HashCorner

รีวิว ลุย 4 ร้านอาหารรางวัล มิชลิน สตาร์ กรุงเทพ 2019 #1

ต้องยอมรับเลยว่าอาหารไทยในสายตาชาวโลกนั้น อาหารไทยถือเป็นอาหารที่น่าหลงใหล และทุกคนต้องเอ่ยปากกันว่า ‘อร่อย’ และ ‘ไอเลิฟไทยฟู๊ดดด’ กันถ้วนหน้า ที่เก๋ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาของวงการอาหารบ้านเราที่ถือเป็นเรื่องดี คือ ประเทศไทยได้มีการจัดอันดับร้านอาหารดีเด่น โดย มิชลิน ไกด์ (Michelin Guide) ที่เค้าได้ไปสำรวจและชิมอาหารในร้านอาหารไทยต่างๆ ทั่วกรุงเทพ และบางจังหวัดอย่างภูเก็ต จนออกมาเป็นลิสร้านอาหารท็อปลิสแนะนำที่ทุกคนควรได้ไปลองซักครั้ง

แน่นอนว่าเราไม่พลาดที่อยากจะไปลองตามคำแนะนำของ มิชลิน ไกด์ (Michelin Guide) บ้าง ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราจะได้ออกไปกิน และมาทำรีวิวแบบจริงจัง เพื่อให้ดูว่าแต่ละร้านเป็นอย่างไร ดีมั้ยตามคำล่ำลือ โดยครั้งแรกนี้ ก๊อตขอเลือกร้านประเภท ‘อาหารไทย’ มา 4 ร้าน โดยแบ่งเป็น ร้านอาหารที่ได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน จำนวน 2 ร้าน และร้านอาหารที่ได้รางวัลประเภทบิบ กูร์มองด์ (Bib Gourmand) อีกจำนวน 2 ร้าน ซึ่งจะมีร้านไหนบ้าง ต้องอ่านกันต่อ

แน่นอน การไปชิมร้านอาหารไทยที่ได้รับการคัดเลือกจาก มิชลินไกด์ 2019 (Michelin Guide 2019) ครั้งนี้จะชิคและเก๋ไก๋ขึ้นไปอีก เพราะเราจะขับรถ Merdeces-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic จาก เบนซ์ สวนหลวง (Benz Suanluang) ไปเยือนแต่ละร้านเพื่อให้แต่ละมื้อของการกินร้านอาหารรางวัลมิชลินครั้งนี้ มีความ Exclusive อย่างที่สุด ก๊อตขอเรียนเชิญขึ้นรถ แล้วไปตะลุยแต่ละร้านด้วยกันเลยครับผม 🧡

ร้านอาหารรางวัล มิชลิน ที่ก๊อตพาไปชิม
แบ่งออกเป็น 2 หมวดหลัก ตามนี้

รางวัล 1 ดาว มิชลิน : ร้านอาหารคุณภาพสูงที่ควรค่าแก่การหยุดแวะชิม

1. อาหาร (R-Haan)
2. สวรรค์ (Saawaan)

บิบ กูร์มองด์ (Bib Gourmand): ร้านอาหารอร่อยคุ้มค่าในราคาย่อมเยา

3. ไทยนิยม (Thai Niyom)
4. ๑๐๐ มหาเศรษฐ์ (100 Mahaseth)

เริ่มที่ร้านแรกกันเลย!
ไทยนิยม / Thai Niyom

มาที่ร้านแรกกับร้าน ไทยนิยม (Thai Niyom) ที่ได้รับรางวัลมิชลินประเภท บิบ กูร์มองด์ ซึ่งสำหรับเราประทับใจตั้งแต่การบริการของพี่ๆที่ให้คำแนะนำเป็นอย่างดี สงสัยเมนูไหน หรือไม่รู้จะจับเมนูแต่ละเมนูแมทช์กันยังไง พี่ๆที่ร้านจะช่วยจัดสรรเมนูให้ครบรสชาติในมื้อนี้อย่างแน่นอน ในส่วนของตัวร้านจะตั้งอยู่ตรงตึกมหาทุน ลักษณะเป็นร้านขนาด 2 ชั้นแต่งในบรรยากาศร้านอาหารกึ่งบาร์ เหมาะกับการนัดพบปะเพื่อนฝูงใจกลางเมือง หรือครอบครัวขนาดเล็ก พ่อ แม่ ลูก แต่ถ้ามีจำนวนมากกว่า 5-6 คนขึ้นไป นี่แนะนำให้ลองโทรสอบถามกับทางร้านก่อน เพราะพื้นที่มีค่อนข้างจำกัดนิดนึง

