รีวิว บริสเบน-โกลด์โคสต์ (Brisbane x Gold Coast) เที่ยวออสเตรเลียเองคูลๆ

บริสเบน (Brisbane) เมืองจัดจ้านที่ใหญ่โตเป็นอันดับสามของประเทศออสเตรเลีย แต่หลายคนมักจะมองข้ามและไปเที่ยวเมืองใหญ่อย่างซิดนีย์และเมลเบิร์นแทน กรี๊ด พวกเธอข้ามหน้าข้ามตาบริสเบนไปได้ยังไง เพราะบริสเบนนี่คือเมืองหลวงของรัฐควีนส์แลนด์ที่เก๋ไก๋ด้วยชายหาดใจกลางเมืองติด CBD อย่าง สตรีทส์ บีช (Streets Beach) ที่ไม่มีเมืองไหนในออสเตรเลียมีเลยนะเว้ย นอกจากนี้ บริสเบนเค้ายังมีคาเฟ่ชิคๆ ที่หาได้ทั่วทุกมุมตึก มีมิวเซียมที่โคตรดีย์ และอากาศดีๆ ที่ไม่หนาวจัดหรือร้อนเว่อร์วังเหมือนเมืองอื่นอีก ทั้งหมดของบริสเบนเค้าจัดจ้านและชิคสุดติ่งขนาดนี้ ต้องตามมาเที่ยวกันแล้วละน่า

และนอกจากการเที่ยวบริสเบน (Brisbane) แล้ว รอบนี้ก๊อตจะพาไปเมืองน้องที่อยู่ใกล้อย่าง โกลด์โคส (Gold Coast) ที่เราสามารถนั่งรถไฟไปได้แค่ชั่วโมงกว่า โดยก๊อตจะพาไปเยือนสวรรค์ของนักโต้คลื่น ‘Surfer Paradise’ กับหาดทรายสีขาวๆ ที่เต็มไปด้วยฝรั่งหุ่นดีซิคแพ็คอีกด้วย อย่ารอช้า ตามไปเที่ยวกันได้เลย

บินตรงกรุงเทพ ดอนเมือง-บริสเบน
ด้วยสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์

บริสเบน (Brisbane) รอบนี้ ก๊อตได้ใช้บริการบินตรงกรุงเทพ ดอนเมือง-บริสเบน ด้วยสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ (Thai AirAsia X) แหละ หลายคนอาจจะสงสัยว่า การบินข้ามทวีปด้วยแอร์เอเชีย มันได้ด้วยหรอ เห้ยยยยยย จากประสบการณ์จริงที่ก๊อตได้บินมาทริปนี้ ก๊อตขอบอกเลยว่ามันสบายกว่าที่คิดเยอะมากๆ เพราะรูท กรุงเทพ (ดอนเมือง) – บริสเบน อันนี้เค้าใช้เครื่องบินลำใหม่ล่าสุด Airbus A330-300 Neo ที่พึ่งเปิดตัวได้มาสดๆ ร้อนๆ เมื่อกลางปี 2019 เลย

บินตรงกรุงเทพ ดอนเมือง-บริสเบนครั้งนี้ ก๊อตนั่งแบบ Economy ระยะเวลาบินประมาณ 9 ชั่วโมงเนอะ เลยอยากรีวิวแบบตรงไปตรงมานิดนึง ตัวเครื่องที่ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เอามาบินอย่าง Airbus A330-300 Neo ในระยะทางไกลนั้น ถือว่าคิดมาดีมาก ตัวเครื่องเป็นแบบขนาดลำตัวกว้างโดยแบ่งแถวที่นั่งเป็น 3-3-3 ทำให้แถวที่นั่งไม่ได้แออัด และนั่งสบายเข่าไม่ติดนะเออ (ก๊อตสูง 177 เซนติเมตร) แถมนอนสบาย เครื่องใหม่เอี่ยมเนอะ นี่ประทับใจเลยแหละ

ส่วนเรื่องพนักงานต้อนรับของไทยแอร์เอเชีย นี่ไม่ต้องพูดถึง เพราะพี่ๆเค้าบริการได้ดีมากอยู่แล้วเด้อ โดยระหว่างที่บินนั้น ก๊อตก็สั่งอาหารอยู่หลายรอบเหมือนกัน พี่ๆพนักงานต้อนรับก็พร้อมบริการอย่างดีย์ และแฮมเบอร์เกอร์อร่อยมากกก อันนี้ชมจริง 555555

สรุปคือ ก๊อตคิดว่าดีเลยเหอะกับการบินระยะไกลด้วยสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เพราะเครื่องใหญ่ ที่นั่งสบาย ไม่ได้แคบอย่างที่คิด อีกทั้งราคาก็ยังถูกกว่าสายการบินอื่นด้วย ส่วนใครที่อยากได้ออฟชั่นคล้ายฟูลเซอร์วิส ก๊อตแนะนำให้ซื้อแบบแพ็คเกจตอนซื้อตั๋วไปเลย เพราะมันถูกกว่าการซื้อแยก และถูกกว่ามาซื้อหน้าเคาท์เตอร์ หรือซื้อบนเครื่องบินมากอยู่ ใครที่พร้อมและอยากจองตั๋วแล้ว คลิกจองตั๋วเลยที่ www.airasia.com จ้า

แพลนเที่ยวบริสเบน-โกลด์โคส
(Brisbane-Gold Coast) 5 วัน 4 คืน

สำหรับใครที่อยากตามรอยทริป บริสเบน-โกลด์โคส (Brisbane-Gold Coast) อันนี้ ก๊อตทำแพลนมาให้เรียบร้อยแล้วเด้อ ซึ่งรอบนี้เรามาเที่ยวกันทั้งหมด 5 วัน 4 คืน และบินด้วยสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ใครขี้เกียจแพลนแล้ว เซฟแพลนและตามรอยทริปด้านล่างนี้ได้เล้ย

วันที่แพลนเที่ยว บริสเบน-โกลด์โคส
0บินไปออสเตรเลีย กรุงเทพ (ดอนเมือง) – บริสเบน ด้วยสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์
1

บริสเบน (Brisbane) : CBD
– ศาลาว่าการบริสเบน (Brisbane City Hall)
– พิพิธภัณฑ์แห่งบริสเบน (Museum of Brisbane : MOB)
– โบสถ์อัลเบิร์ตสตรีท ยูไนติ้ง (Albert Street Uniting Church)
– ควีนสตรีทมอลล์ (Queen Street Mall)
– Coffee Iconic Cafe Garden
– Gallery of Modern Art (GOMA)
– ป้ายบริสเบส (Brisbane Sign)

2บริสเบน (Brisbane) : South Brisbane
– Nodo Donuts CBD
– South Bank Parklands
– สตรีทส์ บีช (Streets Beach)
– Kangaroo Point Lookout
– Boundary Street Markets
3บริสเบน (Brisbane)
– เขตรักษาพันธุ์โคอาล่าโลนพาย (Lone Pine Koala Sanctuary)
– สวนพฤกษศาสตร์บริสเบน – ภูเขาคุตธา (Brisbane Botanic Gardens, Mt Coot-tha)
– จุดชมวิวเมืองบริสเบน – ภูเขาคุตธา (Brisbane Lookout, Mt Coot-tha)
– Fish Lane + Gelato Messina South Brisbane
4โกลด์โคสต์ (Gold Coast)
– Paradox Coffee Roasters
– เซิร์ฟเฟอร์ พาราไดซ์ (Surfer Paradise)
– หาดเบอร์เลห์ เฮดส์ (Burleigh Heads Beach)
5บินกลับไทย บริสเบน – กรุงเทพ (ดอนเมือง) ด้วยสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์

