รีวิว โกเบ (Kobe) x คันไซ เที่ยวญี่ปุ่นไม่เคยเบื่อ

  • 53
  •  
  •  
  •  
  •  
    53
    Shares

โกเบ (Kobe) ถือเป็นอีกหนึ่งเมืองดังในญี่ปุ่นที่คนไทยหลายคนมักจะคุ้นชื่อจากเนื้อวัวชื่อดังนั่นเอง รู้จักเนื้อโกเบเค้าแล้ว ก็ต้องมาลองกินเนื้อเค้าที่นี่นะจ๊ะ (ซึ่งรีวิวนี้ไม่มี ก๊อตไม่ได้กิน เพราะไม่กินเนื้อวัว เอ้า .. ไอ้นี่ 5555) แต่ถึงไม่ได้กินเนื้อโกเบ แต่โกเบก็มีอะไรหลายอย่างให้เรามาเที่ยวกัน ซึ่งถือเป็นอีกเมืองที่โคตรชิล บรรยากาศดี และที่ทึ่งของโกเบคือ นี่เป็นเมืองที่ถูกสร้างใหม่ทั้งหมดในช่วงระยะเวลา 25 ปี หลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดของญี่ปุ่นในยุคศตวรรษที่ 20 นั่นเอง เอาล่ะ เรามาเที่ยวโกเบกันเถอะ!

แพลนเที่ยวเมืองโกเบ (Kobe)

สำหรับ แพลนเที่ยวเมืองโกเบ (Kobe) ของก๊อตนั้น วางไว้ทั้งหมด 2 วัน 1 คืน ที่เที่ยวทั้งหมดในโกเบที่ได้ไปนั้น ถือว่าเก็บไฮไลท์เกือบทั้งหมดของโกเบเรียบร้อย (เหลือแต่กินเนื้อโกเบที่ไม่ได้กิน ใครชอบกินเนื้อ อันนี้แนะนำให้ไปกินนะ) ใครที่กำลังแพลนอยู่ สามารถเอาแพลนโกเบด้านล่างไปปรับแต่งตามใจชอบของแต่ละคน จากนั้นเอาต่อจิ๊กซอว์กับเมืองอื่นๆ ต่อได้เลย

วันที่เที่ยวโกเบ
1สวนสมุนไพรโกเบนุโนะบิคิ (Kobe Nunobiki Herb Gardens)
ย่านนันกิงมาจิ (Nankin-machi)
สวนเมริเคน (Meriken Park) / ป้าย BE KOBE
พิพิธภัณฑ์การเดินเรือโกเบ (Kobe Maritime Museum)
โกเบพอร์ตทาวเวอร์ (Kobe Port Tower)
2พิพิธภัณฑ์แผ่นดินไหวโกเบ ฮันชิน-อะวาจิ (Kobe Earthquake Memorial Museum)
ศาลเจ้าอิคุตะ (Ikuta Shrine)
เดินทางต่อไปยังโอซาก้า (Osaka) / รีวิวโอซาก้า  คลิก 

รีวิวเที่ยวญี่ปุ่นในภูมิภาคคันไซ (Kansai Region)

1. รีวิว โอซาก้า (Osaka)
2. รีวิว Universal Studios Japan (USJ)
3. รีวิว เกียวโต (Kyoto)
4. รีวิว นารา (Nara)
5. รีวิว โกเบ (Kobe)
6. รีวิว ฮิเมจิ (Himeji)

 เที่ยวโกเบวันแรก:  เดินทางสะดวกด้วยรถบัส Kobe City Loop

สำหรับการเที่ยวโกเบแบบเต็มวันในวันแรกนั้น เราจะใช้รถเมล์สาย Kobe City Loop ในการเที่ยวนะเออ เนื่องจากรถเมล์สายนี้เป็นสายเพื่อนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ โดยแต่ละป้ายที่จอดนั้น ก็จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกันนั่นเอง แนะนำสำหรับคนที่แพลนเที่ยวโกเบอยู่นั้น ให้เราลองดูแผนที่ป้ายรถเมล์ด้านล่างได้เลย

แผนที่ PDF: https://www.city.kobe.lg.jp/documents/12972/20180223701101-01.pdf

🚌 ค่าโดยสารรถเมล์สาย Kobe City Loop: หากแพลนเที่ยวเราใช้รถเมล์สายนี้แค่ 1-2 ครั้ง แนะนำไม่ต้องซื้อพาส แต่จ่ายเป็นครั้งไป ครั้งละ 260 เยน/เที่ยว   ถ้าขึ้นตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป แนะนำให้ซื้อ 1-Day Pass ราคา 680 เยน ขึ้นได้ไม่จำกัดครั้ง/วัน เลยเด้อ  โดยเราสามารถซื้อพาสได้กับคนขับเลย หรือจะซื้อที่ Kobe Information Center (สถานีรถไฟ Sannomiya) หรือ Tourist Information Offices (สถานีรถไฟชินคันเซน Shin-Kobe) ก็ได้เช่นกัน

สวนสมุนไพรโกเบนุโนะบิคิ (Kobe Nunobiki Herb Gardens)

🚌 การเดินทาง: ใช้ Kobe City Loop นั่งรถบัสลงป้ายที่ 11 (B) ▶︎ Nunobiki Herb Garden & Ropeway จากนั้น ให้เราขึ้นเคเบิลคาร์เพื่อขึ้นไปยัง สวนสมุนไพรโกเบนุโนะบิคิ (Kobe Nunobiki Herb Gardens) ด้านบน

