HashCorner

รีวิว ฟุกุโอกะ (Fukuoka) : เที่ยวคิวชู สไตล์เที่ยวเก่ง กินเก่ง

 

คนไทยหลายคนน่าจะรู้จัก ฟุกุโอกะ (Fukuoka) ไม่แพ้กับเมืองอื่นๆ อย่างโตเกียว หรือ ซัปโปโร ในญี่ปุ่น เพราะฟุกุโอกะถือเป็นเมืองที่ใหญ่มากที่สุดของเกาะคิวชู เกาะที่อยู่ทางตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น นอกจากความใหญ่ของพื้นที่แล้ว ฟุกุโอกะยังเป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 5 ของญี่ปุ่นเลยด้วยนะ ใหญ่ขนาดนี้ .. บอกเลยว่าฟุกุโอกะมีครบทุกอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวธรรมชาติ วัดวาศาลเจ้า ช็อปปิ้ง หรือแม้แต่การตะลอนกิน ซึ่งแน่นอนว่าการมาเที่ยวเกาะคิวชูนั้น คงเริ่มเที่ยวจากที่ไหนอื่นเป็นไม่ได้ ถ้าไม่ได้เริ่มจากเมืองฟุกุโอกะ ฮ่า

ภาพรวมแพลนทริปเที่ยวเกาะคิวชูตอนเหนือ PANTIP

สำหรับทริปเที่ยวเกาะคิวชูครั้งนี้ คือผมเที่ยวทั้งหมด 8 วัน โดยมีเมืองและสถานที่หลักๆ เลยคือ ฟุกุโอกะ (Fukuoka) นางาซากิ (Nagasaki) ยุฟุอิน (Yufuin) คุมาโมะโตะ (Kumamoto) และมีอีกสองที่อยู่ในจังหวัดคุมะโมะโตะที่ผมจะทำรีวิวแยกเลยคือ ทาคาจิโฮะ (Takachiho) และ ภูเขาอะโสะ (Mount Aso) เพราะเที่ยวเต็มๆแบบวันละที่เลย ซึ่งดีมากกกก 😚

ทริปนี้นอนเมืองไหนบ้าง?

ผมเลือกนอนสองที่คือ ฟุกุโอกะ (Fukuoka) และ คุมะโมโตะ (Kumamoto) เป็นเบสหลัก
(1) นอนฟุกุโอกะ 4 คืนแรก คือเที่ยวในฟุกุโอกะ ส่วนนางาซากิและยุฟุอิน ไปแบบเช้า-เย็นกลับจากฟุกุโอกะ
(2) นอนคุมาโมโตะ 2 คืนถัดมา คือเที่ยวในตัวเมืองคุมาโมโตะ และเที่ยวทาคาจิโฮะ และภูเขาไฟอะโสะ แบบไปเช้า-เย็นกลับจากคุมาโมโตะ
(3) นอนฟุกุโอกะ 1 คืนสุดท้ายก่อนบินกลับไทย

เที่ยวเกาะคิวชูแบบนี้ต้องซื้อพาสมั้ย ?

ซื้อจ้า หากเราเที่ยวเกาะคิวชูโดยที่เราออกนอกตัวเมืองฟุกุโอกะล่ะก็ แนะนำให้ซื้อพาสเพื่อความประหยัด สะดวก และรวดเร็ว โดยพาสที่แนะนำ คือ JR Kyushu Rail Pass ซึ่งมันแตกแยกย่อยออกเป็น 3 พาส ได้แก่ All Kyushu Area Pass, Northern Kyushu Area Pass และ Southern Kyushu Area Pass ทีนี้อยู่ที่เราแล้วว่าแพลนไปที่ไหนบ้างในเกาะคิวชู

ถ้าอิงตามที่ผมไปหรือในรีวิวนี้คือ ผมเที่ยวแค่ส่วนเหนือของเกาะคิวชูแค่นั้น ใครคิดจะตามรอยผมก็ซื้อ JR Pass คิวชูตอนเหนือ หรือ Northern Kyushu Area Pass ได้เลย เอาไว้ใช้กับรถไฟ JR ที่เราเดินทางระหว่างเมือง ใช้ไม่ได้กับรถไฟใต้ดินฟุกุโอกะ หรือแทรมในเมืองต่างๆนะจ๊ะ

 

ถ้าอยากให้แนะนำแบบซื้อง่าย จ่ายง่าย ไปรับสะดวก ผมจะแนะนำให้ซื้อออนไลน์ที่เว็บ Klook ที่เว็บขายตั๋วท่องเที่ยวเกือบทุกอย่างบนโลกนี้ ฮ่าๆ ด้วยความที่ราคาถูกกว่าชาวบ้านชาวช่องแล้ว มันสะดวกเพราะเรากดซื้อและจ่ายเงินตัดบัตรเครดิตผ่านเว็บได้เลย ทีนี้ Klook เค้าจะส่ง Exchange Order หรือใบยืนยันการจองมาให้เราทางอีเมล จากนั้นเราปริ้นเอาใบนี้ไปยื่นได้เลยที่ JR Ticket Office ซึ่งสาขาที่ผมไปแลกนั้นอยู่ในสถานีรถไฟ JR Hakata เลย

 

จะบอกว่าการซื้อ JR Northern Kyushu Pass กับ Klook สะดวกมากกก .. ผมซื้อก่อนวันไปญี่ปุ่นแค่ 2 วันเท่านั้น มันดีที่มันไม่ต้องส่งใบ Exchang Order มาที่บ้านให้ยุ่งยาก แค่ปริ้นจากอีเมล แล้วไปแลกที่ญี่ปุ่นแค่นั้นเลย จบ ใครสนใจซื้อได้ที่ลิงค์นี้เลย มีพาสแบบทั้งเกาะคิวชู (All Kyushu) คิวชูตอนเหนือ (Northern Kyushu) และคิวชูตอนใต้ (Southern Kyushu) https://goo.gl/8ybL4S

สำหรับทริปคิวชูอันนี้ เราจะใช้ JR Kyushu Pass วันไหนบ้างนั้น ลองดูในตารางแพลนที่ให้ไปด้านบนเน้อ มีบอกอยู่ชัดๆ ละเอียดๆเลย

** รีวิวฟุกุโอกะหน้านี้ยังไม่ได้ใช้ JR Kyushu Pass นะ แต่ให้แลก Exchange Order เป็นตั๋วจริงที่สถานีรถไฟฮากาตะ (Hakata) เผื่อไว้ได้เลย เริ่มใช้วันไหนบอกเค้าได้ และจองตั๋วรถไฟแบบจองที่นั่ง หรือ Reserved Seat ได้ล่วงหน้ายาวๆเลยเด้อ