การเดินทางในรัฐควีนส์แลนด์ ด้วยบัตร GO Card

สำหรับการเดินทางทั้งหมดในรัฐควีนส์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถเมล์ รถแทรมนั้น เราจะสามารถใช้บัตร GO Card ซึ่งก๊อตแนะนำให้เราซื้อตั้งแต่ก่อนขึ้นรถไฟเข้าเมืองบริสเบนได้เลย ซึ่งประโยชน์ต่างๆ ของ GO Card นั้นก็มีเยอะแยะอยู่เหมือนกัน ที่แน่ๆ คือ ราคาค่าโดยสารนั้นจะถูกกว่าการซื้อบัตรต่อเที่ยวประมาณ 30% (ลดเยอะม๊าก) แถมเรายังไม่ต้องมาพะวงเรื่องเหรียญหรือแบงค์ในการจ่ายตังค์ตอนจะขึ้นรถต่างๆ อีก ดังนั้น ซื้อเถอะจ้า สะดวกขึ้นเยอะมากตอนเดินทางเนอะ

GO Card สามารถหาซื้อได้ทุกสถานีรถไฟ และ 7-Eleven ทุกสาขา แต่นี่จะแนะนำให้ซื้อเลยก่อนขึ้นรถไฟเข้าเมืองเนอะ เพราะเราจะได้ใช้ GO Card เข้าเมืองได้เลย ส่วนราคาค่าบัตรนั้น จะมีค่ามัดจำอยู่ $5 และถ้าเราเที่ยวอยู่แค่ในตัวเมืองบริสเบน เจ้าหน้าที่เค้าจะเติมมาเลยประมาณ $45 รวมกับค่ามัดจำบัตร $5 เท่ากับเริ่มแรก เราจ่ายค่าบัตร GO Card ประมาณ $45 เด้อ หลังจากกลับไทย หากเราอยากคืนบัตร ก็คืนได้เลยที่ Ticket Office ตรงสถานีรถไฟก่อนเข้าสนามบินกลับไทยนะจ๊ะ

วันที่ 1: บริสเบน (Brisbane)
ศาลาว่าการบริสเบน (Brisbane City Hall) / พิพิธภัณฑ์แห่งบริสเบน (Museum of Brisbane : MOB)

เริ่มต้นของการเที่ยวบริสเบน ทริปนี้เราขอแวะไปยัง ศาลาว่าการบริสเบน (Brisbane City Hall) ที่ถือเป็นหัวใจของเมืองเค้ากันก่อน ซึ่งก๊อตเห็นหลายคนและหลายๆรีวิว แค่ผ่านด้านหน้าและถ่ายรูปตึกเค้าแค่นั้น แต่ก๊อตอยากแนะนำให้เราเดินเข้าไปด้านในด้วย เพราะเค้ามี พิพิธภัณฑ์แห่งบริสเบน (Museum of Brisbane : MOB) ที่โคตรเก๋ อีกทั้งเรายังสามารถขึ้นไปยังหอนาฬิกาด้านบนเพื่อดูวิวเมืองบริสเบนได้สวยๆ อีกด้วย ทั้งหมดนี้คือฟรี! และดีมากกกก

พิพิธภัณฑ์แห่งบริสเบน (Museum of Brisbane : MOB)

เห็นชื่อว่าเป็น พิพิธภัณฑ์แห่งบริสเบน (Museum of Brisbane) ตอนแรกนี่คิดว่าจะเป็นมิวเซียมที่โบร่ำโบราณ และมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ของบริสเบน แต่พอได้เข้าไปชมจริงๆ คือเป็นมิวเซียมที่โมเดิร์นมาก ทั้งได้เรียนรู้จุดเริ่มต้นของการสร้างเมืองบริสเบนรวมถึงรัฐควีนส์ทาวน์แล้ว ยังมีอีกมุมในเรื่องของความชิค ความคูลของคนบริสเบนที่แสดงออกมาผ่านงานอาร์ท ทั้งภาพวาด ศิลปะ เพลง และอื่นๆ อีก คือดีย์

และใน พิพิธภัณฑ์แห่งบริสเบน (Museum of Brisbane : MOB) มีอย่างนึงที่คนไม่รู้คือ เค้าเปิดให้เราขึ้นไปยังหอนาฬิกาด้านบนด้วย แถมฟรีอีกต่างหาก ซึ่งทางมิวเซียมเค้าจะมีจัดทัวร์เป็นรอบๆ เพื่อขึ้นไปยังหอนาฬิกาและดูวิวเมืองบริสเบนด้านบนโดยใช้เวลาเพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น ก๊อตแนะนำให้ว่า เมื่อเราเข้ามายังตัวมิวเซียม แนะนำให้เราจองรอบทัวร์ได้เลยที่เคาท์เตอร์ จากนั้นค่อนเข้าไปดูนิทรรศการด้านในเพื่อรอเวลาขึ้นหอนาฬิกาแทน เพราะคนสนใจเยอะม๊าก คิวรอนานอยู่เหมือนกันเด้อ

โบสถ์อัลเบิร์ตสตรีท ยูไนติ้ง (Albert Street Uniting Church)

ติดๆ กันกับ ศาลาว่าการบริสเบน (Brisbane City Hall) เราจะเห็นโบสถ์อิฐสีแดง โบสถ์อัลเบิร์ตสตรีท ยูไนติ้ง (Albert Street Uniting Church) ตั้งเด่นตระหง่าอยู่ ซึ่งโบสถ์นี้ถือว่าเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในรัฐควีนแลนด์ มีอายุมากกว่า 100 ปีแล้ว แถมดีไซน์ของตัวโบสถ์นั้นยังเป็นสถาปัตยกรรมโกธิคในสไตล์แบบวิคตอเรียนที่ตอนนี้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของรัฐควีนส์แลนด์อีกด้วย ซึ่งคนบริสเบนหลายคนก็เลือกที่จะมาจัดงานแต่งงานที่นี่กันนะเออ

ใครที่มาเที่ยวตรงนี้แล้วทั้ง ศาลาว่าการบริสเบน (Brisbane City Hall) และ โบสถ์อัลเบิร์ตสตรีท ยูไนติ้ง (Albert Street Uniting Church) แล้ว ก็อย่าลืมถ่ายรูปคู่ปักแลนด์มาร์คกันซักหน่อยเน้อ อยู่ตรงข้ามกันเลย 555555

ควีนสตรีทมอลล์ (Queen Street Mall) + แนะนำการช้อปปิ้ง

พ่อแม่พี่น้องจ๋า ใครที่เป็นสายช้อปปิ้ง นี่ต้องมาที่ ควีนสตรีทมอลล์ (Queen Street Mall) ตรงใจกลางเมือง CBD เลยจ่ะแม่ เพราะที่นี่คือช้อปปิ้งสตรีทที่ใหญ่และครบเครื่องมากที่สุดของบริสเบนแล้ว มาทั้ง Fast Fashion Brand อย่างพวก H&M, Zara, Uniqlo, Cotton On, แบรนด์อื่นๆ ที่น่าสนอย่าง COS (COS ที่ออสเตรเลียถูกกว่าไทยเกือบพัน หรือพันกว่าบาท โคตรกรี๊ด) หรือร้านแนว Muti-brand คูลๆ ที่รวมเอาสตรีทแบรนด์ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า เข้ามามิกซ์แอนด์แมชด้วยกันอย่างร้าน Universal Store, Foot Locker และ City Beach งี้ บอกเลยว่าเกือบทั้งหมดถูกกว่าไทย ด้วยของที่ราคาถูกกว่าไทยอยู่แล้ว รวมถึงค่าเงินออสเตรเลียที่อ่อนค่ามากตอนนี้ ทำให้ที่นี่ช้อปโคตรสนุก ยกเว้น Uniqlo ที่ซื้อในไทยถูกกว่าเด้อ 555555555