ที่เที่ยวแรกของโกเบที่เราจะไปนั้น คือ สวนสมุนไพรโกเบนุโนะบิคิ (Kobe Nunobiki Herb Gardens) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวนสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดยแบ่งออกเป็น 12 สวน มีทั้งดอกไม้และสมุนไพรมากกว่า 75,000 ชนิดเลยทีเดียว และด้วยความที่เค้าพืชพันธุ์เยอะมากขนาดนี้ ข้อดีคือ ทำให้สวนของเค้ามีดอกไม้บานตลอดทั้งปีสลับกันไปนั่นเอง คือยิ่งใหญ่ของแท้

หลังจากที่เราลงรถ Kobe City Loop ที่สถานี Nunobiki Herb Garden & Ropeway เรียบร้อยแล้ว ให้เราขึ้นซื้อตั๋วกระเช้าแบบไป-กลับ เพื่อขึ้นไปยังด้านบนได้เลย กระเช้าของเค้าจะแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ สถานีล่าง (ตรงป้ายรถเมล์) <-> สถานีกลาง และ สถานีกลาง <-> สถานีปลายทางบนสุด ตามแพลนก๊อตคือ ขาขึ้นไป เราจะนั่งยาวไปจนถึงสถานีปลายทางด้านบนสุด จากนั้นจะค่อยๆ เดินลงมาเรื่อยๆ เพื่อชมนกชมดอกไม้ในสวน จนถึงสถานีกลาง แล้วค่อยนั่งเคเบิลลงจากสถานีกลางลงมายังด้านล่างเนอะ

เมื่อเราขึ้นมายังด้านบนสุดแล้ว จะเจอกับลานพลาซ่าที่ตกแต่งด้วยดอกไม้โคตรน่ารัก ตรงนี้เค้าสร้างเลียนแบบมาจาก ปราสาทวาร์ทเบริ์ก (Wartburg Castle) ที่เยอรมัน ทำให้ฟีลลิ่งเหมือนหลุดออกจากญี่ปุ่น ไปอยู่ยุโรปแทนเลยแหละ คือมันน่ารักมากเว้ย // ในตัวอาคารมันมีร้านนึงที่เป็นร้านขายดอกไม้ และของที่แปรรูปมาจากดอกลาเวนเดอร์ อันนี้คือดีมากๆ อยากให้ลองเดินเล่นดู

อีกอันที่ห้ามพลาดคือสวนดอกกุหลาบด้านหลังตึก เค้าเรียกว่า ‘Rose Symphony Garden’ คือดีมากกกกกกกกก ดอกกุหลาบคือโคตรสวย และมีหลากหลายสายพันธ์ให้เราเดินดูและเชยชม ฤดูที่ก๊อตมาเที่ยวเป็นหน้าร้อนช่วงเดือนมิถุนายน ซัมเมอร์พอดี ดอกไม้เลยออกเต็มบานมากเลยแหละ คิวท์มาก

เดินเล่นลานด้านบนเสร็จ นี่ก็เดินลงมาเรื่อยๆ ผ่านสวนเยอะแยะไปหมด มีทั้งสมุนไพร ต้นไม้ ดอกไม้ โดยเกือบทุกโซนเค้าจะมีป้ายให้ความรู้เกี่ยวกับสายพันธ์ุชนิดต่างๆด้วยนะ คือดีมาก มีอันนึงที่ดีและอยากให้แวะคือเรือนกระจก Glasshouse ที่เค้าปลูกต้นไม้ ดอกไม้สายพันธ์ุแบบทรอปิคอล ซึ่งด้านในตกแต่งสวยมาก นอกจากนี้ยังมีลานนั่งชิล ที่เราสามารถซื้อของกินมานั่งกินเล่นดูวิวได้อีก ช่วงซัมเมอร์ที่ก๊อตมานี่ ซื้อไอติมกินคือฟินเด้อ

อันสุดท้ายที่ชอบคือ ลานเชิงเขาที่เค้าเรียกว่า Kaze no Oka Flower Garden เป็นลานที่เค้าปลูกสมุนไพรและดอกไม้หมุนเวียนไปตามฤดูกาล ดังนั้น ไม่ว่าเราจะมาเที่ยวฤดูไหน เราก็จะมีดอกไม้สวยๆให้ดูและ ลานคือกว้างมาก และสวยสดใสสุดๆ แม่ก๊อตโคตรชอบ 555555 // ตรงสวนนี้มีร้านไอติมลาเวนเดอร์ คืออร่อย สดชื่น // เสร็จจากตรงนี้แล้ว เราก็นั่งเคเบิลลงไปยังสถานีด้านล่าง เป็นอันจบที่นี่ ฮ่าๆ

เนี่ยะ มันก็จะประมาณนี้ ส่วนตัวคิดว่ามันน่ารักและโคตรคิวท์ อีกทั้งก๊อตมั่นใจว่า ผู้ใหญ่รวมถึงสาวๆ น่าจะชอบที่นี่แน่นอน เพราะมันน่ารักมาก และดอกไม้โคตรสวย เอาเป็นว่า คุ้มมั้ย ชอบมั้ย บอกเลยว่าดีงาม และอยากกระซิบให้ฟังว่า ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโกเบในเว็บ Tripadvisor เลยทีเดียว โอเค คือเชื่อแล้ว! 55555

ย่านนันกิงมาจิ (Nankin-machi) / ไชน่าทาวน์ (Chinatown)

🚌 การเดินทาง: ใช้ Kobe City Loop นั่งรถบัสลงป้ายที่ 15 (F) ▶︎ Motomachi Shopping Street (Nankinmachi Mae)