รวมรีวิวเที่ยวคิวชูทุกตอนจาก Hashcorner

1. รีวิว ฟุกุโอกะ (Fukuoka) + ดาไซฟุ (Dazaifu)
2. รีวิว นางาซากิ (Nagasaki)
3. รีวิว ยูฟูอิน (Yufuin)
4. รีวิว คุมาโมโตะ (Kumamoto)
5.
รีวิว ภูเขาไฟอะโสะ (Mount Aso)
6.
รีวิว ทาคาชิโฮ (Takachiho)

วันแรกฟุกุโอกะ

จริงๆต้องบอกก่อนว่า ก่อนที่ผมจะมาเที่ยวฟุกุโอกะและเกาะคิวชู คือผมเที่ยวโอกินาว่ามาก่อน ทีนี้พอเที่ยวโอกินาว่าเสร็จก็บินในประเทศต่อมายังฟุกุโอกะเลย กว่าจะมาถึงที่นี่ก็บ่ายๆแล้ว ดังนั้น วันแรกของการเที่ยวฟุกุโอกะจะไปแค่ที่เดียวคือ วัดนันโซอิน (Nanzoin Temple) ครับผม ฮี่ฮี่

วัดนันโซอิน (Nanzoin Temple)

วัดนันโซอิน (Nanzoin Temple) อยู่ในเมือง ซาซะกูริ (Sasaguri) นั่งรถไฟจากฟุกุโอกะแปปเดียวก็ถึงล๊าวว ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น วิธีมาก็ไม่ยากคือ ให้เราขึ้นรถไฟสาย JR Sasaguri Line ไปลงที่สถานี Kido Nanzoin-mae Station จากนั้นเดินตามทางอีกนิดหน่อย

วัดนันโซอิน (Nanzoin Temple) คือวัดที่ค่อนข้างโด่งดังในเกาะคิวชู แต่กลับเป็นที่รู้จักน้อยมากในหมู่นักท่องเที่ยวแหละ เค้าบอกว่าวัดนี้คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางแสวงบุญซาซะกูริ ที่มีทางเดินต่อไปอีก 88 วัด และเส้นทางซาซะกูรินี้คือ 1 ใน 3 เส้นทางแสวงบุญชื่อดังของญี่ปุ่นเลย

 

ตัววัดนันโซอิน คือเงียบสงบมาก มีฟีลความเป็นวัดจริงๆ ไม่ใช่วัดสำหรับการท่องเที่ยว (ที่คนน้อยอาจจะเพราะผมไปถึงตอนสามโมงเย็นด้วยมั้ง ฮ่าๆ) ด้วยฟีลสงบๆแบบนี้ ทำให้ตัวผมเองรู้สึกดีและชอบวัดนี้มากเลยแหละ เมื่อเราเดินเข้ามาเราจะเจอกับพระพุทธรูปที่พุงเปลี่ยนจากสีทองสำริดเป็นสีทองแดงเพราะโดนคนลูบ ซึ่งเค้าเชื่อกันว่าถ้าเราลูบท้องของพระพุทธรูปองค์นี้ เราจะโชคดี 😁 // หากใครมีเวลาเยอะสามารถเดินเล่นบริเวณนี้ของวัดได้ ซึ่งเมื่อเดินมาตามทางเดิน ผ่านตัววัดไปก็จะเจอกับรูปปั้นเทพองค์ใหญ่ และเมื่อมองไปทางซ้ายมือ เราก็จะเจอทางเดินขึ้นไปยังศาลเจ้าเล็กๆด้านบน

 

 

จากนั้นเราจะไปยังจุดไฮไลท์ของวัดนี้ ซึ่งก็คือพระนอนสำริด ที่ญี่ปุ่นเค้าเคลมว่าใหญ่ที่สุดในโลกกัน ทีนี้ทางเดินไปยังจุดหมาย ให้เราเดินกลับมาที่บริเวณตัววัดและสังเกตป้ายภาษาอังกฤษที่เขียนว่า Big Buddha จากนั้นเดินตามทางจนเจอทางที่เป็นอุโมงค์ซึ่งจะนำเราไปยังพระนอนสำริดนั่นเอง ระหว่างทางเราจะเจอกับ เทพเจ้าแห่งความโชคดีทั้ง 7 (七 福神, Shichifukujin) ของญี่ปุ่น แนะนำให้หยุดไหว้และขอพร ซึ่งที่นี่เค้าขึ้นชื่อเรื่องของการขอโชคลาภมากกกแกร๊

 

อ่านเจอมา เค้าบอกว่าเจ้าอาวาสวัดนันโซอิน เคยถูกลอตเตอรี่ 130 ล้านเยน หลังจากเค้าวางใบลอตเตอรี่ไว้ข้างๆ รูปปั้นเทพ Daikokuten เป็นเทพแห่งความร่ำรวยและการค้า ทีนี้พอมีคนทำตามแล้วถูกลอตเตอรี่เหมือนกัน วัดนี้เลยโด่งดังมากเว่อร์เรื่องขอพรเกี่ยวกับโชคลาภ

 

หลังจากออกจากอุโมงค์ เราจะเจอกับลานโล่งที่แบ่งเป็นสองทาง ทางนึงคือไปศาลเจ้าด้านบน อีกทางคือไปพระนอนสำริด โดยผมแนะนำว่าให้ไปพระสำริดกันก่อนเด้อ แล้วค่อยเดินวนกลับมาทางศาลเจ้าด้านบน เมื่อถึงจุดหมายแรกของผม พระนอนสำริดที่นี่คือองค์ใหญ่มากจริงและสวยมากกก .. ที่พีคคือ ตอนที่ผมไปถึงเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีคนเลย เงียบสงบอย่างแท้จริง จนนี่ตกใจว่า ไม่มีนักท่องเที่ยวรู้จักสถานที่แห่งนี้เลยจริงๆ หรือเรามาเย็นเกินไป จนวัดเงียบมากขนาดนี้ฟ่ะ

 

พระพุทธรูปนอนองค์นี้ก็มีเรื่องราวนะแจ๊ะ คือ วัดนันโซอินได้บริจาคของช่วยเหลือแก่พม่าหลายครั้งมาก จนพม่าตอบแทนด้วยการส่งพระสารีริกธาตุมาให้ ทีนี้ ด้วยความที่เจ้าอาวาสชนะลอตเตอรี่หลายครั้งเว่อร์ ท่านเลยเอาเงินนั้นมาสร้างพระพุทธรูปนอนสำริดองค์นี้เพื่อเป็นที่เก็บรักษาพระสารีริกธาตุใต้ฐานนั่นแล // หากเราต้องการเข้าไปยังฐานที่เก็บพระสารีริกธาตุ ต้องเสียค่าเข้าชม 500 เยนด้วย