ส่วนใครที่เป็นสาย High-end Fashion Brands อันนี้ไม่แน่ใจจริงๆ ว่าราคาที่ออสเป็นยังไงบ้างเมื่อเทียบกับไทย หรือต่างประเทศอย่างฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือยุโรป (เพราะก๊อตเองไม่ใช่สายแบรนด์เนมจ๋า) แต่ถ้าอยากลองไปดูล่ะก็ มันจะมีถนนที่ชื่อว่า Edward Street และห้าง Queens Plaza ที่ติดอยู่กับ ควีนสตรีทมอลล์ (Queen Street Mall) ตรงนี้จะรวมทุก High-end Fashion Brands อย่างพวก Chanel, Gucci, Louis Vuitton และ Hermes อยู่เน้อ ลองไปดูกันได้

ส่วนอันอื่นๆ ที่อยากให้ซื้อจากออสเตรเลีย เพราะราคาถูกกว่าไทยสุดๆ คือ พวกวิตามินต่างๆ ทั้งหลายแหล่ ทั้ง Blackmores และ Swisse นี่ถูกกว่าไทยมาก สามารถขนกันมาได้เลย นอกจากนี้ยังมีพวกเครื่องสำอางที่ถูกกว่าไทย สามารถลองดูได้เด้อ ส่วนตัวก๊อตคิดว่าออสเตรเลียเป็นอีกประเทศที่ช้อปปิ้งสนุกนะเออ ละลายเงินไปเยอะมาก

Coffee Iconic Cafe Garden

ช้อปปิ้งเสร็จแล้ว นี่ขอแวะพักเหนื่อยโดยการเข้าคาเฟ่เพื่อกินกาแฟและข้าวกันหน่อย ซึ่งร้านที่ก๊อตเลือกในวันแรกคือร้าน Coffee Iconic Cafe Garden ที่เมื่อดูด้านหน้าร้าน อาจจะเหมือนร้านคาเฟ่ทั่วไป แต่นี่อยากจะเซอร์ไพรส์ทุกคนว่า ด้านหลังของตัวร้านเค้าเป็นการ์เด้นโคตรน่ารัก ที่ให้ลูกค้าของคาเฟ่เค้าได้มานั่งชิลจิบกาแฟพูดคุยกัน หรือแม้แต่มานั่งทานอาหารกันนั่นเอง ส่วนตัวนี่ว่าชิคเวอร์

สำหรับเครื่องดื่มและอาหารที่ก๊อตสั่งนั้น มี Latte Mug ($4.5) ที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะเป็น Iconic Blend หรือเป็น Single Origin นะจ๊ะ โดยก๊อตเองเลือกแบบ Iconic Blend ที่ทางร้านจัดเบลนด์มาให้ ซึ่งกาแฟร้านนี้คือหอมและอร่อยมากกก ส่วนอาหารหลักนั้น นี่เลือกเป็น Bulgogi Beef Burger ($16) กับเบอร์เกอร์กับเนื้อบูลโกกิตามสไตล์เกาหลี ซึ่งเบอร์เกอร์อันนี้โคตรอร่อยเข้ากับเนื้อมาก กินหมดทีคืออิ่มอยู่ท้องเลยแหละ

โดยรวมคืออาหารดีย์ กาแฟก็ดีย์ บรรยากาศก็ดีย์ ทุกอย่างคือดีหมดเลยแกร๊ ส่วนตัวนี่ชอบบรรยากาศแบบโคซี่อย่างนี้มาก มันไม่ดูสบายๆ เหมือนนั่งอยู่ในสวนหลังบ้านของใครที่เรารู้จักซักคน เอาเป็นว่า Coffee Iconic Cafe Garden ร้านนี้แนะนำนาจาา

Gallery of Modern Art (GOMA)

อิ่มท้องเรียบร้อยแล้ว เราขอไปลุยกันต่อที่แกลอรี่อาร์ทๆ กันที่ Gallery of Modern Art (GOMA) ได้เล้ย ถ้าใครเป็นสายอาร์ทมิวเซียมละก็ นี่แนะนำให้เราเข้ามาเที่ยวกัน เพราะที่นี่ถือเป็นแกลอรี่ศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Arts) และศิลปะสมัยใหม่ (Modern Arts) ที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย ดังนั้น งานเจ๋งๆ นั้นมีมาแสดงเยอะแยะแน่นอน และที่เก๋สุดของมิวเซียมในออสเตรเลียคือ เข้าฟรีอีกล้าวววว กรี๊ดมาก

ส่วนตัวก๊อตค่อนข้างชอบแกลอรี่อาร์ทที่นี่มากอยู่ เพราะงานเค้าที่เอามาแสดงคืองานที่เข้าถึงได้ง่านผ่านสื่อมัลติมีเดียต่างๆ รวมถึงภาพถ่าย งานไฟ และ ศิลปะจัดวาง งานอินเตอร์แอคทีฟ ซึ่งเกือบทั้งหมดจะมาในแนว Contemporary Arts / Modern Arts ซึ่งตัวก๊อตเองค่อนข้างชอบและอินมากกว่างานพวก Canvas Painting สีน้ำมันในยุคก่อนๆ ฮ่าๆ ถือว่าดีย์ และโคตรหลากหลาย ไม่เชื่อดูรูปได้เลย คือมันเก๋ และยังเป็นสปอตถ่ายรูปได้อีกด้วย

งานที่ชอบ และเจ๋งที่สุดในแกลอรี่นี้ คือ PERCEPTIONS OF TIME (จัดถึงมิถุนายน 2020) ที่เสนอเรื่องการรับรู้ของเวลาจากศิลปินแต่ละคน ซึ่งมันอีกนึงคือเป็นงานวิดีโอฉายโปรเจ็คเตอร์ที่เคลื่อนไปทุกที่ไปตามเวลาช้าๆ คืองานโคตรดี และตัวก๊อตเองได้มุมมองใหม่จากงานชิ้นนี้เยอะอยู่ เอาเป็นว่าใครที่ชอบสายนี้ คือแวะมา Gallery of Modern Art (GOMA) ด้วยเถิดดดดดด นี่โคตรแนะนำ เพราะหลายงานแสดงเข้าฟรี คือมาแล้วได้แรงบันดาลใจกลับบ้านแน่นอนเด้อ

ป้ายบริสเบส (Brisbane Sign)

สุดท้าย ก่อนจบวันแรกของการเที่ยวบริสเบน อย่าลืมมาถ่ายรูปกับ ป้ายบริสเบส (Brisbane Sign) กับวิวด้านหลังย่าน CBD กันด้วย ทุกคนบนโลกนี้จะได้รู้ว่าเราได้มาเยือนบริสเบนเป็นที่เรียบร้อยแล้วนาจา ฮ่าๆ ซึ่งความน่ารักของป้ายบริสเบนอันนี้คือ ตอนแรกเค้าทำมาเพื่อใช้ในงานประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ในปี 2014 แค่นั้น แต่ไปๆ มาๆ ป้ายเมืองบริสเบนได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตติดอันดับ ที่นักท่องเที่ยวหลายคนต้องมาถ่ายรูปไปเรียบร้อย ป้ายก็เลยอยู่มาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง

วันที่ 2: บริสเบน (Brisbane)
Nodo Donuts CBD

ก่อนจะเที่ยวจริงจัง นี่ขอแวะไปหาอะไรกินกันก่อนกับร้านโดนัทขึ้นชื่อที่ดังที่สุดของบริสเบนกัน นั่นคือ Nodo Donuts ซึ่งสาขาที่ก๊อตจะไปนั้น อยู่ใน CBD นั่นเอง แต่ถ้าใครที่จะไปเที่ยว South Bank Parklands เหมือนก๊อตอยู่แล้วในอันต่อไป จะไปสาขาตรงนั้นก็ได้ คือมันมีเหมือนกัน งงป่ะ 555555

และถึงแม้ชื่อจะเขียนว่าขายโดนัท แต่จริงๆ Nodo Donuts ขายหลายอย่างมาก แน่นอนว่านางขายโดนัท แต่ที่เก๋คือเป็นโดนัทแบบ Gluten-free ทั้งหมด นอกจากนี้ยังขายกาแฟ, อาหารแบบ Brunch, ข้าวกล่อง รวมถึงพวกอาหารเฮลท์ตี้ และพวกขนมหวานอีกด้วย คือขายเยอะม๊ากจนนี่ตกใจ ฮ่าๆ ซึ่งถ้าใครที่อยากกินอะไรอร่อยๆ และถ่ายรูปลง Instagram สวยๆ นี่แนะนำเลยจ่ะแม่

แน่นอนว่าก๊อตสั่งโดนัทมา ซึ่งนี่ถามพนักงานเหมือนกันว่ามากินครั้งแรกควรสั่งอะไร ซึ่งนางก็แนะนำเป็น Raspberry White Chocolate ($5.5) ที่ออกรสเปรี้ยวของราสเบอร์รี่หน่อยๆ ตัดกับไวท์ช็อคโกแลต คือมันอร่อยมั้ย .. อร่อยแหละ แต่ไม่รู้นี่คาดหวังมากเกินไปหรือเปล่า เพราะมันดังเรื่องโดนัทเลยคิดว่ามันน่าจะอร่อยมากกว่านี้ แงง

นอกจากนี้ก๊อตยังสั่ง Brioche Benedict /w Smoked Salmon ($15.5) อีกด้วย ซึ่งนี่ขอพูดจากใจจริงว่าเบเนดิกต์เค้าอร่อยมากกกกก ด้วยความที่ทั้งไข่และแซลมอนมันกืนคู่กับขนมปังนุ่มๆด้านล่างที่เหมือนเค้กหน่อยๆ คือนี่ไม่ค่อยได้เห็นและรสชาติโคตรดีย์ คืออร่อยจนนี่รู้สึกว่าโดนัทเฉยๆ ไปเลยอ่ะ 555555555

ส่วนกาแฟที่ก๊อตสั่งนั้น มีอยู่สองตัวคือ Latte Mug ($4.5) ที่ทำลาเต้อาร์ทมาอย่างสวย และหอมอร่อย อีกตัวคือ Iced Long Black ($4.5) กับกาแฟดำ อันนี้ก็ดี กาแฟดีย์ กินแล้วไม่มีอะไรจะติเล้ย ฮ่า // สรุป ร้านนี้ดี ให้ผ่าน! รีวิวง่ายๆ ไปเลย

South Bank Parklands

South Bank Parklands ถือเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจที่รวมเอาหลายสิ่งมาเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่ศูนย์วัฒนธรรม (Cultural Center) ที่มีพิพิธภัณฑ์เยอะแยะหลายแห่งตั้งอยู่ หนึ่งในนั้นก็คือ Gallery of Modern Art (GOMA) ที่เราได้ไปมาแล้วเมื่อวาน ลากยาวมาจนเกือบๆ ส่วนโค้งของแม่น้ำบริสเบน ทำให้ที่นี่เต็มไปด้วยสวนสาธารณะ, ชายหาดคนสร้างอย่าง Street Beachs, บาร์, ร้านอาหาร และ ชิงช้าสวรรค์บริสเบน (Wheel of Brisbane) ถือเป็นพื้นที่สาธารณะที่ใหญ่โต ดีงาม โครตชิล และห้ามพลาดเมื่อมาบริสเบนเลย เพราะนี่คืออีกหนึ่งไฮไลท์ของเมืองนี้เลยนะเว้ย

จริงๆ ในช่วง 1840 ตอนแรกตรงย่าน South Bank Parklands ถือเป็นศูนย์กลางในการพบปะผู้คนของคนดั้งเดิมตั้งแต่คนพื้นเมืองอะบอริจิ้น จนถึงยุคผู้อพยพจากยุโรปเลยแหละ เรียกได้ว่าย่านนี้เป็นศูนย์กลางธุรกิจบริสเบน CBD ย่อมๆ ในยุคก่อร่างสร้างเมือง แต่เมื่อปี 1893 ตรงนี้ดันน้ำท่วม เค้าเลยย้ายศูนย์กลางธุรกิจไปยังฝั่งเหนือที่มีระดับพื้นดินสูงกว่าแทน นั่นคือย่าน CBD ในปัจจุบันนั่นเอง // แต่ที่เก๋คือ ในปี 1988 South Bank Parklands เคยเป็นสถานที่จัดงาน World Expo 88 ด้วย ย่านนี้เลยฟูฟ่ามาจนถึงทุกวันนี้

ใครที่มาเที่ยว South Bank Parklands ตรงนี้ มีกิจกรรมให้ทำเยอะมาก จะมานั่งปิคนิคโดยการหาขนม แซนวิช หรือเบียร์มานั่งกินก็ได้ คือเก๋มาก และลมเย็นมากกกก ฝรั่งเค้านั่งกันพรึมๆ หรือใครจะมาเดินเล่นเลียบแม่น้ำบริสเบน ก็ชิลเว่อร์ นี่แนะนำให้มาสุดๆ ส่วนตัวก๊อตว่าตรงนี้โคตรดีย์ เพราะมันออกมาจาก CBD แค่ข้ามสะพานแม่น้ำมา ก็เจอพื้นที่ที่เราสามารถพักผ่อนหย่อนใจได้แล้ว รักมาก

สตรีทส์ บีช (Streets Beach)

สำหรับ สตรีทส์ บีช (Streets Beach) ที่อยู่ใน South Bank Parklands นั้น นี่แทบจะเรียกที่นี่ว่าเป็นไฮไลท์ที่ทุกคนต้องเที่ยวเลยก็ว่าได้ เพราะหลายก็รู้ๆ กันอยู่ว่าออสเตรเลียเป็นประเทศแห่งชายหาด และ อีกทั้งคนออสซี่เองก็ยังชอบเล่นน้ำ เล่นเซิร์ฟ และนอนอาบแดดมาก เมืองบริสเบนเค้าก็เลยจัดสร้างชายหาดเทียมกลางเมืองไปเลย โดยทรายทั้งหมดที่เห็นคือทรายของจริงที่เค้าขนมาจากชายหาดใกล้ๆ กับอ่าวมอร์ตัน (Moreton Bay) ดังนั้น เมื่อเราสัมผัสถึงทรายและสระน้ำที่นี่ เราจะฟีลได้ถึงความเรียลของชายหาดมากขึ้น ประหนึ่งเหมือนเราอยู่ชายหาดจริงๆ นั่นเอง