เอาดีๆ หลายคนน่าจะไม่คุ้นเคยกับ ไชน่าทาวน์ (Chinatown) หรือย่านคนจีนที่ญี่ปุ่นกันเท่าไหร่ แต่ที่เมืองโกเบเค้ามีย่านคนจีนโดยเฉพาะที่เรียกว่า นันกิงมาจิ (Nankin-machi) ตั้งอยู่กลางเมืองเลยนะเอ้อ โดยที่นี่คือ 1 ใน 3 ของย่านคนจีนทั้งหมดในญี่ปุ่น ซึ่งอีกสองที่นั้นจะอยู่ที่ นางาซากิ (Nagasaki) และ โยโกฮาม่า (Yokohama) นั่นเอง

เหตุผลที่โกเบมีย่านคนจีนขึ้นมา เพราะอย่างที่เกริ่นไปว่าโกเบนั้น ถือเป็นเมืองที่ท่าเรือแรกๆ ที่เปิดค้าขายกับต่างชาติ นั่นทำให้คนจีนจากมณฑลกวางตุ้งและฝู่เจี้ยน เข้ามาตั้งรกรากและถิ่นฐานกันที่นี่เยอะตั้งแต่ปี ค.ศ. 1868 และเกิดกลายเป็น ย่านนันกิงมาจิ (Nankin-machi) ของคนจีนขึ้นมาที่กลายเป็นย่านคึกคักและมีสีสันมากที่สุดของเมืองโกเบเลย

ใครที่เบื่ออาหารญี่ปุ่นชั่วคราวแล้วอยากลองกินอาหารจีน มาอะไรกินที่นี่ได้นะ แทบทั้งหมดของ ย่านนันกิงมาจิ (Nankin-machi) คือเต็มไปด้วยร้านอาหารและของกินกรุบกริบเยอะมาก โดยหลายร้านเค้ามีเมนูเอาเนื้อโกเบมาทำเป็นอาหารจีน โคตรน่ากินเลยแหละ คือถ้าใครที่มีเวลาและอยากกินล่ะก็ เดินเข้าร้านแบบนั่งทานได้เลยเด้อ ส่วนก๊อตนั้น เวลาค่อนข้างจำกัด เลยเดินซึมซับบรรยากาศ ซื้อของกินกรุบกริบอย่างแป้งห่อเป็ดปักกิ่ง ซาลาเปา ยืนกินที่ร้านแล้วไปเที่ยวที่อื่นต่อ // เสียดายเหมือนกัน แต่โปรแกรมเที่ยวเยอะอ่ะ แง 5555555555

สวนเมริเคน (Meriken Park) / ป้าย BE KOBE

🚌 การเดินทาง: ใช้ Kobe City Loop นั่งรถบัสลงป้ายที่ 17 (H) ▶︎ Nakatottei (Kobe Port Tower)

จุดที่เราจะมาเที่ยวกันต่อในเมืองโกเบนั้น คือ สวนเมริเคน (Meriken Park) ที่ๆ เราจะไม่ไปไหนแล้ว เพราะจะเที่ยวกันวนเวียนกันอยู่แถวนี้นี่แหละ เพราะแลนด์มาร์คสำคัญของโกเบคืออยู่รวมกันตรงนี้ทั้งหมดเล้ย ไม่ว่าจะเป็นหอคอยแลนด์มาร์คอย่าง โกเบพอร์ตทาวเวอร์ (Kobe Port Tower), พิพิธภัณฑ์การเดินเรือโกเบ (Kobe Maritime Museum) และสุดท้ายก็คือ สวนเมริเคน (Meriken Park) ที่มีทั้งป้ายชื่อเมืองอย่าง BE KOBE ที่นักท่องเที่ยวชอบไปถ่ายรูปกันนั่นเอง

Processed with VSCO with u3 preset

สวนเมริเคน (Meriken Park) ชื่อเค้ามาจากคำว่า ‘America’ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1887 ในบริเวณท่าเรือของโกเบ โดยชื่อสวนสาธารณะเป็นชื่อประเทศอเมริกา เพราะใกล้ๆสวนสาธารณะนั้นเป็นที่ตั้งของสถานกงศุลอเมริกานั่นเอง

สวนเมริเคน (Meriken Park) เป็นอีกสวนที่ก๊อตโคตรชอบเลยนะ มันไม่ใช่สวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้หรืออะไร จริงๆ มันคล้ายพลาซ่าที่ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนโกเบมากกว่า เป็นลานโล่งๆไว้เดินเล่น ทำกิจกรรมครอบครัว มีต้นไม้และสนามหญ้านิดหน่อย และวิวเปิดโล่งมองเห็นทะเลไกลๆ คือชิลมากกกก

นี่แนะนำมากให้เราไปนั่งกินกาแฟที่ สตาร์บัคส์ (Starbucks) ที่ได้โลเคชั่นโคตรดี ตั้งอยู่กลางสวนเมริเคน (Meriken Park) ช่วงที่ก๊อตไปอากาศดีมาก ไม่ร้อนและไม่หนาวเกิน สั่งกาแฟออกมากินหน้าร้านคือชิลสุดในโลกหล้า เอาดีๆ คือก๊อตนั่งกินกาแฟพร้อมเอื่อยๆ อยู่ตรงนี้เป็นชั่วโมงเลย ดีมากกกก