ตอนนั้นคือไม่ได้เข้าไปยังฐานใต้พระพุทธรูป เพราะต้องรีบทำเวลาก่อนพระอาทิตย์ตกดิน แต่แค่ได้เดินรอบๆก็อิ่มเอมแล้วแหละ ต่อไปเราจะเดินไปยังศาลเจ้าด้านบนกันต่อ โดยเดินย้อนตามทางที่เรามาจนเจอกับรูปปั้นหินประจำวันเกิดทั้ง 7 ที่ใส่เสื้อผ้าสีสันน่ารัก ซึ่งจะมีทางเดินฉีกขึ้นไปยังศาลเจ้าด้านบนที่เรากำลังจะไปนั่นล่ะ

ศาลเจ้าด้านบนของวัดนันโซอิน มีทางเดินที่มีซุ้มประตูโทะริอิ (Torii) เยอะมากและสวยโคตร ดูขลังจริงจัง ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่น ก่อนเดินผ่านประตูโทะริอิ ผู้มาสักการะควรโค้งคำนับเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตย์อยู่ ณ ที่แห่งนี้ และไม่ควรเดินเข้าหรือออกทางเดินตรงกลาง ให้เราเดินชิดซ้ายหรือขวาแทน เพราะคนญี่ปุ่นเชื่อกันว่า ทางเดินตรงกลางเป็นทางเดินของเทพเจ้าเท่านั้น

 

ส่วนตัวคิดว่า ถ้ามาช่วงกลางวันน่าจะสวยน้อยกว่าช่วงเย็น ช่วงที่ผมเดินมาตรงนี้คือประมาณ 5 โมง ใกล้จะมืดแล้ว ทางศาลเจ้าจึงเปิดไฟตามทางเดินระหว่างซุ้มประตูศาลเจ้า เรียงกันสวยมาก ขอบอกตรงนี้เลยว่า มองจากรูปภาพสวยไม่เท่าเห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ ฮ่าๆ ที่ดีย์คือ ไม่มีคนเลย บางทีก็เงียบจนวังเวงเกือบจะขนลุก ฮ่าๆ

 

 

สรุปวันแรกของการเที่ยวฟุกุโอกะ คือนี่ประทับใจกับ วัดนันโซอิน (Nanzoin Temple) ค่อนข้างมาก ใจจริงนี่ไม่ค่อยอินอะไรกับวัดหรือศาลเจ้ามากเท่าไหร่ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองแก่ขึ้นมั้ยหรือยังไง คือแบบ การเดินเอื่อยๆ ชิลๆในวัดที่สงบแบบนี้ มันก็สนุกและอิ่มเอมใจจังเล้ย โอ้ยย .. หรือเราแก่ขึ้นแล้วจริงๆ ฮือ // ก่อนขึ้นรถไฟกลับ เจอแมวน่าร้าก จะเข้าไปจับกอดแต่แมวกลัวนี่เลยวิ่งหนี 55555555555 🤣

 

วันที่สอง: ดาไซฟุ + ฟุกุโอกะ
ซื้อพาสก่อน! Fukuoka Tourist City Pass

การเที่ยวฟุกุโอกะให้ประหยัดมากขึ้น แนะนำให้ซื้อ Fukuoka Tourist City Pass ได้เลย มันจะเป็นบัตร (ที่แม่มใหญ่ชิบหาย) ไว้ใช้ขึ้นรถไฟใต้ดิน รถไฟบนดิน และรถเมล์ในเมืองฟุกุโอกะ ทีนี้อาจจะต้องทำความเข้าใจกับแพลนตัวเราเองซักหน่อยว่าเราต้องใช้รถสาธารณะอะไรบ้าง แล้วไปดูว่าเราควรเลือกซื้อ Fukuoka Tourist City Pass แบบไหน เพราะมันมี 2 แบบบให้เลือกนะจย๊าา

Fukuoka Tourist City Pass มีสองแบบคือ แบบราคา 820 เยน และราคา 1,340 เยน
ง่ายๆ เลยคือ ถ้าเราจะไปเมืองดาไซฟุ (Dazaifu) เราต้องซื้อแบบราคา 1,340 เยน เพื่อขึ้นรถไฟสายพิเศษของบริษัท Nishitetsu (ไม่ใช่ของ JR) เพื่อไปยังสถานีดาไซฟุเด้อ

 

ความแตกต่างของ Fukuoka Tourist City Pass ระหว่างแบบ 820 เยน กับ 1,340 เยน คือ แบบ 820 เยน สามารถขึ้นรถไฟใต้ดิน (Subway), รถไฟ JR บางสถานี (ระหว่างสถานี Uminonakamichi จนถึงสถานี Takeshita) รถเมล์ของบริษัท Nishitetsu Bus และ รถเมล์บริษัท Showa Bus ส่วนแบบ 1,340 เยน จะใช้ทุกอย่างที่มีในพาส 820 เยนได้ ที่เพิ่มเติมคือ เราสามารถนั่งรถไฟของบริษัท Nishitetsu ได้นั่นเอง ซึ่งไอ้รถไฟสายนี้คือเอาไว้ใช้ไปเมืองดาไซฟุนั่นแหละ // อ่านแล้วอาจจะงง แนะนำให้ดูแผ่นพับของพาสนี้ได้ที่ลิงค์นี้ ⎡nishitetsu.jp/docs/en/tourist_pass.pdf⎦ ดูแล้วน่าจะเข้าใจอะไรมากขึ้น

แพลนในรีวิวนี้คือ ครึ่งเช้าเราไปเมืองดาไซฟุ (Dazaifu) ส่วนครึ่งบ่าย ผมจะเที่ยวในเมืองฟุกุโอกะ ซึ่งเราจะใช้รถไฟใต้ดิน Subway ในการเดินทางทั้งหมด ดังนั้น ถ้าเอาตามแพลนนี้ .. ให้ซื้อ Fukuoka Tourist City Pass แบบราคา 1,340 เยน ได้เล้ย สถานที่ซื้อที่น่าจะสะดวกที่สุดเลยคือตรง Tourist Information ในสถานีรถไฟ JR Hakata นะแจ๊ะ

 

ส่วนใครที่แพลนจะไปดาไซฟุ (Dazaifu) พร้อมกับเมืองยานากาวะ (Yanagawa) ที่เป็นพายเรือ แนะนำให้ซื้อ Pass นี้แทน “Dazaifu and Yanagawa Sightseeing Ticket” อันนี้สามารถหารายละเอียดอ่านเพิ่มติมในอากู๋ได้ครับ นี่ลองดูแล้วมีให้อ่านเยอะแน่นอน

เมืองดาไซฟุ (Dazaifu)