หลายคนอาจจะคิดว่า มันคล้ายกับสวนสยามบ้านเราที่เป็นทะเลเทียม คือมันก็ใช่แหละ แต่ที่นี่จะเล็กและกระทัดรัดกว่า เดินทางสะดวกเพราะอยู่ติดกับ CBD และที่คูลของ สตรีทส์ บีช (Streets Beach) คือฟรี! เพราะที่นี่ถือเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับการพักผ่อนของทุกคนอย่างแท้จริงไงแกร

นักท่องเที่ยวหลายคนที่มาเที่ยวที่นี่ เค้าก็เหมือนมาเที่ยวทะเลจริงจังมาก มานอนอาบแดด มาเล่นน้ำ รวมถึงมาพักผ่อน เดินเล่น กินข้าว ชมวิวเอื่อยๆ คือชิลล์จริง มันทำให้บรรยากาศตรงนี้เหมือนชายหาดจริงมาก และนี่คิดว่าไม่มีที่ไหนจะมีบรรยากาศไวบ์แบบนี้เหมือนบริสเบนอีกแล้ว แกร๊ มันต้องมาาาาเว้ย // ส่วนก๊อตนี่ไม่ได้เตรียมชุดว่ายน้ำมา มีแต่กางเกงฟิตเนส เลยเอาขาจุ่มน้ำก็พอ (พร้อมเอามือปิดพุง) 5555555

Kangaroo Point Lookout

ถ้าให้พูดถึงจุดชมวิวที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของบริสเบน ก๊อตขอยกให้กับจุดชมวิว Kangaroo Point Lookout เลยแหละ เพราะที่นี่ทั้งฟรี และสามารถดูวิวเมืองบริสเบนย่าน CBD พร้อมแม่น้ำบริสแบนได้สวยม๊าก ซึ่งช่วงเวลาที่ก๊อตแนะนำให้เที่ยวจุดชมวิวนั้น คือช่วงตอนเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกนั่นเอง เมืองบริสเบนคือโคตรสวยยยยย!

ส่วนใครที่เป็นสายชิลหน่อย เราจะเอาขนมนมเนย หรือเบียร์ฉ่ำๆ มานั่งกินตรง Kangaroo Point Lookout ก็ได้นะ เพราะเค้ามีจุดปิคนิกเป็นโต๊ะและที่นั่งแบบเสร็จสรรพพร้อมให้เรานั่งกิน และดูวิวเมืองบริสเบนสวยๆ บอกเลยว่าฟินแน่นอน ฮ่าๆ

Boundary Street Markets

และสำหรับคนที่มาเที่ยวบริสเบนในวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ พอดีนั้น ก๊อตอยากให้เราลองมานั่งชิลๆ กันที่ Boundary Street Markets ตรงย่าน West End ใกล้ๆกับย่าน South Bank Parklands นั่นเอง ตรงนี้เค้าจะมีเหมือนเป็นตลาดนัดนั่งชิลสำหรับคนออสซี่ มีรถทรัคขายอาหารหลากหลายเชื้อชาติมาก มีตั้งแต่อาหารตุรกี เกาหลี ญี่ปุ่น ยันอาหารฝรั่งเศสและบราซิลงี้ และที่ดีคือ โคตรอร่อยและไม่แพง แถมบรรยากาศยังโคตรชิลด้วย

ส่วนตัวก๊อตแนะนำให้มาเลยแหละ โต๊ะและที่นั่งเค้าพร้อม และยังมีขายเบียร์สดเย็นๆ + ดนตรีสดด้วย อันนี้บอกเลยว่า ถ้าใครอยากสัมผัสวิถีชีวิตคนออสซี่ที่บริสเบนในบรรยากาศชิลๆ แบบนี้ มากินอาหาร นั่งดื่ม และเฮฮากับเพื่อนยาวๆ ได้เลย 55555 // ถือเป็นการจบวันที่ดีย์

วันที่ 3: บริสเบน (Brisbane)
เขตรักษาพันธุ์โคอาล่าโลนพาย (Lone Pine Koala Sanctuary)

เริ่มต้นวันที่ 3 ของการเที่ยวบริสเบน วันนี้เราจะออกมานอกรอบใจกลางเมืองบริสเบนกันซักหน่อย โดยเราจะไปหาน้องโคอาล่าและจิงโจ้กันที่ เขตรักษาพันธุ์โคอาล่าโลนพาย (Lone Pine Koala Sanctuary) กันเด้อ มาเที่ยวออสเตรเลียทั้งที เราก็ต้องมาเจอน้องโดยเฉพาะโคอาล่าและจิงโจ้นี่แหละ ไม่งั้นเดี๋ยวเค้าหาว่ามาไม่ถึงออสเตรเลียนะเว้ย 55555

สำหรับการมา เขตรักษาพันธุ์โคอาล่าโลนพาย (Lone Pine Koala Sanctuary) จากตัวเมืองบริสเบนนั้น แนะนำให้นั่งรถเมล์สาย 430 โดยต้นสายเริ่มตั้งแต่สถานีรถเมล์ ควีนสตรีทมอลล์ (Queen Street Mall) ที่อยู่ใต้ดินที่ป้าย 2C หรือเราจะไปขึ้นสายนี้ตรงศูนย์วัฒนธรรมควีนส์แลนด์ (Queensland Cultural Centre) ได้เหมือนกัน ก๊อตแนะนำให้เรากดจาก Google Map เอา เพราะหลายคนน่าจะเดินทางจากจุดเริ่มต้นไม่เหมือนกันเนอะ

และนอกจากเราจะเจอน้องโคอาล่าและจิงโจ้ที่ เขตรักษาพันธุ์โคอาล่าโลนพาย (Lone Pine Koala Sanctuary) แล้ว ที่นี่ยังมีสัตว์อีกเยอะมากให้เราได้เจอ โดยเฉพาะสัตว์ที่เห็นได้ที่เฉพาะออสเตรเลีย นั่นคือ หมาป่าดิงโก (Dingo), แทสมาเนียนเดวิล (Tasmanian Devil), วอมแบท (Wombat) รวมถึงสัตว์อื่นๆ อย่างพวกสัตว์เลื้อยคลาน และนกต่างๆ เห็นชื่อมีแต่โคอาล่า แต่จริงๆแล้ว ที่นี่สัตว์เยอะมากเลยยย

สำหรับการซื้อบัตรเข้าชมที่นี่นั้น สามารถซื้อได้ด้านหน้าตรงนั้นเลย หรือถ้าเราอยากได้ราคาบัตรที่ถูกกว่าหน้าร้าน ก๊อตแนะนำให้เราซื้อบัตรจาก KLOOK เนอะ ซื้อแล้วได้รับบัตรคอนเฟิร์มฟรี แถมมีส่วนลดประจำเดือนของ KLOOK เองอีกด้วย อันนี้เริ่ดดด ซื้อบัตรเข้า เขตรักษาพันธุ์โคอาล่าโลนพาย (Lone Pine Koala Sanctuary) คลิกที่นี่ | ดูส่วนลดประจำเดือนจาก KLOOK คลิกเลย