สุดท้ายก่อนไปที่อื่นๆ สิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวน่าถ่ายรูปเก็บไว้คือการถ่ายรูปกับป้ายเมือง BE KOBE ที่ตั้งอยู่ติดริมทะเล 555555555 // ส่วนตึกข้างหลังที่ดีไซน์โดดเด่นไม่เหมือนใครนั้น นั่นคือโรงแรมชื่อดังของเมืองนี้ Kobe Meriken Park Oriental Hotel ซึ่งถ้าใครอยากพักใจกลางแลนด์มาร์คโกเบล่ะ ที่นี่คือโคตรดี และเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่ามาพักเลย

พิพิธภัณฑ์การเดินเรือโกเบ (Kobe Maritime Museum)

อย่างที่รู้กันว่า จุดเริ่มต้นของเมืองโกเบนั้นมาจากการเป็นท่าเรือที่ทำการค้าขายกับต่างประเทศตั้งแต่ปี 1868 นับตั้งแต่นั้นมา 120 ปี โกเบเค้าเลยสร้าง พิพิธภัณฑ์การเดินเรือโกเบ (Kobe Maritime Museum) ขึ้นมา เพื่อให้ความรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับการเดินเรือ ไม่ว่าจะเรือหลากหลายชนิดและรูปแบบที่เคยเข้ามายังท่าเรือโกเบตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมืองจนถึงปัจจุบัน รวมถึงประวัติความเป็นมาของการเดินเรือ อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ รวมถึงเรื่องการค้าขายระหว่างประเทศของญี่ปุ่นกับประเทศนานาชาตินั่นเอง

💵 ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์การเดินเรือโกเบ (Kobe Maritime Museum) รวม Kawasaki Good Times World ราคาคนละ 600 เยน (ผู้ใหญ่) หรือ 250 เยน (เด็ก)

💵 ซื้อแพ็คคู่ ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์การเดินเรือโกเบ (Kobe Maritime Museum) รวม Kawasaki Good Times World + โกเบพอร์ตทาวเวอร์ (Kobe Port Tower) ราคา ราคาคนละ 1,000 เยน (ผู้ใหญ่) หรือ 400 เยน (เด็ก)

ใครจะเข้าทั้งสองที่ ไม่ว่าจะเป็น ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์การเดินเรือโกเบ (Kobe Maritime Museum) และ โกเบพอร์ตทาวเวอร์ (Kobe Port Tower) ให้ซื้อแพ็คคู่ไปเลย ประหยัดกว่า สามารถซื้อตั๋วแพ็คได้ทั้งสองที่เลย // ราคาตอนนี้อาจจะขึ้นแล้ว ให้ลองเช็คหน้าร้านอีกรอบนึงเนอะ เพราะเว็บเค้าราคาไม่อัพเดท

อ่านแล้วมันอาจจะดูน่าเบื่อนะ แต่จริงๆ มันก็มีอะไรว้าวอยู่ โดยเฉพาะพวกโมเดลเรือต่างๆ ที่ทาง พิพิธภัณฑ์การเดินเรือโกเบ (Kobe Maritime Museum) เค้าเก็บสะสมและนำมาโชว์ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งโมลเดลแต่ละอันงานละเอียดมากเว้ย ซึ่งนี่ก็ชอบดูอะไรแบบนี้นะ ได้เห็นดีเทลทุกอย่างของตัวเรือหลากหลายรูปแบบเลยทีเดียว

Kawasaki Good Times World

อีกอันที่ก๊อตโคตรแนะนำให้เข้าไปดู เพราะตัวก๊อตเองรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าการดูเรื่องราวการเดินเรือ คือ Kawasaki Good Times World ที่เกี่ยวกับเรื่องราวของบริษัท Kawasaki Heavy Industry Group ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองโกเบ ซึ่งคนไทยน่าจะรู้จักบิ๊กไบค์คาวาซากิอยู่พอสมควร เพราะถือเป็นบิ๊กไบค์ที่ดังและคนไทยนิยมชอบซื้อมาขับกัน แต่จากการที่ได้เที่ยวพิพิธภัณฑ์นี้ กลับทำให้ได้รู้เพิ่มเติมว่า กลุ่มบริษัทคาวาซากิเค้าทำหลายสิ่งที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมหนักของญี่ปุ่นเลย คือโคตรทึ่ง ทำตั้งแต่ยานอวกาศ ต่อเรือ สร้างเครื่องบิน หรือแม้แต่รถไฟชินคันเซ็น (Shinkansen) ก็มาจากกลุ่มบริษัทคาวาซากิเหมือนกัน เจ๋งมากก

ความสนุกของ Kawasaki Good Times World นั้น เค้าไม่ได้ทำแต่บิลบอร์ดป้ายเพื่อให้เราอ่านและดูอย่างเดียว ความสนุกของเค้าคือจำลองทั้งเครื่องบิน รถไฟ รถยนต์ และอีกหลายๆ อย่างให้เราเล่นอย่างสนุกสนาน ถึงแม้นี่จะเริ่มแก่แล้ว แต่รู้สึกเอ็นจอยมากกับการเล่นที่นี่แหละ และแน่นอน เด็กๆเค้ามาเพียบและสนุกสนานเช่นกัน ใครที่ชอบอะไรแบบนี้ หรือสนใจในธุรกิจอุตสาหกรรมของคาวาซากินี่ ห้ามพลาดเลย

โกเบพอร์ตทาวเวอร์ (Kobe Port Tower)

เสร็จออกจากพิพิธภัณฑ์การเดินเรือโกเบ (Kobe Maritime Museum) เดินข้ามถนนมานิดหน่อยก็ถึง โกเบพอร์ตทาวเวอร์ (Kobe Port Tower) แล้วแหละ ถ้าใครที่ทำเวลาดีหน่อย และยังไม่ถึงช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกล่ะก็ นี่แนะนำให้ไปอ้อยอิ่งเปื่อยๆที่อื่นก่อนได้นะ เพราะว่าช่วงเวลาที่พีคที่สุด ที่ก๊อตอยากให้ทุกคนมาเที่ยวที่โกเบพอร์ตทาวเวอร์ (Kobe Port Tower) นั้น จะเป็นช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกดินนั่นเอง โคตรของโคตรสวยยยยยย!