อย่างที่ได้บอกไปด้านบน ครึ่งเช้าเราจะไปเที่ยวที่ เมืองดาไซฟุ (Daizaifu) เป็นเมืองเล็กๆเก่าแก่ ที่ตอนนี้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว การเดินทางก็ง่าย เพราะเราสามารถนั่งรถไฟจากตัวเมืองฟุกุโอกะไปดาไซฟุได้ภายในครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอ๊งง ที่เที่ยวมีไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ คือมีถนนคนเดินที่มีร้านสตาร์บัคดีไซน์เก๋ชื่อดัง และ ศาลเจ้าดาไซฟุ เท็นมันกุ (Dazaifu Tenmangu) ส่วน วัดโคเมียวเซ็นจิ (Komyozenji Temple) ในวันที่ผมไปคือปิด // ร้องไห้เสียใจมาก ฮือ

! วิธีมายังเมืองดาไซฟุ (Dazaifu) คือเราต้องมาที่ย่านเทนจิน (Tenjin) กันก่อน จะนั่งรถไฟใต้ดินมาก็ได้ จากนั้นเราต้องขึ้นรถไฟของ Nishitetsu ต้นสายที่สถานีเทนจิน (Tenjin) ไปลงที่สถานีฟูสึไคจิ (Futsukaichi) เพื่อเปลี่ยนสายรถไฟ แล้วต่อไปยังสถานีดาไซฟุ (Dazaifu) ครับผม

ถนนคนเดินไปศาลเจ้า ..
ของกินเพียบ! กรี๊ดดด

ออกจากสถานีรถไฟดาไซฟุ (Dazaifu) มา เราจะสะพรึงว่าคนเยอะชิบหาย แถมตอนที่ผมไปฝนยังตกอีก ทีนี้เราจะเจอของขายเต็มสถานีรถไฟไปหมด อย่าพึ่งไปสนใจ ของดีมันไม่ได้อยู่ตรงนี้โว้ย ให้เราเดินตรงไปนิดแล้วเลี้ยวขวาที่เป็นถนนมีร้านขายของตลอดทาง ถนนนี้แหละมันคือถนนที่ตรงไปยัง ศาลเจ้าดาไซฟุ เท็นมันกุ (Dazaifu Tenmangu) นั่นเอง

 

 

หากใครที่ตื่นเช้า ยังไม่ได้กินอะไร ไม่ต้องไปหากินที่ไหนอีกแลัว ของกินตรงถนนคนเดินทางไปศาลเจ้าดาไซฟุ เท็นมันกุ นี่แหละ ของกินเยอะมากกก! มีทั้งร้านอาหาร ร้านขนม ร้านของฝาก และร้านขายของที่ระลึกเต็มไปหมด นอกจากนี้ยังมีร้านสตาร์บัคชื่อดังที่ขึ้นชื่อในเรื่องการดีไซน์ร้านที่ดูโดดเด้งออกมาจากถนนคนเดินเลยทีเดียว .. ตอนแรกคือนี่จะกินนะ แต่คนเยอะสัส แถมไม่มีที่นั่งด้วย เดินออกจากร้านไปกินอย่างอื่นที่เป็นขนมญี่ปุ่นดีกว่า โว้ยยย 555555

 

ขนมที่ต้องกินเมื่อมาเมืองดาไซฟุ คือ ขนมโมจิย่างไส้ถั่วแดง (Umegae Mochi) มันอร่อยมากกกก ขนมเค้าทำกันสดใหม่จากเครื่องย่างโมจิเลย กัดเข้าไปคือแป้งนุ่มละมุนถั่วแดงที่ละลายในปาก อันนี้แม่งดีจริง

ใครมาดาไซฟุแล้วไม่ได้กินขนมโมจิล่ะก็ ยูพลาดมากเว้ย ทีนี้ปัญหาคือ ไอ้ร้านขายโมจินี่มันเยอะมาก นี่ก็ไม่รู้เจ้าไหนเด็ด เจ้าไหนดัง หรือเจ้าไหนออริจินอล จากที่ตัวเองได้ลองกินมาสองร้าน นี่เลยอยากจะแนะนำร้านนี้แล้วกัน ไม่รู้มันชื่อร้านอะไร มีแต่รูปหน้าร้านให้ดู คือโมจินุ่มอร่อยมากแกร๊

อีกร้านที่อยากให้ลองคือขนมร้าน Tenzan (天山 本店) ที่มีขนมไดฟุกุสตรอเบอร์รี่ ซึ่งผมได้กินสองแบบคือ อันที่สตรอเบอร์รี่เป็นไส้ของถั่วแดงและชาเขียว อีกอันคืออยู่บนแป้ง ลูกสตรอเบอร์รี่คือใหญ่มาก หวานมากกก แนะนำเลย ได้ยินว่าร้านนี้ได้รางวัลการันตีมากมายด้วย

กินจนอิ่มพอกรุบกริบ สุดถนนคนเดินจะเป็นทางเข้าของ ศาลเจ้าดาไซฟุ เท็นมันกุ (Dazaifu Tenmangu) พอดี

ศาลเจ้าดาไซฟุ เท็นมันกุ (Dazaifu Tenmangu)

ศาลเจ้าดาไซฟุ เท็นมันกุ (Dazaifu Tenmangu) คือ เค้ามีเรื่องเล่า มีที่มาที่ไป พอได้มารู้ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเทพที่ศาลเจ้านี้บูชา ถึงกับร้องอ้อ.. ว่าทำไมคนถึงเยอะ และเป็นที่เคารพบูชาของคนญี่ปุ่นมาก โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษาที่ชอบมาขอพรในเรื่องของการเรียน ซึ่งผมก็จะเล่าคร่าวๆ เวลาเราไปจะได้อินมากขึ้น รวมทั้งขอพรได้ถูกเรื่องกันเนอะ

 

ศาลเจ้าดาไซฟุ เท็นมันกุ (Dazaifu Tenmangu) คือ ศาลเจ้าของเทพเทนจิน (Tenjin) เทพเจ้าแห่งการเรียนของคนญี่ปุ่น โดยเทพเทนจินนั้น คือบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ที่มีตัวตนอยู่จริงในญี่ปุ่นช่วงสมัยเอฮัน (พันกว่าปีที่แล้ว) โดยชื่อจริงท่านชื่อว่า สึกาวาระโนะ มิจิซาเนะ (Sugawara no Michizane) ซึ่งท่านนั้นไต่เต้าตำแหน่งงานราชการด้วยความสามารถและความหมั่นเพียร จนกระทั่งได้มาเป็นขุนนางระดับ 5 และได้เป็นคนสนิทของจักพรรดิอุดะ .. คือตำแหน่งใหญ่มากจนคานอำนาจกับ ตระกูลฟุจิวาระ ตระกูลที่มีอำนาจมากที่สุดในสมัยนั้นได้

 

 