ไทยนิยม สำหรับก๊อตคือร้านอาหารที่รวมเมนูเด็ดจากทุกภาคของประเทศไทยมารวมไว้ในร้านเดียว ปรุงแต่งรสชาติให้เหมาะกับปากคนกรุงเทพ และเหมาะแก่การพาเพื่อนต่างชาติมาลองรสชาติอาหารไทย

อาหารมื้อนี้ก๊อตมีสั่งทั้ง ผักเหลียงผัดไข่ น้ำพริกหนุ่มเสิร์ฟพร้อมไข่ต้ม ลาบเชียงใหม่ ฟักตุ๋นมะนาวดองกับกระดูกหมูอ่อน กินพร้อมข้าวสวยร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมชาไทยมะพร้าวเผาและน้ำผึ้งผสมมะนาวเย็น ไว้ดื่มให้ชื่นใจ ก่อนปิดท้ายด้วยไอศครีมกะทิเจ้าเด็ดจากเจริญนคร ซึ่งนี่จะเลือก 3 เมนูเด็ดที่คิดว่ามาแล้วต้องลองชิมให้ได้ตามนี้เลย

น้ำพริกหนุ่มเสิร์ฟพร้อมไข่ต้ม (130.-) เป็นเมนูที่ให้รสเผ็ดตามสไตล์ของอาหารภาคเหนือ ตัวน้ำพริกไม่เผ็ดมากจนเกินไป และถ้าใครอยากให้เด็ดยิ่งขึ้นต้องกินคู่กับแคปหมูด้วยนะ ซึ่งแคปหมูของที่นี่กรอบ หอม ใหม่ ไม่เหม็นหืน กินคู่กับน้ำพริกแล้วฟินมากเว่อร์!

มากันที่เมนูของคาวชามถัดไปอย่าง ฟักตุ๋นมะนาวดองกับกระดูกหมูอ่อน (175.-) ที่จะช่วยตัดรสเผ็ดของเมนูก่อนหน้านี้ด้วยรสเปรี้ยวจากซุป และให้ความชุ่มคอด้วยฟักและเห็ดหอม พร้อมเคี้ยวกระดูกหมูอ่อนไปเพลินๆอีกด้วย ส่วนตัวแล้วเมนูนี้เป็นอีกเมนูที่ชอบเป็นพิเศษเหมาะกับหน้าร้อนแบบนี้เลยล่ะ

เครื่องดื่มเย็นอย่าง ชาไทยมะพร้าวเผา (95.-) และ น้ำผึ้งผสมมะนาว (95.-) ถือว่าทำออกมาได้ดี โดยเฉพาะตัวชาไทยมะพร้าวเผา คือดื่มเข้าไปอึกแรก กลิ่นมันหอมมะพร้าวเผาจนติดอยู่ข้างในปากเลยจริงๆ ส่วนน้ำผึ้งผสมมะนาวเย็นก็สามารถเลือกได้ด้วยว่าจะให้ใส่หรือแยกไซรัปมา ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน อย่างก๊อตเองก็จะชอบดื่มเพรียวๆไม่ต้องเติมหวานเลย

ปิดท้ายมื้อนี้กับ ไอศครีมกะทิ (45.-) ซึ่งมาจากร้านเจ้าเด็ดแถวเจริญนคร ซึ่งจะไม่ได้เน้นหวานมันแบบไอศครีมกะทิมหาชัย แต่จะออกแนวกลมกล่อม หวานกำลังพอดีซะมากกว่า สำหรับเมนูนี้ถูกใจก๊อตเลยแหละ เพราะไอศครีมอร่อยมากกกกกกกก

ไทยนิยม / Thai Niyom
ที่อยู่: 88/28-29 Mahatun Plaza, Phloen Chit Road, Bangkok
เวลาเปิด-ปิด: 11:30-22:00
สถานที่จอดรถ: บริเวณหน้าร้าน ซอยตึกมหาทุน