Klook.com

เมื่อเราเข้ามาด้านในเรียบร้อยแล้ว เราจะเจอทั้งนกและค้างคาว และถัดมาเป็นโคอาล่าหลายคอกที่เค้ากั้นเป็นสัดส่วนเลยแหละ ด้านในคอกโคอาล่า ก็จะมีต้นไม้ให้โคอาล่าปีนหรือนอน พร้อมต้นยูคาลิปตัสที่ให้น้องได้กินอิ่มตลอดเวลา คือแบบ ใครเห็นน้องต้องหลงรักอ่ะ เอาจริงเหอะ ไม่ว่าจะนอนหลับปุ๋ย นั่งเฉยๆ หรือเคี้ยวใบยูคาลิปตัสอยู่ ทุกท่วงท่าของน้องคือน่ารักหมด โอ้ยยย

เราอาจจะเคยได้ยินว่าโคอาล่าคือหมี หรือที่เราเรียกกันว่า ‘หมีโคอาล่า’ แต่จริงๆแล้ว โคอาล่าไม่ใช่หมีนะแกร น้องคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกระเป๋าหน้าท้อง หรือ พอสซัม (คล้ายจิงโจ้) และสัตว์ที่มีความใกล้เคียงกับหมีโคอาล่ามากที่สุดคือ วอมแบท (Wombat) นาจา

สำหรับใครอยากถ่ายรูปกับหมีโคอาล่า คือต้องเสียตังค์แหละ ซึ่งเค้าจะมีการขายบัตรถ่ายรูปกับหมีโคอาล่าเป็นรอบๆ ไปในแต่ละวัน จากนั้นเราจะได้เข้าไปอุ้มและถ่ายรูปคู่ด้วยกันนั่นเอง ส่วนใครที่ไม่ได้ซื้อบัตรอย่างก๊อต เราสามารถถ่ายรูปน้องโคอาล่าได้จากนอกคอกเท่านั้น 55555 // ปล่อยน้องกินใบไม้ หรือนอนเถิด น้องขี้เกียจ ฮ่า

อีกอันที่เป็นไฮไลท์ของการมาเที่ยว เขตรักษาพันธุ์โคอาล่าโลนพาย (Lone Pine Koala Sanctuary) คือการมาเจอน้องจิงโจ้ ซึ่งที่นี่เค้าปล่อยน้องฟรีสไตล์เลย ไม่ได้ขังหรือกั้นเป็นคอกแต่อย่างใด ทำให้เราสามารถเข้าไปเล่นกับน้องได้สบาย และสำหรับใครที่คิดว่ามันจะต่อยมั้ย จะบอกว่าไม่นะ น้องโคตรเชื่องและน่ารักมากกกก คือถ้ามันขี้เกียจยุงกับเจ้าพวกมนุษย์ มันจะกระโดดหนีไปเอง และถ้าใครอยากล่อน้องมาถ่ายรูปด้วย แนะนำให้ซื้อขนมน้องจิงโจ้มาป้อน ทีนี้คือถ่ายรูปง่ายเลย 555555

สวนพฤกษศาสตร์บริสเบน – ภูเขาคุตธา (Brisbane Botanic Gardens, Mt Coot-tha)

ดูโคอาล่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราจะมาเที่ยวกันต่อที่ สวนพฤกษศาสตร์บริสเบน – ภูเขาคุตธา (Brisbane Botanic Gardens, Mt Coot-tha) กัน ซึ่งสวนนี้ถือเป็นสวนพฤกษศาสตร์แห่งที่สองของบริสเบน โดยที่แรกนั้นอยู่ตรงใจกลางเมืองนั่นเอง แต่ที่ก๊อตเลือกมาที่นี่นั้น เพราะที่นี่กว้างใหญ่ไพศาลกว่า 325 ไร่ มีอะไรให้ดูเยอะมาก ทั้งสวนเฟิร์น สวนญี่ปุ่น รวมถึงมีแลนด์มาร์คอย่างโดมป่าดิบชื้น (Tropical Display Dome) ที่หลายคนชอบไปถ่ายรูปอีกด้วย นอกจากนี้เราจะขึ้นไปด้านบนภูเขาคุตธาเพื่อดูวิวเมืองบริสเบสอีก และทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือฟรีอีกแล้ว ออสเตรเลียเค้าฟรีค่าเข้าเกือบทุกอย่างจริงๆ นี่ประทับใจมากกกก

สวนญี่ปุ่น (Japanese Garden) ที่เราเห็นนั้นเป็นสวนญี่ปุ่น ที่จัดแสดงในงาน World Expo 88 ตรง South Bank Parklands เมื่อปี 1988 ที่บริสเบนเป็นเจ้าภาพเลยเชียวนะ ซึ่งทางญี่ปุ่นเค้าก็มอบสวนนี้ให้เป็นของขวัญแก่คนบริสเบน และได้ย้ายมาอยู่ที่ สวนพฤกษศาสตร์บริสเบน – ภูเขาคุตธา (Brisbane Botanic Gardens, Mt Coot-tha) นั่นเอง ถือว่าเป็นสวนที่สวย และเหมือนอยู่ในญี่ปุ่นเลยแหละ

Tropical Display Dome อันนี้ที่เป็นแลนด์มาร์ค Instagramable Shot ของใครหลายคน ที่นี่เค้าจะรวบรวมต้นไม้ในเขตโซนร้อนชื้นมารวมกัน ซึ่งบางทีต้นไม้พวกนี้มันไม่สามารถอยู่รอดได้กับสภาพอากาศของบริสเบน ดังนั้นต้นไม้เหล่านี้เลยต้องมาอยู่ในโดมที่ถูกปรับสภาพอากาศให้ต้นไม้มีชีวิตอยู่ได้นั้นเอง ซึ่งด้านในนี้จะบอกว่าร้อนมาก ตอนที่ก๊อตไป จากด้านนอกที่อากาศเย็น ด้านในนี้ร้อนมากเลยจ้าแม่ 555555 // แต่ถ่ายรูปสวยนะเออ ยอมก็ได้ ฮ่าๆ

จุดชมวิวเมืองบริสเบน – ภูเขาคุตธา (Brisbane Lookout, Mt Coot-tha)

สุดท้ายก่อนกลับเข้าใจกลางเมืองบริสเบน มา สวนพฤกษศาสตร์บริสเบน – ภูเขาคุตธา (Brisbane Botanic Gardens, Mt Coot-tha) แล้วก็อย่าลืมนั่งรถเมล์ต่อมายัง จุดชมวิวเมืองบริสเบน – ภูเขาคุตธา (Brisbane Lookout, Mt Coot-tha) ด้วยนะ เพราะสองที่นี้ถือเป็นของคู่กัน ฮ่าๆ

สำหรับด้านบนจุดชมวิวนั้นมีทั้งร้านอาหารและคาเฟ่ แล้วก็จุดชมวิวเป็นระเบียงยาวๆ โคตรน่าเสียดายในวันที่ก๊อตไปนั้น มองไม่ค่อยเมืองบริสเบนมากเท่าไหร่ เพราะเป็นช่วงที่เกิดไฟไหม้ป่าในรัฐควีนส์ทาวน์พอดี นี่เลยเห็นแบบจางๆ แค่นั้นเอง แต่ถ้าใครที่อ่านแล้วกำลังวางแพลนจะมาดูวิวบริสเบนที่นี่ล่ะก็ ก๊อตแนะนำให้มาช่วงเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หรือไม่ก็ช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์จะตกเนอะ รับรองว่าสวยมาก เพราะนี่เห็นจากรูปคนอื่นใน Instagram มานาจา 5555