💵 ค่าเข้าชม โกเบพอร์ตทาวเวอร์ (Kobe Port Tower) ราคาคนละ 700 เยน (ผู้ใหญ่) หรือ 300 เยน (เด็ก) // ใครที่ซื้อบัตรคอมโบแพ็คมาจาก พิพิธภัณฑ์การเดินเรือโกเบ (Kobe Maritime Museum) เรียบร้อยแล้ว สามารถยื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่และเดินเข้าได้เลย

โกเบพอร์ตทาวเวอร์ (Kobe Port Tower) ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองโกเบเลย ซึ่งตัวหอคอยนั้นถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1963 โดยโคตรงสร้างของหอคอยนั้นเป็นแบบท่อแห่งแรกของโลก และตัวดีไซน์นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากกลองญี่ปุ่นสึซึมิ (Tsuzumi) อีกทั้งยังเป็นหอคอยแห่งแรกในญี่ปุ่นเลยที่เล่นไฟในตอนกลางคืนอีกด้วย ไม่ธรรมดานาจา

เมื่อเราผ่านชั้นหนึ่งและขึ้นลิฟท์มายังชั้น 5 ที่ถือเป็นชั้นหลักของหอคอยแล้ว เราจะสามารถเดินวนรอบเพื่อดูวิวเมืองโกเบได้แบบ 360 องศาเลยทีเดียว โดยทิศเหนือที่เราเห็นนั้น จะเห็นตึกเยอะในเมืองโกเบที่ตัดกับภูเขารกโกะ (Mount Rokkō) ด้านหลัง

ส่วนทิศใต้ เมื่อเรามองออกไปจะเจอกับอ่าวโอซาก้า (Osaka Bay) และยังมีเกาะ Port Island รวมถึงสนามบินโกเบที่ญี่ปุ่นเค้าได้ถมที่สร้างเป็นเกาะขึ้นมาด้วยฝีมือมนุษย์ ซึ่งเกาะนี้เราสามารถสังเกตได้จากสะพานสีแดงที่เด่นเว่อร์ ฮ่าๆ รวมๆแล้ว จะบอกว่าสวยมาก ตัวก๊อตเองนั้นขึ้นมาด้านบนตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ลงดิน เมื่อเทียบกับช่วงที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ต่างกันลิบลับแบบสุดๆ คือโคตรสวย และทำให้ก๊อตรู้สึกว่า “เออ โกเบแม่งสวยเอาเรื่องว่ะ” ไม่รู้สึกเสียดายเงินเลย

ห้าง Kobe Harborland Umie Mosaic

ลงมาจากหอคอยก็มืดพอดี ด้วยความหิวโครกคราก มองไปรอบๆ เห็นห้าง Kobe Harborland Umie Mosaic ตั้งอยู่ นี่ก็เลยเดินมาเพื่อหาร้านอาหารกินเป็นมื้อค่ำ รวมๆคือห้างเงียบมาก ซึ่งตัวห้างที่นี่เองเหมือนเป็นแหล่งรวมร้านอาหาร แต่เท่าที่ดูเหงียบเหงา แง

สุดท้ายได้เลือกกินร้านบุฟเฟต์อันนึงชื่อว่า Fisherman’s Market ที่ขึ้นป้ายหราด้วยรูปปูยักษ์ สรุปคือ ก๊อตจะไม่รีวิว บรรยากาศแม่งได้ แต่อาหารไม่ค่อยโอเค ไม่ค่อยอร่อย แถมตัวเลือกอาหารไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ คือไม่แน่ใจเหมือนกันว่านี่มาดึกไปหรือเปล่า เพราะคนในร้านก็แทบไม่ค่อยมี ผ่าน! ผ่านที่ไม่ได้แปลว่าดี แต่หมายถึงให้เดินผ่านไปเลย 5555555

จริงๆ ที่เขียนเพราะอยากพูดตอนที่กินข้าวเสร็จแล้ว ใครที่มีเวลาหรือได้มากินข้าวที่นี่เหมือน นี่อยากให้ลองมาชิลๆ เดินเล่นมาดูวิวแลนด์มาร์คโกเบจากฝั่งนี้บ้าง เพราะตรงนี้เหมือนเป็นจุดรวมเหล่าแลนด์มาร์คชื่อดังของโกเบ คือดีย์ และคนญี่ปุ่นหลายคนเค้าก็มาเดินเล่น และนั่งเล่นตรงนี้กันชิลๆเลย ถือว่าดีเลยทีเดียว // อยู่ตรงนี้ไม่นาน ตาเริ่มย้อย ก็ได้เวลากลับโรงแรมเพื่อลุยโกเบต่อวันพรุ่งนี้

 เที่ยวโกเบวันที่ 2:  พิพิธภัณฑ์แผ่นดินไหวโกเบ ฮันชิน-อะวาจิ (Kobe Earthquake Memorial Museum)