๑๐๐ มหาเศรษฐ์ / 100 Mahaseth

เสร็จจากร้านแรกลองมาต่ออีกมื้อกันที่ ๑๐๐ มหาเศรษฐ์ (100 Mahaseth) ที่โดดเด่นมาตั้งแต่การตั้งชื่อร้านแล้วจ้า อันที่จริงแล้วที่มาของชื่อร้านที่นี่คือง่ายมาก ก็แค่เอาบ้านเลขที่ (๑๐๐) ขึ้นต้นแล้วตามด้วยชื่อถนน (มหาเศรษฐ์) แค่นั้นเลย แต่พอเรียกชื่อร้านแล้วกลับรู้สึกว่า “เฮ้ย มันต้องมีอะไรเด็ดแน่ๆ!?”

สำหรับร้าน ๑๐๐ มหาเศรษฐ์ จะเน้นเมนูไปทางด้านอาหารอีสานแจ่วๆนัวๆที่ทำออกมาดูมีคลาสมากขึ้น แถมยกระดับเมนูต่างๆได้อย่างสร้างสรรไม่เหมือนใครจริงๆ แต่ต้องขอบอกก่อนว่าร้านนี้อาจจะถูกใจสายเนื้อมากกว่าสายอื่นเพราะเมนูส่วนใหญ่จะมีส่วนประกอบของเนื้อแทบทุกเมนู แต่สายกินหมูก็ไม่ต้องตกใจไป ยังพอมีหลายเมนูให้เราเลือกกินได้อย่างอิ่มอร่อยแน่นอน

ว่าแล้ว มาเริ่มกันที่ Complimentary อย่าง เครื่องจิ้มผักสด ที่มีให้เลือกจิ้ม 2 แบบคือ แจ่วปาร้ามะเขือเทศ และไทยชิมิชูรี (Chimichurri) ซึ่งใช้น้ำซอสชิมิชูรีสูตรของทางร้านโดยเฉพาะ สำหรับก๊อตค่อนข้างเซอร์ไพรส์และประทับใจ เพราะนอกจากจะอร่อยจนกระตุ้นให้น้ำย่อยเราเริ่มทำงานแล้ว เรายังรู้สึกได้ถึงขนบธรรมเนียมบ้านเราที่สมัยก่อนเวลามีแขกบ้านแขกเรือนมาเยี่ยม ตามธรรมเนียมการเป็นเจ้าบ้านที่ดีก็มักจะมีอาหารทานเล่นอย่างเครื่องจิ้มผักสดให้กิน พร้อมกับน้ำฝนที่รองจากตุ่มดินเผาลายมังกรให้ดื่มชื่นใจนั่นเอง

หัวใจเป็ดย่างบาร์บีคิว (290.-) ที่ต้องบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูที่น่าลอง ซึ่งมาในลักษณะหัวใจเป็ดที่เสียบด้วยไม้จิ้มบาร์บีคิวสแตนเลสแล้วนำไปย่าง ปิดท้ายด้วยการราดซอสบาร์บีคิว รสชาติถือว่ามันๆ ผสมกับความหวานหอมจากซอสบาร์บีคิว ทำให้ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ เห็นเป็นแค่หัวใจเป็ดย่างแค่นี้ แต่นี่จะบอกว่าการจัดวางอาหารนี่ ให้เต็มสิบเลยจ่ะ

ตำหลวงพระบาง (160.-) มาลองอาหารประเภทส้มตำจานนี้กันบ้าง ที่ชื่อก็บอกแล้วว่า มันไม่ใช่ส้มตำแบบไทยๆนะเว่ยยย เพราะเป็นหลวงพระบางเวอร์ชั่นจ้าาา แต่อันที่จริงมันก็คือส้มตำปูปาร้านั่นแหละ แต่ใช้มะละกอดิบที่ขูดออกมาเป็นแผ่นใหญ่กว่าปกติเท่านั้นเอง ใครเป็นสายกินเผ็ดมาก เผ็ดน้อย ก็บอกจำนวนเม็ดพริกได้ตามสบายนาจา แต่ปกติแล้วเมนูส้มตำของทางร้านเค้าจะใส่พริกประมาณ 6-7 เม็ด แต่นี่ขอลดเหลือ 2 เพราะเป็นสายซอฟต์ ไม่กินเผ็ดมากน่ะ 55555