จนเมื่อจักรพรรดิอุดะสิ้นสมัยลง และมีจักรพรรดิองค์ไดโกะสืบบัลลังก์ คนในตระกูลฟุจิวาระนี่แหละ ใส่ความมิจิซาเนะ (Michizane) จนถูกเนรเทศมายังเกาะคิวชู ตรงเมืองดาไซฟุตรงนี้ ไม่นานหลังจากนั้นท่านก็เสียชีวิตลง และศพของมิจิซาเนะก็ถูกฝังอยู่คู่กับ ศาลเจ้าดาไซฟุ เท็นมันกุ (Dazaifu Tenmangu) แห่งนี้

 

เค้าว่ากันว่า วิญญาณของมิจิซาเนะได้เข้าไปแก้แค้นขุนนางในตระกูลฟุจิวาระและลูกของจักพรรดิไดโกะ บ้างก็เสียชีวิตด้วยโรคร้าย บ้างก็โดนฟ้าผ่า หรือแม้แต่บางคนเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ ทีนี้บรรดาคนในตระกูลฟุจิวาระที่เหลืออยู่ต่างหวาดกลัววิญญาณของมิจิซาเนะและตกลงกันว่าจะสร้างศาลเจ้าคิตาโนะ เท็นมังงู (Kitano Tenmangū) ในเกียวโต และศาลเจ้าดาไซฟุ เท็นมันกุ (Dazaifu Tenmangu) ขึ้นเพื่อเป็นการขอขมาและบูชาสึกาวาระโนะ มิจิซาเนะในฐานะเทพแห่งนักปราชญ์ หรือเทพเท็นจิน เพื่อให้วิญญาณของมิจิซาเนะสงบลงนั่นเอง

 

 

ตรงหน้าทางเข้าศาลเจ้า เราจะเห็นรูปปั้นวัวตัวเมียที่มีคนต่อคิวถ่ายรูปยาวมากกก ตามเรื่องเล่าเค้าบอกว่าวัวคือสัตว์ที่แบกร่างของ มิจิซาเนะ (Michizane) หลังจากเสียชีวิต เค้าเลยเชื่อกันว่า หากเราได้ลูบหัวและเขาของรูปปั้นนี้ เราจะโชคดี ซึ่งผมก็ไม่ได้ลูบ เพราะคนต่อคิวยาวมากเว่อร์ ฮ่าๆ

 

เมื่อเดินต่อเข้าไปอีก เราจะเจอสะพานโค้งสองอันที่ข้ามบ่อน้ำไปยังศาลเจ้าดาไซฟุ เท็นมังกุ เค้าบอกว่าตรงนี้คือสะพานที่ข้ามจากอดีตไปปัจจุบัน และปัจจุบันไปยังอนาคต โดยบ่อน้ำสร้างเป็นรูปตัวอักษรคันจิ เขียนว่าหัวใจ (心) ยังไงใครได้ไปลองไปเดินส่องดู 5555

 

เมื่อเราไหว้และขอพรที่ศาลเจ้าดาไซฟุ เท็นมันกุ เสร็จเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้เราเดินอ้อมไปด้านหลัง แล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ เราจะเจอกับร้านข้าวเยอะแยะที่แม่ค้าเค้ากวักมือเรียกให้เราเข้าไปทานอาหาร ถ้าเราไม่หิวให้เดินผ่านไปเลย 55555

 

เดินต่อไปอีกมันมีจะมีทางขึ้นไปยังศาลเจ้าอีกที่ คือศาลเจ้าเท็นไค อินารี (Tenkai Inari Shrine) เป็นศาลเจ้าที่บูชาเทพอินาริ (Inari) ที่เก่าแก่ที่สุดในเกาะคิวชู ตรงทางขึ้นจะมีเสาโทริอิ (Torii) เรียงยาวขึ้นไปจนถึงศาลเจ้า ตรงนี้สวยมากกกก

 

ศาลเจ้าเท็นไค อินารี (Tenkai Inari Shrine) ตรงนี้ผิดกับศาลเจ้าไดซาฟุ เท็นมังกุ ตรงที่ว่าคนเงียบมาก อาจเพราะคนไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ ซึ่งศาลเจ้านี้เค้าบอกว่าเราสามารถขอพรได้ทุกเรื่องเลย

วัดโคเมียวเซ็นจิ (Komyozenji Temple)

ออกมาจากศาลเจ้าดาไซฟุ นี่รีบเปิดกูเกิ้ลแมพทันทีว่า วัดโคเมียวเซ็นจิ (Komyozenji Temple) อยู่ตรงไหน เปิดดู .. อ้าว แม่งอยู่ข้างๆศาลเจ้าดาไซฟุนิดเดียวนี่หว่า นี่เลยเดินไปพร้อมกับมีความรู้สึกแปลกๆเล็กน้อยที่โซนศาลเจ้าดาไซฟุคือคนเยอะมากเว่อร์ แต่ตรงนี้กลับเงียบผิดปกติ

 

ยิ่งเดินมาเรื่อยๆ คนเริ่มไม่มี จนพอเดินมาถึง วัดโคเมียวเซ็นจิ (Komyozenji Temple) ถึงได้รู้ว่า .. เฮ้ย วัดเค้าแม่งปิดว่ะ // โอ้ยย นี่คือดูรูปมาจากในเน็ตมาก่อน ที่นี่คือสวยมากก สรุปอดจ้าาา เฟลลล

 

รอบๆ คือเงียบเชียบ มีป้ายแขวนหน้าประตูว่า Close พร้อมความเงียบ .. สุดท้าย เดินร้องไห้มายังสถานีรถไฟเพื่อกลับฟุกุโอกะ // เปล่าหรอก เดินกลับมาแล้วผ่านถนนคนเดิน เลยซื้อขนมกินต่อจนพุงกาง โอ้ยยย ทำไมของอร่อยต้องอ้วนอ่ะ ไม่เข้าใจ 555555

กลับมาฟุกุโอกะ ..
ศาลเจ้าคุชิดะ (Kushida Shrine)

กลับมายังตัวเมืองฟุกุโอกะอีกครั้ง เราจะมาแวะเที่ยวศาลเจ้ากันอีกซักที่ รู้สึกเหมือนทริปนี้จะกลายเป็นทริปเก็บแต้มบุญเข้าศาลเจ้าซะแล้ว .. สัญญาว่าที่นี่ ศาลเจ้าคุชิดะ (Kushida Shrine) จะเป็นศาลเจ้าสุดท้ายในรีวิวฟุกุโอกะนะจ๊ะ ให้เรานั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานีกิออน (Gion) จากนั้นเดินต่ออีกแป๊ปนึงก็ถึง ฮี่ฮี่ 😘

 