แผ่นดินไหวโกเบ ฮันชิน-อะวาจิ (The Great Hanshin Earthquake) ถือเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 20 ของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 17 มกราคม 1995 โดยจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวนั้นอยู่ใกล้กับเมืองโกเบมาก แรงสั่นสะเทือนมากถึง 6.9 ริกเตอร์ ผู้บาดเจ็บ 43,792 ราย และคนเสียชีวิตมากถึง 6,434 คน ทำให้ทั้งเมืองของโกเบพังเป็นซากเลย ดังนั้น เมืองโกเบที่เราเห็นและมาเที่ยวในปัจจุบัน เกือบทั้งหมดถูกสร้างขึ้นใหม่ในช่วงเวลา 25 ปี หลังจากเกิดแผ่นดินไหวเท่านั้น ถือว่าสร้างเมืองได้อย่างรวดเร็วมาก อันนี้ยอมญี่ปุ่นเค้าเลย คือเจ๋งมาก

เนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวโกเบ ฮันชิน-อะวาจิ ถือเป็นภัยพิบัติธรรมชาติที่สำคัญของชาติ ญี่ปุ่นเค้าเลยได้สร้าง พิพิธภัณฑ์แผ่นดินไหวโกเบ ฮันชิน-อะวาจิ (Kobe Earthquake Memorial Museum) เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหว รวมถึงให้ความรู้แก่คนทั่วไปถึงวิธีการป้องกันตัวหากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นอีกครั้งนั้นเอง

🚌 การเดินทาง: เราสามารถนั่งรถไฟ Hanshin มาลงที่สถานี Kasuganomichi Station จากนั้น สามารถเดินมายัง พิพิธภัณฑ์แผ่นดินไหวโกเบ ฮันชิน-อะวาจิ (Kobe Earthquake Memorial Museum) ได้เลย ระยะทางเดินประมาณ 800 เมตร

💵 ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่คนละ 600 เยน แต่ถ้าใครไม่อยากเสียตังค์ เค้าเปิดให้เข้าฟรีทุกวันที่ 17 ของเดือนนะจ๊ะ 5555

ใครที่ชอบเที่ยวหรือดูพิพิธภัณฑ์แนวนี้ แนะนำมาให้มาแหละ คือเค้าทำมาดีมากโดยเฉพาะโมเดลที่แสดงภาพเหตุการณ์แผ่นดินไหวในตอนนั้น ทั้งหมดมีคำอธิบายพร้อมทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ และสุดท้ายที่ชอบมากๆ เลยคือ ช่วงสุดท้ายของงานนิทรรศการ เค้ามีสินวิธีการเตรียมตัวเรื่องแผ่นดินไหว โดยมีเช็คลิสมาพร้อมเลยว่าเราควรต้องมีเครื่องมือ ของใช้อะไรบ้าง และหากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวแล้วนั้น เรามีวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องอย่างไรอีกด้วย

ส่วนตัวก๊อตว่า ประเทศไทยเรานั้นแทบจะไม่เคยประสบภัยพิบัติเกี่ยวกับแผ่นดินไหวเลย เอาง่ายๆ คือ คนไทยส่วนมากไม่รู้ถึงวิธีปฎิบัติหากเกิดแผ่นดินไหวด้วยซ้ำ การได้มาที่นี่ก็เหมือนเอาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์มาเป็นเครื่องมือสอนให้เราตั้งรับกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้นั่นเอง โคตรดีย์ เอาเป็นว่า หากเรามีเวลาแวะมาที่นี่ คือแนะนำให้มาเลย

ศาลเจ้าอิคุตะ (Ikuta Shrine)

ศาลเจ้าอิคุตะ (Ikuta Shrine) คือศาลเจ้าแห่งเดียวที่เรามาเที่ยวในเมืองโกเบ เพราะว่านี่คือศาลเจ้าที่สำคัญที่สุดของเมืองและมีอายุมามากกว่า 1,800 ปีแล้ว ถือว่าเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่มากของญี่ปุ่นเชียวนะเออ การเดินทางมาศาลเจ้าแห่งนี้ถือว่ามาไม่ยาก หากเราพักอยู่แถวใจกลางเมืองย่านซันโนะมิยะ (Sannomiya) เราสามารถเดินมาที่ศาลเจ้าได้ง่ายๆ เลย

ศาลเจ้าอิคุตะ (Ikuta Shrine) ถือเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ความหวังของการฟื้นกลับมา” ของคนโกเบมากเลยแหละ ด้วยความที่ตัวศาลเจ้าถูกสร้างมาเกือบจะสองพันปี ดังนั้น ศาลเจ้าอิคุตะได้ผ่านเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์สำคัญๆของโกเบและชาติญี่ปุ่นมาเยอะแยะมากมาย ตั้งแต่สงครามเก็มเป (Genpei War / ปี 1180 – 1185​), เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี ค.ศ. 1938, เหตุการณ์โจมตีทางอากาศในช่วงสงครามโลก และล่าสุดคือ แผ่นดินไหวโกเบ ฮันชิน-อะวาจิ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ศาลเจ้าอิคุตะ ได้ผ่านมาหมดเรียบร้อย และยังคงตั้งตระหง่านโดดเด่นท่ามกลางเมืองโกเบที่ทันสมัยจนปัจจุบัน ดังนั้น คนโกเบเลยชอบมาอธิษฐานขอพรในเรื่องของสุขภาพของตัวเองกันนั่นเอง

แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว มักจะไปที่ศาลเจ้าอิคุตะ เพื่อขอพรเรื่องความรักกัน เพราะเค้าบอกกันว่า เทพวาคะฮิรุเมะมิ โนะ มิโคโตะ (Wakahirume-no-Mikoto) ที่สถิตอยู่ที่นี่เป็นเทพแห่งการถักทอ ซึ่งคนญี่ปุ่นเค้าเปรียบการถักทอเสมือนการถักสายสัมพันธ์ของคนสองคนเข้าด้วยกัน เลยกลายเป็นจุดพลังงานที่คนนิยมมาขอพรเรื่องความรักกันนี่แหละ เอ้าาา ใครที่อยากสมหวัง อยากมีแฟน ก็มาขอพรกันโลดเด้อ