มาถึงอีกเมนูกับ ลาบคั่วล้านนา (360.-) ที่เลือกได้ระหว่าง หมู และ เนื้อ ซึ่งจานนี้ก๊อตขอเลือกเป็นหมูแทน โดยจะมีส่วนผสมของสมุนไพรไทย พริกแห้ง หอมแดง เนื้อหมู และเครื่องในหมูตามสไตล์ล้านนา รสชาติโดยรวมเหมือนลาบผสมกับคั่วกลิ้งที่ไม่เผ็ดจัดจ้านมากจนเกินไปกินคู่กับ ข้าวเหนียว (40.-) ก็ครบสูตรสะเด็ดเอาเรื่องอยู่

ปิดท้ายกับที่สุดของมื้อนี้คงต้องยกให้จานนี้เค้าล่ะ ไขกระดูกส้าขี้ม่อน (360.-) กับการเอาไขกระดูกไปย่างไฟจนมีกลิ่นหอม (มากกกกก) แล้วนำงาขี้ม่อนที่นำไปคั่วกรอบก่อนโรยเป็นท็อปปิ้งคู่กับตะไคร้ซอยละเอียด รสชาติบอกได้เลยว่าดีมากเหมือนหน้าตา เท็กซ์เจอร์ของไขสันหลังที่เข้าปากจะละลายในทันที ที่เก๋คือ ในปากเรานั้นจะยังมีงาขี้ม่อนกับตะไคร้ซอยละเอียดที่ให้เคี้ยวได้สนุกปาก พร้อมเพิ่มกลิ่นหอมและความกลมกล่อมที่ค้างอยู่ข้างในลำคอเราถึงจะกลืนไปแล้วก็ตาม ถือว่าดีจนปลื้มปริ่มน้ำตาไหลเลยอ่ะ กรี๊ดดด 55555

ทั้งหมดทั้งมวลของเมนูที่สั่งในวันนี้ ก๊อตขอยกให้ ไขกระดูกส้าขี้ม่อน เป็น A-must-to-try Menu เลยล่ะ เพราะยอมรับเลยว่าไม่เคยกินไขกระดูกมาก่อนในชีวิต พอได้มาชิมของที่นี่ถือว่าเป็น First Impression ที่ดีมาก ใครไม่สั่งนี่คือพลาดมาก บอกเลย!

๑๐๐ มหาเศรษฐ์ / 100 Mahaseth
ที่อยู่:
100 Mahaseth Road, Bangkok
เวลาเปิด-ปิด: อาหารกลางวัน: 11:30-14:30 / อาหารเย็น: 17:00-22:30
สถานที่จอดรถ: บริเวณข้างร้านและริมถนนมหาเศรษฐ์ (บางช่วงเวลา)

ร้าน อาหาร / R-Haan

ผ่านไปแล้วกับ 2 ร้านแรกรางวัลมิชลิน บิบกูร์มองด์ คราวนี้เรามาลองแบบรางวัลมิชลิน 1 ดาวกันบ้างดีกว่ากับร้านแรกที่ชื่อว่า อาหาร (R-Haan) ที่ตั้งอยู่ในทำเลฮิตอย่างย่านทองหล่อ ตัวร้านจะถูกตกแต่งในบรรยากาศแบบไทยโมเดิร์น มีสวนบริเวณหลังร้านให้ความรู้สึกคล้ายกับอยู่บ้านในบรรยากาศอบอุ่นแบบครอบครัว ส่วนใครที่มากันเป็นกลุ่มใหญ่ ที่นี่เค้ามีห้อง VIP ไว้ให้บริการด้วยนะ เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของที่นี่เค้าเลยแหละ

อาหารของที่ ร้าน อาหาร / R-Haan จะเป็นลักษณะ Fine Dining ที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย ใช้วัตถุดิบไทยแท้ทุกชนิดตามแต่ฤดูกาล คัดสรรโดยเชฟกระทะเหล็กที่มีประสบการณ์ด้านการปรุงอาหารมาอย่างยาวนานกับ เชฟชุมพล แจ้งไพร โดยเปิดทั้งอาหารกลางวัน และอาคารค่ำ

แต่บังเอิญว่าช่วงที่ก๊อตไปดันตรงกับสงกรานต์พอดี ทางร้านเค้ามีชุดอาหารกลางวันอย่าง ‘Royal Summer Lunch Menu’ ซึ่งจะเป็นเมนูอาหารชาววังต้นตำรับเฉพาะมื้อกลางวันช่วงฤดูร้อนในวันเสาร์และอาทิตย์เท่านั้น และเราสามารถเลือกสั่งแบบอาหารจานเดี่ยว (A La Carte) ได้ด้วยเช่นกัน

