให้เดินเล่นแบบไม่เหนื่อยเกินไป จะมาแบบเดย์ทริปจากซูริคก็ได้ หรือจะค้างสักคืนเพื่อเก็บบรรยากาศให้เต็มขึ้นก็ดีเหมือนกัน เป็นเมืองที่ไม่ได้หวือหวาเสียงดัง แต่มีเสน่ห์แบบค่อยๆ ซึม แล้วสุดท้ายเราจะเข้าใจเองว่าทำไมหลายคนถึงรักลูเซิร์น
ส่วนลดจองโรงแรมจาก Agoda, Expedia, Booking และบัตรสวนสนุก ตั๋วรถไฟ กิจกรรมท่องเที่ยวจาก Klook และ KKday ปี 2025
⚡️ สำหรับใครที่กำลังจะจองที่พักและหาส่วนลดจองโรงแรมอยู่ ลองดูตามลิงค์ด้านล่างได้เลย มีทั้ง Agoda, Expedia, Booking รวมถึง Hotels.com ด้วย ประหยัดไปได้อีกเกือบ 10-20% ใช้ได้กับโรงแรมทั่วโลก
หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเว็บไซต์จองโรงแรมพวกนี้ มีส่วนลดท็อปอัพจากบัตรเครดิตเพิ่มเกือบทุกธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต Citibank, KBANK, SCB, Krungsri, KTC, Bangkok Bank, UOB และ TMB หรือแม้แต่ส่วนลดจากค่ายมือถืออย่าง AIS, DTAC หรือ True ซึ่งส่วนลดพวกนี้จะเปลี่ยนตลอดทุกเดือน และเก๊าก็อัพเดทให้ตลอดเวลาเน้อ 🧡






















