ศาลเจ้าคุชิดะ (Kushida Shrine) คือศาลเจ้าเก่าแก่ประจำเมืองฟุกุโอกะ มีอายุมากกว่า 1,200 ปีแล้ว เรื่องที่ขอพรกันที่ศาลเจ้าคุชิดะแห่งนี้ คือเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจ และการค้าขาย ดังนั้นใครอยากให้กิจการของตัวเองรุ่งเรือง มาขอพรที่นี่ได้เลย

ศาลเจ้าที่นี่ค่อนข้างเล็กและคนไม่ค่อยพลุกพล่าน เมื่อเทียบกับศาลเจ้าดาไซฟุเท็นมันกุที่เราไปเมื่อเช้า นี่เดินเข้าไปในศาลเจ้า ก็ล้างมือ บ้วนปากตามธรรมเนียมของคนญี่ปุ่น จากนั้นเดินเข้าไปโยนเหรียญ ขอพร ตามวิธีที่ได้บอกไปในพาร์ทไดซาฟุนั่นแล ทั้งเมื่อวานและวันนี้ มีความอิ่มบุญมากเลย ฮ่าๆ

 

หากใครมาเที่ยวฟุกุโอกะช่วงเดือนกรกฎาคม อย่าลืมมาดูงาน เทศกาลยามากาซะ ฮากาตะ กิออน (Hakata Gion Yamakasa) ที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ศาลเจ้าคุชิดะด้วยนะ เค้าจะแข่งแห่ขบวนพาเหรดล้อมรอบเมืองฮากาตะเลย เห็นเค้าว่ากันว่างานนี้ยิ่งใหญ่มากกก

ห้างคาแนลซิตี้ ฮากาตะ (Canal City Hakata)

ตอนแรกที่วางแพลนไว้คือไม่ได้กะว่าจะมาช็อปปิ้งที่ ห้างคาแนลซิตี้ ฮากาตะ (Canal City Hakata) เลย แต่ด้วยความที่เดินออกมาจากศาลเจ้าคุชิดะ (Kushida Shrine) แล้วเจอบันไดเลื่อนห้างตั้งอยู่ตรงทางออก นี่ถึงกับ “เออ เอาวะ แวะเข้าห้างหน่อยก็ได้” ซึ่งพอได้เข้าไป โอ้โห ห้างแม่งสวยอลังการดี (แต่สวยไม่เหมือนฟีลห้างไทยนะ คนละแบบ ฮ่าๆ) ร้านเยอะโคตรๆ และแปลนห้างงงชิบหาย คือมันใหญ่ถึงขั้นมี 3-4 ตึก แล้วทางเดินเชื่อมไปมาแต่ละตึกคืองงชิบหาย ฮ่าๆ

 

 

Canal City Hakata คือมีช็อปแบรนด์ฮิตในหมู่วัยรุ่นหลายร้านอยู่ อย่างเช่น Adidas, Stussy, ABC Mart, Dr Marten, Muji, H&M, Zara, Uniqlo, Onitsuka Tiger, Bershka หรือร้านอย่างพวก Multi-brand store ก็มีเยอะมาก ในร้านจะมีขายพวกเสื้อผ้าสตรีทอยู่ ที่ฮิตตอนนี้เลยคือ Champion เรียกได้ว่าถ้าขาช็อปแบรนด์เนม มาที่นี่มีสิทธิ์ล้มละลาย และทุกร้านทำ Tax Free ได้แน่นอน

 

ที่สำรวจราคามา เสื้อผ้าแบรนด์เกือบ 80% ราคาถูกกว่าที่ไทย
ยิ่งเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นแล้ว ถูกกว่าเกือบครึ่ง .. เอ้อ กวาดมาให้หมด 55555555
แล้วที่พีคคือ นี่มาญี่ปุ่นช่วงตรุษจีนพอดี ช่วงนี้ลดแหลกลานมาก เป็นช่วง Final Sale พอดี .. ขีดเส้นใต้ว่า Final Sale

การเดินช็อปปิ้งที่นี่ถือเป็นการปลดปล่อยความเครียดมาก ถ้าหากเรามาเดินช่วงเย็นจนค่ำ ห้างเค้าเปิดน้ำพุเต้นระบำตามเสียงเพลงด้วยนะ มีความอลัง ดูได้แบบเพลินๆ หากคิดจะมาซื้อพวกแบรนด์เสื้อผ้า นี่คิดว่าที่นี่ดีที่สุดในฟุกุโอกะแล้วแหละ

ซุ้มร้านหารสไตล์ยาไต (Yatai)

จากห้างคาแนลซิตี้ ฮากาตะ (Canal City Hakata) ให้เราออกจากห้างโดยออกประตูฝั่งโรงแรม Grand Hyatt Fukuoka แล้วเดินเลียบถนนข้ามสะพานมานิดหน่อย เราจะเจอกับ ซุ้มร้านอาหารสไตล์ยาไต (Yatai) เรียงเป็นตับมากกว่าสิบร้านบนเกาะนาคาซึ (Nakasu Island) อันนี้ขอแนะนำให้มาสุดๆ เพราะถือเป็นการมาลองกินอาหารขึ้นชื่อของฟุกุโอกะ แถมยังได้ลิ้มลองบรรยากาศที่มีเฉพาะที่นี่อีกด้วย

การกินให้ถึงถิ่นฟุกุโอกะที่แท้จริง คือต้องมากินอาหารในซุ้มยาไต (Yatai) ซึ่งเป็นชื่อเรียกสำหรับ ร้านอาหารแผงลอยริมถนนที่ขายอาหารง่ายๆ เปิดตั้งแต่ 6 โมงเย็นเป็นต้นไปจนถึงตี 2 โดยประมาณ และที่สำคัญคือพบได้เพียงแถบนี้ของญี่ปุ่นเท่านั้นอีกด้วย สิ่งที่ต้องลองกินคือ ฮากาตะราเมน (Hakata Ramen) และพวกไก่ย่างที่เป็นไม้ๆ (Yakitori)

 

เมื่อมาถึงจุดหมาย เราจะเจอกับซุ้มยาไต (Yatai) มากมายหลายร้าน ถามว่าเลือกกินร้านไหนดี? คือนี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนที่ผมไปคือเลือกมั่วเลย เลือกร้านที่มีเมนูภาษาอังกฤษ เป็นร้านอยู่เกือบสุดปลายทาง โดยเค้าจะให้เราสั่งอาหารก่อนที่เราจะได้เข้าไปในซุ้มอาหาร ซึ่งที่ผมสั่งก็มีที่บอกไปนั่นแหละ คือ ฮากาตะราเมน และจานรวมไก่ย่างเป็นไม้ๆ ทีนี้เค้าก็จะเสิร์ฟถั่วแระญี่ปุ่นมาให้เราแทะเล่นก่อน (บังคับเสิร์ฟและเสียเงินประมาณ 200 เยน) จากนั้นอันที่เราสั่งจะทยอยตามๆมา

 

ฮากาตะราเมน (Hakata Ramen) คือ อร่อยมากกกกกกกกก
น้ำซุปคือข้นหอมซุปกระดูกหมูมาก เส้นก็เหนียวนุ่มแบบได้ที่ มันดีย์จริง!