เราเริ่มกันที่ของว่างไทยโบราณที่คนสมัยก่อนเอาไว้กินช่วงหน้าร้อนกันอย่าง แตงโมปลาแห้งสิงห์บุรี (212.-) ที่ก๊อตเพิ่งได้มีโอกาสกินที่นี่เป็นที่แรก ความหวานชุ่มฉ่ำของแตงโมตอนกินคู่กับปลาแห้งที่รสชาติออกเค็มๆแล้วถือว่าไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี ดับร้อนได้ในระดับนึงเลยล่ะ

มาต่อกันที่เมนูถัดไปอย่าง ข้าวแช่น้ำแร่ชาววัง (712.-) ที่เป็นเมนูอาหารช่วงหน้าร้อนในสมัยก่อนอีกเช่นกัน โดยจานนี้จะประกอบไปด้วย ข้าวแช่ ที่เพิ่มความพิเศษจากน้ำธรรมดาเป็นน้ำแร่ และเครื่องคาวอย่างแหนมยัดไส้พริกหยวกคลุกไข่ทอด กะปิคลุกปลาม้วน ไชโป๊ว หมูฝอย หอมใหญ่ และผักเครื่องเคียง

วิธีการกินก็คือ เราจะเริ่มจากเครื่องคาวที่มีรสจัดก่อนแล้วตามด้วยข้าวแช่ จากนั้นค่อยซดน้ำข้าวแช่ให้หอมชื่นใจ เรียงมาเรื่อยจนถึงเครื่องคาวที่รสจัดน้อยที่สุด หรือจะสลับเครื่องคาวบ้างก็ได้แล้วแต่ความชอบแต่ละคน สำหรับจานนี้ถือว่าอร่อยและนี่ขอยกให้เป็นพระเอกของมื้อนี้เลยทีเดียว

มากันที่อีกเมนูที่เด็ดไม่แพ้กันกับ แกงเผ็ดเป็ดย่าง (450.-) ที่ความดีงามอยู่ที่แกงเผ็ด ด้วยการใช้เครื่องแกงรสชาติเข้มข้น ผสมผักและผลไม้อย่าง องุ่น ลิ้นจี่ มะเขือเทศราชินี และมะเขือเปราะที่ให้ความหวานจากธรรมชาติได้อย่างดีงาม และขอแนะนำให้กินตอนร้อนๆคู่กับข้าวสวยนี่จะฟินมากกกกก

สุดท้ายกับเมนูของหวานขึ้นชื่อของร้านนี้ ไอศกรีมกะทิสดกระเทาะเปลือกทรงเครื่องกล้วยไข่เชื่อม (250.-) ที่บอกเลยว่าการนำเสนอเมนู คือเด็ดที่สุดของมื้อนี้ เพราะเชฟเค้าเสิร์ฟเป็นกาบมะพร้าวพร้อมโชว์การเทน้ำลงบนน้ำแข็งแห้งที่อยู่รอบๆ ทำให้เกิดเป็นควันจนต้องร้องว้าวว สายถ่ายรูป หรือถ่ายวิดีโอโซเชียลอย่าลืมถ่ายเลยนะจ้ะ ส่วนเรื่องรสชาติของไอศครีมกะทิให้ความหวานมันเข้ากับรสชาติกล้วยไข่เชื่อมกำลังดี และนี่ขอบอกว่าอร่อยลืมโลก เป็นอีกเมนูเด็ดห้ามพลาดปิดท้ายของร้าน อาหาร / R-Haan เลยทีเดียวเชียว

อาหาร / R-Haan
ที่อยู่: 131 Soi Sukhumvit 53, Bangkok
เวลาเปิด-ปิด: 18:00-22:30
สถานที่จอดรถ: บริการรับจอดรถ (Valet Parking)