Fish Lane + Gelato Messina South Brisbane

กลับมายังตัวเมืองบริสเบนกันต่อ ก๊อตจะพาไปยัง Fish Lane ซึ่งตรงนี้เค้าเป็นเลนถนนเล็กๆ ทอดยาวหลายบล็อกตึก โดยมีทั้งร้านอาหาร บาร์ คาเฟ่ และสตรีทอาร์ทเก๋ๆ นั่นเอง ใครที่โหยหาที่ถ่ายรูปชิคๆ สตรีทอาร์ทเก๋ๆ ล่ะก็ Fish Lane คือคำตอบเลยจ่ะพี่ มีมุมถ่ายรูปลง Instagram เยอะมากจ้า

Gelato Messina South Brisbane

ส่วนใครที่อยากแฮงค์เอาท์ละก็ ลองเลือกร้านกันได้เลย ร้านตรง Fish Lane กับถนนเมลเบิร์นสตรีท (Melbourne Street) โคตรเยอะและมีสไตล์มาก ตอนแรกนี่กะจะแฮงค์เอาท์เหมือนกัน แต่ค่อนข้างเหนื่อย เลยไปกินร้านไอติมเจลาโตชื่อดัง Gelato Messina South Brisbane เพื่อผ่อนคลายแทน แกร๊ ไอติมเค้ามีเกือบ 40 รสชาติ และแต่ละอันคือน่ากินมากกกกก

รสที่ก๊อตสั่งคือเป็น Weekly Special ที่ชื่อว่า Alfajores กับรสมิลค์ช็อคกับคุ้กกี้ และอีกอันคือรส Nick Glasses เป็นรสกาแฟกับคาราเมล ทั้งสองอันคือเข้มข้นและอร่อยมาก ร้านนี้แนะนำเลยจ้า เลือกรสชาติได้ตามใจชอบเล้ย 555

วันที่ 4: โกลด์โคสต์ (Gold Coast)

วันสุดท้ายของการมาเที่ยวบริสเบนนั้น เราขอแวะไปที่ เมืองโกลด์โคสต์ (Gold Coast) ซักหน่อย ซึ่งรอบนี้ก๊อตมาเที่ยวแปปเดียวแบบวันเดย์ทริปเอ๊ง และสำหรับใครที่มาบริสเบนแล้ว การมาเที่ยว โกลด์โคสต์ (Gold Coast) นั้นไม่ยาก เพราะเราสามารถนั่งรถไฟตรงดิ่ง และมาต่อรถเมล์หรือรถแทรมเพื่อมาต่อในตัวเมืองโดยใช้ Go Card ใบเดียวได้เลย ทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาทีเท่านั้น มาโคตรง่ายยยยเลยเหอะ เรามาดูกันดีกว่าว่า โกลด์โคสต์ (Gold Coast) นี่จะเก๋และคูลขนาดไหน เริ่มได้!

Paradox Coffee Roasters

เริ่มแรกก่อนที่เราจะเที่ยวจริงจัง นี่ขอเริ่มอุ่นเครื่องโกลด์โคสต์ด้วยการหาร้านกาแฟดีๆ กันก่อน ซึ่งร้านที่ก๊อตเจอโดยยังเอิญนั้นชื่อว่า Paradox Coffee Roasters ที่เค้าเองบอกว่าเป็น Specialty Coffee ที่เริ่มตั้งแต่การหาเมล็ดกาแฟ คั่วกาแฟเองเออเอง ขายทั้งเมล็ดกาแฟ เปิดร้านกาแฟ เปิดสอนทำกาแฟ และอีกต่างๆ เยอะแยะมาก ถือเป็นอีกร้านกาแฟชึ้นชื่อของเมืองนี้เลยนะเว้ยย เก๋มาก

ร้าน Paradox Coffee Roasters กว้างมาก แถมดีไซน์ร้านยังเก๋ไก๋อีก มาทั้งทีนี่เลยสั่งทั้งกาแฟและอาหารเช้ามากินด้วยเลย นั่นคือ Barra Burger ($17) เป็นเบอร์เกอร์ชาร์โคล กับปลากระพงชุบแป้งทอด อันนี้โคตรอร่อย และอิ่มเกินกว่าที่คิดไว้มาก ส่วนกาแฟที่ก๊อตสั่งนั้นเป็น Flat White ($4.5) มีกลิ่นหอมและรสชาติตัวกาแฟนี่ดีเลย

สรุป ร้านนี้โคตรแนะนำ สำหรับคนที่อยากหากาแฟดีๆ กินซักแก้ว ส่วนถ้าใครหิว เค้าก็มีอาหาร All-day Dining พร้อมเสิร์ฟตลอดวันด้วย ถือเป็าการเริ่มต้นเที่ยวโกลด์โคสต์ (Gold Coast) ได้น่าประทับใจเลยแหละ

เซิร์ฟเฟอร์ พาราไดซ์ (Surfer Paradise)

อิ่มท้องแล้ว เราจะไปต่อกันที่ เซิร์ฟเฟอร์ พาราไดซ์ (Surfer Paradise) โดยถ้าแปลตามตัวคือชายหาดสวรรค์ของนักโต้คลื่นนั่นเอง ถ้าใครที่เคยเห็นภาพชายทะเลเป็นแนวยาว แล้วมีแนวตึกสกายไลน์ด้านหลังสูงๆล่ะก็ มันคือที่ Surfer Paradise ตรงโกลด์โคสต์ (Gold Coast) นี่แหละที่ถือเป็น Signature ของที่นี่เลย ซึ่งเมื่อก่อนตรงนี้เป็นเพียงแค่ฟาร์มเท่านั้น หลังจากนั้นได้ถูกขายให้กับนายทุนใหญ่ ‘Johann Meyer’ และได้สร้างโรงแรมและกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว และบูมสุดขีดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนี่จะบอกว่า เมื่อก่อนเค้าเรียกพื้นที่นี้ว่า ‘Elston’ นะ แต่เพื่อการตลาดในการโปรโมทเรื่องการท่องเที่ยว เค้าเลยเปลี่ยนชื่อมาเป็น Surfer Paradise แทน ซึ่งก็ประสบความสำเร็วเว่อร์วังมาก ฮ่าๆ

เซิร์ฟเฟอร์ พาราไดซ์ (Surfer Paradise) ตอนนี้เลยกลายเป็นศูนย์กลางของเมือง โกลด์โคสต์ (Gold Coast) ไปโดยปริยาย ฟู่ฟ่าด้วยโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ คือกลายเป็นเมืองตากอากาศ เมืองพักผ่อนของคนออสซี่ไปแล้ว ซึ่งนักท่องเที่ยวเค้าก็จะมาเล่นน้ำ อาบแดด เล่นเซิร์ฟกันตรงหาดทรายขาวๆ บรรยากาศคือดีมากกก

ตัวก๊อตเองก็ไปปูผ้า นั่งเล่นบนหาดดูฝรั่งเหมือนกัน อาหารตาเยอะมาก และเป็นอะไรที่เพลินมากเหมือนกัน โอ้ย 55555555 // ยังไงใครที่ได้มาที่นี่ ก่อนที่เราจะปูผ้านั่งหรือนอน แนะนำให้ทาครีมกันแดดหนาๆ เลย เพราะแดดเค้าแรงเอาเรื่อง ระวังผิวเราจะเบิร์นกันได้ง่ายๆ เด้อ