 

ส่วนไก่ย่างที่เป็นไม้ๆ ที่สั่งมาก็จะรวมทุกส่วนของไก่ 6 ไม้ ไม่ว่าจะเป็นอก หนัง เครื่องใน ถ้ากินคู่กับเบียร์จะฟินมาก แต่ราคาเบียร์ที่ขายในยาไตแม่มแรงไปหน่อย เลยไม่ได้สั่ง ฮ่าๆ .. กินเพลินๆจนอิ่มหนำสำราญ จากนั้นเลยเดินพุงกางไปสถานีรถไฟใต้ดินเพื่อกลับโรงแรม แฮปปี้เลย

 

ที่พักในฟุกุโอกะ PANTIP

ย่านที่สะดวกที่สุดในการเลือกที่พักในฟุกุโอกะคือ ฮากาตะ (Hakata) และ เทนจิน (Tenjin)

หากกำลังหาที่พักในฟุกุโอกะ ถ้าจะให้แนะนำ ผมจะแนะนำว่าให้หาโรงแรมหรือที่พักในโซนฮากาตะ (Hakata) ที่เดินทางมาจากสนามบินได้สะดวก มีทั้งสถานีรถไฟใต้ดิน (Subway) ที่ใช้เดินทางภายในเมืองฟุกุโอกะ แถมยังมี สถานีรถไฟ JR และสถานีรถไฟชินคันเซน (Shinkansen) ที่ใช้เดินทางไปยังเมืองอื่นๆในเกาะคิวชู ดังนั้น โซนนี้คือสะดวกสุดแล้วเว้ยย นอกจากสถานีรถไฟ แถวฮากาตะยังมีร้านอาหารและห้างอีกด้วย

 

ส่วนตัวเลือกที่สองรองจากฮากาตะคือ โซนเทนจิน (Tenjin) ที่นี่นั้นเด่นดังเรื่องช็อปปิ้งขั้นสุด การเดินทางก็สะดวกรองลงมาจากฮากาตะคือ มีรถไฟใต้ดิน (Subway) และมีสถานีรถไฟของบริษัทนิชิเท็ตสึ (Nishitetsu) สำหรับการเดินทางไปยังเมืองดาไซฟุ (Dazaifu) ที่ได้รีวิวไปนั่นเอง

 

สำหรับโรงแรมสามที่ด้านล่างนี้ คือโรงแรมที่ได้ไปพักจริงๆในทริปนี้เด้อ ถ้าถูกจริตก็จองได้
ถ้ายังไม่ถูกจริตจะมีแนะนำที่อื่นอีก ลองเลือกดูได้เลย ❤

ส่วนลดจองโรงแรมจาก Agoda, Expedia, Booking, Hotels.com และบัตรสวนสนุก ตั๋วรถไฟ กิจกรรมท่องเที่ยวจาก Klook

สำหรับใครที่กำลังจะจองที่พักและหาส่วนลดจองโรงแรมอยู่ ลองดูตามลิงค์ด้านล่างได้เลย มีทั้ง Agoda, Expedia, Booking รวมถึง Hotels.com ด้วย ประหยัดไปได้อีกเกือบ 10-20% ใช้ได้กับโรงแรมทั่วโลก
ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเว็บไซต์จองโรงแรมพวกนี้ มีส่วนลดท็อปอัพจากบัตรเครดิตเพิ่มเกือบทุกธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต Citibank, KBANK, SCB, Krungsri, KTC, Bangkok Bank และ TMB หรือแม้แต่ส่วนลดจากค่ายมือถืออย่าง AIS, DTAC หรือ True ซึ่งส่วนลดพวกนี้จะเปลี่ยนตลอดทุกเดือน และเก๊าก็อัพเดทให้ตลอดเวลาเน้อ 🧡

ส่วนลด Agoda.com (อโกด้า)  |  ส่วนลด Booking.com (บุคกิ้ง)  ส่วนลด Expedia (เอ็กซ์พีเดีย) | ส่วนลด Hotels.com (โฮเทลส์)  |  ส่วนลด Klook (คลุก)

   

montan HAKATA Hostel

ที่พักแรกที่ผมได้ไปพักคือ montan HAKATA Hostel เป็นโฮสเทลดีไซน์เก๋ที่เอาตึกอพาร์ทเม้นเก่ามารีโนเวทใหม่ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฮากาตะ (Hakata Station) มากเท่าไหร่ ประมาณ 800 เมตรแค่นั้นเอ๊ง ฮ่าา .. ชั้นล่างจะเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ดูเป็น Co-working Space มากก มีโต๊ะหลายโต๊ะ มีห้องครัวส่วนกลางที่คิดว่าไม่ค่อยมีคนมาทำครัวเท่าไหร่ (ก็นะ เปิดโล่งขนาดนี้ ใครจะกล้าทำวะ) รวมถึงมีกาแฟบริการตลอดทั้งวัน และมีอาหารเช้าแบบง่ายๆ ที่นี่ตื่นมากินไม่เคยทันว่ะ โอ้ยยย 555555555

โฮสเทลที่นี่มีทั้งแบบห้องนอนรวมแบบ Dormitory รวมถึงห้องพักส่วนตัวที่มีขนาดกว้างกว่าโรงแรมอื่นทั่วไปในญี่ปุ่น ราคาห้องเดี่ยวสำหรับ 2 คน ที่ผมได้จาก Expedia คือ 2,600 บาท / คืนเด้อ

ดูเรทและจอง montan HAKATA Hostel สามารถคลิกลิงค์ด้านล่าง
เพื่อดูเรทราคาและจองผ่าน OTA ที่ชอบได้เลย
ดูผ่าน Expedia.co.th // ดูผ่าน Booking.com // ดูผ่าน agoda.com

ตัวผมเองพักแบบห้องส่วนตัว คือห้องฟีลเหมือนอพาร์ทเม้นท์มาก ก็แหงล่ะ เอาอพาร์ทเม้นท์มารีโนเวทนิเนอะ .. ห้องกว้าง กว้างจนมีโซฟา มีระเบียงที่เราสามารถเดินออกไปดูวิวเมืองฟุกุโอกะด้านนอก รวมถึงห้องน้ำที่เล็กๆตามฉบับโรงแรมญี่ปุ่น มีตู้เย็น เตียงนอนสบาย ส่วนตัวผมว่าที่นี่ค่อนข้างโอเคเลย

 