สวรรค์ / Saawaan

สุดท้ายกับร้านอาหารที่มาในชื่อเก๋ๆชวนล่องลอยอย่าง สวรรค์ (Saawaan) ที่แค่ชื่อก็ไม่ธรรมดาแล้วล่ะ สำหรับร้านนี้ก็ยังคงคอนเซ็ปต์การเป็น Fine Dining ที่คงไว้ซึ่งกลิ่นอายของความเป็นไทย แต่พัฒนาทั้งในเรื่องของวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยม รสชาติอาหารที่คงความจัดจ้านแบบไทยแต่เท็กซ์เจอร์ของอาหารละมุนระดับสากล และที่สำคัญคือพรีเซ้นเทชั่นของอาหารแต่ละจานมีความอินเตอร์มากขึ้นไปอีกระดับ ถูกใจนี่มากจนอยากไปซ้ำอีกรอบ

สำหรับ Fine Dining ของที่นี่จะมีทั้งหมด 10 คอร์ส (1,950.- ++) แต่จะมี Complimentary เพิ่มอีก 3 คอร์ส รวมทั้งหมดจะมี 13 คอร์สด้วยกัน และเรายังสามารถเพิ่มทางเลือกเป็น Wine Pairing (2,350.- ++) หรือ Tea Pairing (680.- ++) ก็ได้ ซึ่งด้วยความที่ก๊อตขับรถมาเลยเลือกเป็น Tea Pairing แทน ด้วยการเสิร์ฟชาประเภทต่างๆตลอดมื้ออาหาร เพื่อเป็นการล้างปาก ตัดรสชาติของคอร์สก่อนหน้าและเตรียมชิมคอร์สต่อไปได้อย่างเต็มที่นั่นเอง

ใครที่จะมา ร้าน สวรรค์ (Saawaan) ก๊อตขอแนะนำให้จองคิวล่วงหน้าจะดีกว่านะ เพราะเค้าเปิดให้บริการแค่ดินเนอร์ ที่นั่งจำกัดแค่ประมาณ 24 ที่นั่งเท่านั้น และจะแบ่งออกเป็น 2 รอบ เริ่มตั้งแต่ 18:00 น. เป็นต้นไปเด้อออ

สำหรับคอร์สทั้ง 10+3 คอร์สนี้จะประกอบด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยอย่าง ไข่ลูกเขย และตามด้วย RAW ก้อยปลา, DIP มันปูนา, FERMENTED แหนมเนื้อข้าวทอด, BOILED ต้มเนื้อหน่อไม้ใบย่านาง, MIANG เมี่ยงใบชา, STEAMED ห่อหมกใบบัว, STIR-FRIED คั่วกลิ้งสะตอปู, CHARCOAL คอหมูย่างถ่าน, CURRY ไก่กะทิกับข้าวลืมผัว จากนั้นจะเป็นเมนูล้างปากอย่าง ซอร์เบท์มะนาว และตามด้วย DESSERT สังขยาฟักทอง ก่อนปิดท้ายด้วย After-dessert กับ ส้มซ่าทาร์ต จัสมินเมอแรงค์กับมะม่วงกวนไส้เสาวรสในทรงอุบะ และช็อคโกแลตทุเรียน

ในบางคอร์สจะมีส่วนผสมของเนื้อด้วย ใครที่ไม่กินเนื้อก็สามารถแจ้งกับทางร้านได้ เดี๋ยวพี่ๆเค้าจะเปลี่ยนเป็นส่วนผสมอื่นให้แทนอย่าง แหนมเนื้อข้าวทอด ก็จะเปลี่ยนจากเนื้อวัวเป็นเนื้อหมูดำจากสเปน และ ต้มเนื้อหน่อไม้ใบย่านาง ก็จะเปลี่ยนจากซุปต้มเนื้อเป็นซุปปลาแห้งกับเนื้อปลามาให้ ถือว่าใส่ใจในรายละเอียดดีมาก

การเสิร์ฟทั้ง 10+3 คอร์สนี้จะมีพี่ๆอธิบายถึงความเป็นมา วัตถุดิบที่ใช้ รวมถึงวิธีการกินให้ได้รสชาติแต่ละเลเยอร์ ซึ่งก๊อตถือว่าทำพรีเซ้นเทชั่นออกมาได้ดีมาก รวมถึงทุกคนสามารถให้ข้อมูลได้เป็นอย่างดี และตัวก๊อตเองขอเลือก 4 คอร์สที่ก๊อตชอบมากที่สุดมาให้ดูกัน