เที่ยวเสร็จจาก ศาลเจ้าอิคุตะ (Ikuta Shrine) ก็ได้เวลากลับโรงแรมไปเอากระเป๋า เพื่อไปยังเมืองอื่นต่อได้เลย ดังนั้น การเที่ยวเมืองโกเบก๊อตเลยจบแค่นี้เด้อ

กิจกรรมยอดฮิตในเมืองโกเบ (Kobe)

รีวิวโกเบอันนี้ถือว่าเก็บไฮไลท์โกเบไปเยอะพอสมควรนะเออ แต่ว่าก็ยังมีอีกหลายอย่างที่เราไม่ได้ทำและไม่ได้ไป โดยเฉพาะการกินเนื้อโกเบชื่อดังที่หลายคนบอกว่ายอดเยี่ยมมาก คือเนื่องจากทริปนี้ก๊อตไปเที่ยวญี่ปุ่นกับคุณแม่เนอะ เราทั้งสองคนนับถือเจ้าแม่กวนอิม และแม่ไม่กินเนื้อวัวเลย นี่มากับแม่จะแอบกินก็จะโดนด่า เพราะปกติจะมีแอบกินบ้าง 55555555 // รอบนี้ก็เลยอดกินเนื้อโกเบนะจ๊ะ ใครอยากกินเนื้อโกเบ และอยากได้ดีลดีๆ ลองหาจาก Klook ข้างล่างได้ มีอยู่หลายร้านเลยเด้อ

Klook.com

ที่พักในโกเบ (Kobe)

ย่านที่แนะนำมากที่สุดในการหาที่พักในเมืองโกเบ (Kobe) คือ ย่านซันโนะมิยะ (Sannomiya) ที่ถือเป็นย่านใจกลางเมืองของเมืองโกเบ ซึ่งข้อดีของการอยู่ตรงนี้คือ เป็นจุดรวมทุกสายรถไฟที่มากองรวมกันตรงนี้ (ยกเว้นชินคันเซน 555555 // ใครที่เข้า-ออก เมืองโกเบด้วยรถไฟชินคันเซนเหมือนกัน เราต้องนั่งรถไฟใต้ดินมายัง ซันโนะมิยะ (Sannomiya) หนึ่งสถานี จากสถานี Shin-Kobe Station นะจ๊ะ) การที่เราพักย่านซันโนะมิยะ (Sannomiya) นั้น เราสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้สะดวกมาก แถมยังไม่ต้องกลัวอดตาย เพราะร้านอาหารเพียบพร้อมตั้งแต่สถานีรถไฟยันด้านนอก คือมีร้านค้า ร้านอาหารเป็นแผงเลยเว้ย แถมถ้าใครที่ห่วงเรื่องช้อปปิง ตรงนี้คือมาเต็ม เพราะมีถนนคนเดินช้อปปิ้ง Sannomiya Center Street อยู่เด้อ



Booking.com

Hotel Villa Fontaine Kobe-Sannomiya

สำหรับโรงแรมที่ก๊อตเลือกนอนที่โกเบนั้นชื่อ Hotel Villa Fontaine Kobe-Sannomiya ที่อยู่ในย่านซันโนะมิยะ (Sannomiya) และไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากเท่าไหร่ ที่ชอบมากๆ คือ ตัวโรงแรมตังอยู่ในซอยถนนที่เต็มไปด้วยร้านอาหารเยอะมาก และยังมีมินิมาร์ทอยู่ 2-3 ร้านตั้งอยู่ระหว่างทางเดินจากสถานีรถไฟไปยังตัวโรงแรม อยู่ตรงนี้ ข้อดีข้อแรกคือ สะดวกเว่อร์และไม่อดตายแน่นอน 5555555

ตัวโรงแรม ห้องนอน และสิ่งอำนวยความสะดวกถือว่าดีตามมาตรฐานของโรงแรมญี่ปุ่นเค้าแหละ เตียงมันอาจจะเล็กไปหน่อย แต่ตัวห้องไม่ได้คับแคบ ยังพอมีที่วางกระเป๋าใบใหญ่ และไม่ได้รู้สึกอึดอัด ส่วนตัวห้องน้ำก็โอเค โดยรวมคือสบาย ทำเลที่ตั้งโรงแรมดี ส่วนตัวแนะนำนะ

โรงแรม วีลา ฟงแตน โกเบ ซันโนะมิยะ (Hotel Villa Fontaine Kobe-Sannomiya)

ราคาห้องพักเริ่มต้น 2,0o0 บาท/คืน ดูเรทและจอง โรงแรม วีลา ฟงแตน โกเบ ซันโนะมิยะ (Hotel Villa Fontaine Kobe-Sannomiya) สามารถคลิกลิงค์ด้านล่าง เพื่อดูเรทราคาและจองผ่าน OTA ที่ชอบได้เลย

<strong>ดูเรทและจองผ่าน </strong><b>Agoda</b> ดูเรทและจองผ่าน Agoda <strong>ดูเรทและจองผ่าน </strong><b>Booking</b> ดูเรทและจองผ่าน Booking <strong>ดูเรทและจองผ่าน </strong><b>Expedia</b> ดูเรทและจองผ่าน Expedia <strong>ดูเรทและจองผ่าน </strong><b>Trip</b> ดูเรทและจองผ่าน Trip <strong>ดูเรทและจองผ่าน </strong><b>Hotels</b> ดูเรทและจองผ่าน Hotels