หาดเบอร์เลห์ เฮดส์ (Burleigh Heads Beach)

สำหรับใครที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายจาก เซิร์ฟเฟอร์ พาราไดซ์ (Surfer Paradise) ก๊อตแนะนำให้เราเขยิบลงมาที่หาด หาดเบอร์เลห์ เฮดส์ (Burleigh Heads Beach) แทน เพราะที่นี่เงียบและสงบกว่ามาก โดยก๊อตเองตั้งใจมาตอนเย็นๆ เพื่อมาดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ เพราะจากหาดนี้เอง เราสามารถมองเห็นแสงคล้อยๆ ได้โคตรสวย แถมถ้าเรามองไปยังฝั่ง Surfer Paradise เราจะยังได้เห็นสกายไลน์ตึกสูงตรงนั้น ได้ไกลอีกด้วย บอกเลยว่าดีม๊ากก

รอจนพระอาทิตย์ตก นี่ก็เดินชิลๆ ขึ้นรถเมล์ แล้วไปต่อรถไฟเพื่อกลับไปยังเมืองบริสเบน สรุปการมาเที่ยวโกลด์โคสต์ (Gold Coast) คือชิลๆมาก เหมือนมาเที่ยวตากอากาศ พักผ่อนไปกับแสงแดด ชายหาด และทะเลเด้อ ส่วนใครที่อยากสนุกแบบแอดเวนเจอร์มากกว่านี้ เราจะเล่นเซิร์ฟ หรือลงคอร์สเรียนเซิร์ฟก็ได้นะเว้ย ตรงนี้เค้ามีเปิดสอนอยู่ด้วยนาจา

ที่พักในบริสเบน
โรงแรมไอบิส บริสเบน (Ibis Brisbane Hotel)

สำหรับที่พักในบริสเบนรอบนี้ ก๊อตพักที่ โรงแรมไอบิส บริสเบน (Ibis Brisbane Hotel) ที่ตั้งอยู่ในกลางย่าน CBD ที่โคตรสะดวก เดินทางไปไหนต่อไหนได้หมด เพราะมันอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟโรมาสตรีท (Roma Street Street) ที่เราสามารถเดินทางมาจากสนามบินได้ง่ายโคตร นอกจากนี้เรายังเดินไปยังย่านช้อปปิ้งในกลางเมือง CBD อย่าง ควีนส์สตรีทมอลล์ (Queen Street Mall) ได้แปปเดียวอีกด้วย ที่เก๋สุดคือ ตรงนี้ล้อมรอบด้วยคาเฟ่เก๋หลายร้านที่ก๊อตเขียนรีวิวในนี้นี่แหละ อีกทั้งราคาของโรงแรมยังไม่แรงเหมือนโรงแรมเจ้าอื่นที่ตั้งอยู่ใจกลางย่าน CBD นะเออ

สำหรับตัวโรงแรมนั้น ถึงแม้ โรงแรมไอบิส บริสเบน (Ibis Brisbane Hotel) จะไม่ได้ใหม่เอี่ยมเหมือนโรงแรมอื่นๆ แต่ที่นี่ห้องใหญ่มากกกกก คือก๊อตจองห้องนอน Standard แบบเตียงคู่สำหรับ 2 คนไว้ และห้องที่ได้คือเตียงขนาดควีนไซส์สองเตียง กับห้องใหญ่ๆ คือโคตรดี นอนคนเดียวบนเตียงใหญ่ๆ คือสบายมาก นอกนั้นก็ดีหมดนะ มีตู้เย็น ทีวี กาน้ำร้อน แต่เสียดายที่ไม่มีไมโครเวฟ และห้องน้ำเก่าไปนิด ฮ่าๆ // เอาเป็นว่า เทียบกับราคาคือคุ้มมากอยู่ดี ใครที่กำลังหาโรงแรมอยู่ ก็ลองดูที่นี่เป็นตัวเลือกได้เลย

โรงแรมไอบิส บริสเบน (Ibis Brisbane Hotel)

ราคาห้องพักเริ่มต้น 2,2o0 บาท/คืน ดูเรทและจอง โรงแรมไอบิส บริสเบน (Ibis Brisbane Hotel) สามารถคลิกลิงค์ด้านล่าง เพื่อดูเรทราคาและจองผ่าน OTA ที่ชอบได้เลย
ดูผ่าน Expedia.co.th // ดูผ่าน Booking.com // ดูผ่าน Agoda.com //
ดูผ่าน Hotels.com // ดูผ่าน Trip.com

กิจกรรมฮิตในบริสเบน (Brisbane)!

นอกจากรีวิวเที่ยวบริสเบนอันนี้ที่สามารถตามรอยเที่ยวได้แบบเก๋ไก๋แล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นอีกเยอะแยะให้เราเที่ยวเนอะ ถ้าให้ง่ายก็ลองดูกิจกรรมยอดฮิตในบริสเบนกันได้เล้ย คัดมาแล้วให้แล้วแบบจุกๆจ้า

Klook.com

รีวิวเที่ยวออสเตรเลีย ทั้งหมดจาก HASHCORNER

— QUEENSLAND (QLD) SERIES —

รีวิว Brisbane – Gold Coast / บริสเบน – โกลด์โคสต์ (EP1)

— TASMANIA (TAS) ROAD TRIP SERIES —

► รีวิว Hobart + Bruney Island (EP1)
► รีวิว Mount Field National Park + Lake Pedder (EP2)
► รีวิว Tassman National Park + Freycinet National Park (EP3)
► รีวิว Bay of Fires + Launceston (EP4)
► รีวิว Cradle Mountain National Park (EP5)

ส่วนลดจองโรงแรมจาก Agoda, Expedia, Booking, Hotels.com, Airbnb และบัตรสวนสนุก ตั๋วรถไฟ กิจกรรมท่องเที่ยวจาก Klook ปี 2020

สำหรับใครที่กำลังจะจองที่พักและหาส่วนลดจองโรงแรมอยู่ ลองดูตามลิงค์ด้านล่างได้เลย มีทั้ง Agoda, Expedia, Booking รวมถึง Hotels.com ด้วย ประหยัดไปได้อีกเกือบ 10-20% ใช้ได้กับโรงแรมทั่วโลก

ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเว็บไซต์จองโรงแรมพวกนี้ มีส่วนลดท็อปอัพจากบัตรเครดิตเพิ่มเกือบทุกธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต Citibank, KBANK, SCB, Krungsri, KTC, Bangkok Bank และ TMB หรือแม้แต่ส่วนลดจากค่ายมือถืออย่าง AIS, DTAC หรือ True ซึ่งส่วนลดพวกนี้จะเปลี่ยนตลอดทุกเดือน และเก๊าก็อัพเดทให้ตลอดเวลาเน้อ 🧡

ส่วนลด Agoda.com (อโกด้า)  |  ส่วนลด Booking.com (บุคกิ้ง)  ส่วนลด Expedia (เอ็กซ์พีเดีย)ส่วนลด Hotels.com (โฮเทลส์)  |  ส่วนลด Klook (คลุก)  |  ส่วนลด Airbnb (แอร์บีเอ็นบี) 

 

รีวิว ที่เที่ยว PANTIP 2018 2019

[email protected]

Passionately love travelling to an interesting destination, doing and wearing cool pieces of stuff, and sharing to inspire other people in an attractive way through his own travel and lifestyle blog.

NO COMMENTS

POST A COMMENT