เริ่มกันที่ ไข่ลูกเขย ซึ่งจะเสิร์ฟเป็นอย่างแรก มาในรูปแบบของรังนกที่มีไข่อยู่ตรงกลาง โดยไข่ที่ใช้จะเป็นไข่ออร์แกนิคจากนครปฐม ในส่วนเลเยอร์ของคอร์สนี้มีความหลากหลายมาก หลักๆแล้วจะมีซอสไข่ลูกเขยผสมน้ำตาลโตนดอยู่ชั้นล่างสุด ตามด้วยน้ำมันพริก ไข่แดง ผักชี Puree ซอสมะขาม วิปหอมแดง และท็อปหน้าด้วยหอมเจียว และใบมะขามยอดอ่อน ก่อนกินคอร์สนี้อย่าลืมคนด้านล่างเพื่อให้น้ำตาลโตนดเข้ากับเลเยอร์อื่นๆนะ โดยรวมแล้วเท็กซ์เจอร์ของคอร์สนี้คือดี ละมุนปากมากมายเลยล่ะ

อีกคอร์สที่ไม่คิดว่าจะรสชาติจะอร่อยมากจนต้องเซอร์ไพรส์เลยก็คือ CHARCOAL คอหมูย่างถ่าน ที่นำเนื้อหมูจากหมูดำจากสเปนมาย่างถ่านให้มีกลิ่นหอมเย้ายวนมากกก แล้วนำไปหมักกับแจ่วจนทำให้มีรสชาติกลมกล่อมกำลังดี และท็อปหน้าด้วยตะลิงปลิงที่มีรสชาติเปรี้ยวกับใบมะขามอ่อนเพื่อตัดความมันของคอหมูย่าง จากนั้นก็โรยข้าวคั่วที่ทำจากข้าวเหนียวเขี้ยวงูให้มีกลิ่นหอม เท็กซ์เจอร์ของคอหมูย่างจานนี้นี่ประทับใจจนอยากขออีกจานเลยทีเดียว 55555

CURRY ไก่กะทิกับข้าวลืมผัว เป็นอีกคอร์สที่รู้สึกชอบด้วยความที่ใช้ไก่เลี้ยงปล่อยแบบธรรมชาติ (ซึ่งเป็นฟาร์มเดียวกันกับที่เอาไข่มาทำไข่ลูกเขยนั่นแหละจ้า) ราดด้วยโฟมสับปะรดและราดแกงกะทิรอบเนื้อไก่ กินด้วยกันแล้วคล้ายๆรสชาติขนมจีนซาวน้ำเลย ยิ่งกินคู่กับข้าวลืมผัวแล้ว ฟินมากกก เพราะข้าวจะมีความนุ่ม หอม เคี้ยวแล้วละมุนปากไม่น้อยเลยเด้อออ

สุดท้ายกับคอร์สของหวานที่ถือว่าดีงามควรค่าแก่การตบะแตกจริงๆกับ DESSERT สังขยาฟักทอง ด้วยความที่ชอบกินขนมไทยอยู่แล้ว พอมาเจอจานนี้ถึงกับซัดเรียบ โดยจะเป็นการนำสังขยามาราดบนฟักทองที่เท็กซเจอร์คล้ายกับเจลลี่ผสมพานาค็อตต้า รายล้อมด้วยแอ๊ปเปิ้ลครัมเบิ้ล ชิฟฟ่อนใบเตย โคโค่นัทครีม และตัดเปรี้ยวด้วยโฟมส้มเขียวหวาน รสชาติเข้ากันได้อย่างลงตัวจนไม่น่าเชื่อ ถือว่าเป็นคอร์สที่ให้ความสำคัญกับของคาวแล้วไม่ลืมที่จะใส่ใจในคอร์สของของหวานด้วย ขอชื่นชมเลย!

ร้านสวรรค์ / Saawaan
ที่อยู่: 39/19 Soi Suan Phlu, Sathon Road, Bangkok
เวลาเปิด-ปิด: 18:00-24:00
สถานที่จอดรถ: ลานจอดรถโรงแรม Somerset Park Suanplu

พากินร้านอาหารรางวัล Michelin Guide 2019
กับ Merdeces-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic by Benz Suanluang