อ่านรีวิวเมืองนี้จบแล้ว
อ่านรีวิวเมืองอื่นในญี่ปุ่นต่อกันเลย 🤗

ญี่ปุ่นเป็นประเทศไม่กี่ประเทศที่นี่รู้สึกว่า ไปกี่ครั้งก็ไม่น่าเบื่อ ไปแล้วไปอีกได้ตลอด และยังประเทศที่ตัวเองตั้งมิชชั่นว่า อยากจะเก็บให้หมดทั่วประเทศ ฮ่าา เอาเป็นว่า HASHCORNER นี่ก็มีรีวิวญี่ปุ่นให้อ่านและตามรอยเยอะพอสมควร ทั้งหมดนับแล้วประมาณ 18 เมือง เยอะโคตร ใครที่มีแพลนไปเมืองไหนในญี่ปุ่นที่มีชื่อเมืองตามลิสด้านล่าง สามารถคลิกลิงค์อ่านต่อได้เล้ย

รีวิว ญี่ปุ่น ภูมิภาคฮอกไกโด (Hokkaido Region)

17. รีวิว ซัปโปโร (Sapporo)
18. รีวิว โอตารุ (Otaru)
19. รีวิว อาซาฮิกาวะ-บิเอะ (Asahikawa-Biei)
20. รีวิว อะบาชิริ-คุชิโระ (Abashiri-Kushiro)
21. รีวิว ฮาโกดาเตะ (Hakodate)

―――――――――――――――――――

รีวิว ญี่ปุ่น ภูมิภาคชูโกกุ (Chugoku Region)

22. รีวิว ฮิโรชิม่า (Hiroshima) // กำลังเขียน
23. รีวิว โอกายาม่า (Okayama) // กำลังเขียน

―――――――――――――――――――

แนะนำโรงแรม / อื่นๆ

24. แนะนำโรงแรมในโตเกียว (Tokyo)
25. เรื่องต้องรู้ก่อนซื้อ JR PASS

ส่วนลดจองโรงแรมจาก Agoda, Expedia, Booking, Hotels.com, Airbnb และบัตรสวนสนุก ตั๋วรถไฟ กิจกรรมท่องเที่ยวจาก Klook ปี 2020

สำหรับใครที่กำลังจะจองที่พักและหาส่วนลดจองโรงแรมอยู่ ลองดูตามลิงค์ด้านล่างได้เลย มีทั้ง Agoda, Expedia, Booking รวมถึง Hotels.com ด้วย ประหยัดไปได้อีกเกือบ 10-20% ใช้ได้กับโรงแรมทั่วโลก หรือถ้าใครอยากช้อปปิ้งออนไลน์ นี่ก็รวมมาให้ทั้ง Lazada และ Shopee เล้ย

หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเว็บไซต์จองโรงแรมพวกนี้ มีส่วนลดท็อปอัพจากบัตรเครดิตเพิ่มเกือบทุกธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต Citibank, KBANK, SCB, Krungsri, KTC, Bangkok Bank, UOB และ TMB หรือแม้แต่ส่วนลดจากค่ายมือถืออย่าง AIS, DTAC หรือ True ซึ่งส่วนลดพวกนี้จะเปลี่ยนตลอดทุกเดือน และเก๊าก็อัพเดทให้ตลอดเวลาเน้อ 🧡

ส่วนลด Agoda.com (อโกด้า)  |  ส่วนลด Booking.com (บุคกิ้ง)  ส่วนลด Expedia (เอ็กซ์พีเดีย)ส่วนลด Hotels.com (โฮเทลส์)  |  ส่วนลด Klook (คลุก)  |  ส่วนลด Airbnb (แอร์บีเอ็นบี) | ส่วนลด LAZADA (ลาซาด้า) | ส่วนลด Shopee (ช้อปปี้) | ส่วนลดร้านหนังสือออนไลน์ (Se-ed, ร้านนายอินทร์, Kinokuniya และ Asiabooks)

ส่วนลด agoda ส่วนลด expedia ส่วนลด bookingส่วนลด klook ส่วนลด airbnb ส่วนลด hotelsส่วนลด lazada ส่วนลด shopee ส่วนลดร้านหนังสือ Se-ed ร้านนายอินทร์ Asiabooks Kinokuniya

  • 53
  •  
  •  
  •  
  •  
    53
    Shares

 ติดตาม Hashcorner  ผ่าน Facebook Page
หรือเข้ากรุ๊ป เที่ยวต่างประเทศ คลิกด้านล่างได้เลย 💙

สำหรับใครที่อยากติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของก๊อตผ่าน Facebook Page ล่ะก็ สามารถเข้าไปกดติดตาม Hashcorner Facebook Page ได้เลย หรือถ้าอยากจอยกรุ๊ปสำหรับคนชอบเที่ยวต่างประเทศล่ะก็ แนะนำเข้ากรุ๊ป "เที่ยวต่างประเทศ Hashcorner" ได้ด้วย ในกรุ๊ปนั้นจะมีคนที่ชอบเที่ยวต่างประเทศเหมือนๆ กัน เข้ามาแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับการเที่ยวของแต่ละคนนั้นเองเนอะ

รีวิว ที่เที่ยว PANTIP 2020 2563

[email protected]

Passionately love travelling to an interesting destination, doing and wearing cool pieces of stuff, and sharing to inspire other people in an attractive way through his own travel and lifestyle blog.

NO COMMENTS

POST A COMMENT