Fukuoka Backpackers Hostel

สำหรับคนที่มีบัตเจทจำกัด (เหมือนผม ฮ่า) วันที่ผมพัก อยู่ดีๆที่พักเกือบทั้งฟุกุโอกะเต็มเกือบทั้งหมด เหลือแต่คืนละเกือบหมื่นขึ้นไป มีที่นี่ Fukuoka Backpackers Hostel นี่แหละที่เหลืออยู่ เป็นอีกตัวเลือกนึงที่สมกับราคา(โคตรๆ) เป็นโฮสเทลแบบโฮสเทลจริงๆ ไม่ได้หรูหราเหมือนโฮสเทลด้านบนที่รีวิวไป ซึ่งมันก็ไม่ได้แย่อ่ะแกร จ่ายเท่าไหร่ เราก็ได้ตามราคา ซึ่งถือว่าไม่แย่เลย แค่มีเรื่องเดียวคือตัวโฮสเทลอยู่ไกลจากสถานีรถไฟฮากาตะนิดหน่อย ตั้ง 1.2 กิโลแน่ะ เดินยาวเลย 555555

 

โฮสเทลที่นี่มีทั้งแบบห้องนอนรวมแบบ Dormitory รวมถึงห้องพักแบบส่วนตัว แต่ไม่มีห้องน้ำในตัว ใช้ห้องน้ำรวมนาจา
ราคาห้องเดี่ยวสำหรับ 2 คน ที่ผมได้จาก Expedia คือ 1,450 บาท / คืนเด้อ

ดูเรทและจอง Fukuoka Backpackers Hostel สามารถคลิกลิงค์ด้านล่าง
เพื่อดูเรทราคาและจองผ่าน OTA ที่ชอบได้เลย
ดูผ่าน Expedia.co.th // ดูผ่าน Booking.com // ดูผ่าน agoda.com

โฮสเทลที่นี่มี 3 หรือ 4 ชั้นนี่แหละ ห้องที่ผมพักคือเป็นห้องเดี่ยวอยู่ชั้นสอง ในห้องมีเตียงสองชั้น และมีโต๊ะเล็กๆให้พอได้นั่งบ้าง ด้านหน้าห้องมีอ่างล้างหน้าและห้องน้ำสองห้อง ตู้เย็นรวม ส่วนห้องอาบน้ำอยู่ชั้นล่าง และชั้นบนสุดจะเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่เราสามารถมานั่งเล่น ดูทีวี หรือทำอาหารกินเองได้จ๊าา

 

Hotel Ascent Fukuoka

โรงแรมสุดท้ายที่ได้นอนคือ โรงแรม Hotel Ascent Fukuoka เป็นโรงแรมที่ค่อนข้างเก่า คิดว่ามีมานานมากแล้ว ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟเทนจินแค่ข้ามถนนและเดินอีกนิดหน่อย ถือว่าทำเลดีมาก ล้อมรอบด้วยห้างและของกิน ในราคาที่ไม่แพงมากเท่าไหร่เลย

 

ห้องที่ผมนอนคือห้อง Semi-double ซึ่งพื้นที่คือตามฉบับโรงแรมญี่ปุ่นเป๊ะๆ โดยห้องนี้ก็ไม่ได้แคบมากเว่อร์ ยังพอมีที่หายใจได้บ้าง มีทีวี มีตู้เย็นพร้อม
ราคาห้องเดี่ยวสำหรับ 2 คน ที่ผมได้จาก Expedia คือ 2,100 บาท / คืนเด้อ

ดูเรทและจอง Hotel Ascent Fukuoka สามารถคลิกลิงค์ด้านล่าง
เพื่อดูเรทราคาและจองผ่าน OTA ที่ชอบได้เลย
ดูผ่าน Expedia.co.th // ดูผ่าน Booking.com // ดูผ่าน agoda.com

ในราคานี้คือรวมอาหารเช้าของโรงแรมแล้วนาจา ซึ่งอาหารเช้าที่นี่ถือว่าประทังชีวิตได้โอเค อาหารไม่ได้ดีเด่น แต่ก็ไม่ได้แย่ 555555 // คือมันแค่คืนละสองพัน กับโรงแรมในญี่ปุ่น ราคาแค่นี้เราถือว่ามันโอเคแล้วอ่ะ

 

อ่านรีวิวเที่ยวฟุกุโอกะเสร็จแล้ว
อ่านเมืองอื่นในคิวชูต่อกันเลย 🤗

1. รีวิว ฟุกุโอกะ (Fukuoka) + ดาไซฟุ (Dazaifu)
2. รีวิว นางาซากิ (Nagasaki)
3. รีวิว ยูฟูอิน (Yufuin)
4. รีวิว คุมาโมโตะ (Kumamoto)
5.
รีวิว ภูเขาไฟอะโสะ (Mount Aso)
6.
รีวิว ทาคาชิโฮ (Takachiho)

โอกินาว่าก็มา

1. รีวิว โอกินาว่า (Okinawa)

แถมรีวิวเที่ยวฮอกไกโดด้วย 🤗

1. รีวิว ซัปโปโร (Sapporo)
2. รีวิว โอตารุ (Otaru)
3. รีวิว อาซาฮิกาวะ-บิเอะ (Asahikawa-Biei)
4. รีวิว อะบาชิริ-คุชิโระ (Abashiri-Kushiro)
5. รีวิว ฮาโกดาเตะ (Hakodate)

รีวิว ที่เที่ยว PANTIP 2018

[email protected]

A world explorer and a gym addict who was born in 1990

7 COMMENTS
  • Paisan C. เมษายน 25, 2018

    สวยงามมากครับ น่าไปสุดๆ ^^ ภาพสวยมากครับ รายละเอียดครบเลย
    ทำให้อ่านได้อย่างต่อเนื่อง และไม่น่าเบื่อเลยครับ

  • Toni พฤษภาคม 25, 2018

    thank for guild line for me na kubbb ^^

  • ๋JJ ตุลาคม 15, 2018

    อันนี้ไปเที่ยวเดือนไหนหรอคับ

  • S ตุลาคม 22, 2018

    ซื้อ JRPass ผ่าน klook ต้องไปรับ exchage order อีกรึป่าวคะ หรือเค้าจะส่งมาให้ที่บ้าน หรือว่า เราปริ้นซ์ทางอีเมล์ที่เค้าส่งมาให้ได้เลย ขอบคุณค่ะ

  • sunisa ตุลาคม 22, 2018

    ซื้อ Jrpass ผ่าน klook ต้องรอเค้าส่ง exchange order มาให้รึป่าวคะ หรือว่าปริ๊นซ์จากอีเมล์ที่เค้าส่งมาให้ได้เลย ขอบคุณค่ะ กำลังจะพาที่บ้านไปเที่ยวฟุกุโอกะต้นเดือนพย.นี้

POST A COMMENT