และครั้งนี้ ก๊อตก็ได้มีโอกาสขับรถ Merdeces-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic จาก Benz Suanluang ไปชิมอาหารรสเลิศกัน ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกเลยที่ได้ลองสลับจากสายคาเฟ่มาเป็นสายร้านอาหารกันบ้าง และด้วย Merdeces-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic ใหม่นี้ที่ถือว่าเป็นการอัพเกรดจาก Merdeces-Benz C 250 Coupé AMG Dynamic เดิมที่เคยขับมาแล้วใน Cafe Hopping Bangkok #3 มาคราวนี้ เค้ามาพร้อมกับการอัพเกรดสิ่งที่มีอยู่ทั้งภายนอกและภายในให้ดีมากยิ่งขึ้นเพื่อเสริมความสปอร์ตมาดเท่ห์นั่นเอง

ดีไซน์ภายนอก ที่เห็นได้ชัดเลยก็จะเป็นกระจังหน้าพร้อมไฟหน้าดีไซน์ใหม่และล้ออัลลอยดีไซน์ 5 ก้านสีดำที่ดูเท่ห์มากขึ้น ส่วนการออกแบบภายในที่ว้าวมากๆก็คือ แผงหน้าจอมาตรวัดใหม่แบบดิจิตอลที่ล้ำมากๆ พร้อมทั้งหน้าจอแสดงผลตรงกลางที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมที่เราจะไม่ต้องละสายตาจากถนนเพื่อมาเพ่งดูข้อมูลกันเลยแหละ

นอกจากนี้ด้วยขนาดตัวรถที่ไม่ใหญ่มากจนเกินไป ทำให้ก๊อตขับไปร้านอาหารที่อยู่ในย่านการจราจรที่ติดขัดเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย ถอยจอดเข้าซองได้ไม่ยากเพราะมีเซ็นเซอร์กะระยะช่วยจอดพร้อมกล้องมองหลังเช็คความชัวร์ได้อีกด้วย และที่ก๊อตแฮปปี้มากๆ คือเทคโนโลยี EQ Boost ที่ช่วยในการออกตัวได้อย่างทันท่วงทีในช่วงเร่งแซงคับขัน เหมาะกับการขับในเมืองจริงๆ

ถ้าจะบอกว่า V เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นเดิมให้เพอร์เฟ็คมากยิ่งขึ้นก็คงไม่เว่อร์จนเกินไป โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นที่รักความอิสระและคนรักรถสปอร์ตคูเป้ตราดาวสามแฉกโดยเฉพาะ

สำหรับก๊อตแล้ว การออกแบบรถทุกคันก็เหมือนกับอาหารทุกจานที่เชฟแต่ละคนตั้งใจปรุงแต่งออกมาให้ดีที่สุด แต่ก็ไม่หยุดที่จะพัฒนารสชาติใหม่ให้ถูกปากคนมากยิ่งขึ้นเหมือนกับ Merdeces-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic คันนี้นี่เอง

สนใจอยากทดลองขับ Mercedes-Benz ทุกรุ่น
แนะนำ Benz Suanluang (เบนซ์ สวนหลวง) เลย!

Benz Suanluang หรือ Suanluang Autohaus คือดีลเลอร์และศูนย์บริการครบวงจรสำหรับรถ Mercedes-Benz ทุกรุ่น ดังนั้นเชื่อใจในเรื่องของมาตรฐานการให้บริการได้เลย เพราะก๊อตก็ไปที่นี่มาหลายรอบแล้ว พี่ๆทุกคนให้การต้อนรับเราด้วยความอบอุ่นตลอดมา บอกเลยว่าประทับใจจริงๆ ถ้าใครอยากทดลองขับ Merdeces-Benz C 200 Coupé AMG Dynamic หรือรุ่นอื่นๆ สามารถติดต่อ Benz Suanluang ตามรายละเอียดด้านล่างได้เล้ย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถ Mercedes-Benz ทุกรุ่น
ที่ สวนหลวง ออโต้เฮ้าส์ โทร. 02-322-5999 หรือ LINE: @benzsuanluang
(คลิก http://bit.ly/AddLineBenzSuanluang)

และนี่ก็คือการพาชิมร้านอาหาร Michelin Guide 2019
แล้วคราวหน้ามาดูกันว่าก๊อตจะขับรถ Mercedes-Benz รุ่นไหนจาก Benz Suanluang
ต้องติดตามกันนะแจ๊ะ เพื่อนนน 💙

รีวิว ที่เที่ยว PANTIP 2018 2019

NO COMMENTS

POST A COMMENT